รีวิวภาคสนามรด.ปี3 มทบ.14

เริ่มด้วยเช้าตรู่ของวัน มันก็อาจเป็นวันจันทร์สุดแสนเบื่อหน่ายของคนทั่วไป แต่สำหรับพวกเรามันคือวันที่จะเริ่มต้นอีกหนึ่งประสบการณ์ชีวิตที่ยากจะลืม
พวกเราได้เริ่มออกเดินทางจากโรงเรียนกันตอนเวลา 07.45 น. ที่ล้อของรสบัสนั้นเริ่มหมุน เรานั่งจ้องโทรศัพท์มือถือเป็นครั้งสุดท้ายราวกับว่าจะสั่งลาโลกโซเชียวที่เต็มไปด้วยข้อมูลสุดแสนจะน่าเบื่อของการหาเสียงเลือกตั้ง ข้อมูลเหล่านี้ ​หนักอึ้งอยู่ในหัวสมองของผมพอๆกับกระเป๋าเป้ที่อยู่บนบ่า เป็นการดีที่สิ่งนี้คือการ Social Detox จากโลกแสนวุ่นวาย ไม่ต้องคอยจ่อจ้องโซเชียลดูสตอรี่คนอื่น เพราะที่เราต้องโฟกัสมีเพียงสตอรี่ของตัวเราเองเท่านั้น

     เมื่อมาถึงมทบ.14 ทุกคนรีบความกระเป๋าของตนเอง กระโดดลงรถอย่างไม่รีรอด้วยสัญชาตญาน สายโยงบ่ากับกระติกน้ำที่สั่นไปมาให้รำคาญใจ เป้สนามที่หนักร่วม10กิโลจนกระดูกสันหลังต้องร้องโอดโอย ทุกคนต่างวิ่งกรูไปที่จุดรวมพลเพื่อตรวจของให้เร็วที่สุด โทรศัพท์ทั้งหมดก็ต้องเตรียมส่งให้ครูผู้กำกับเก็บไว้ตลอด4วันนี้

     โรงเรียนศรีราชาของพวกเรา ได้มาถึงเป็นโรงเรียนสุดท้าย นั้นทำให้พวกเราได้ถูกแยกกระจายออกเป็น3หมวด แต่จะมีร้อย2หมวด1 ที่พวกเรานั้นอยู่กันเยอะที่สุด(ซึ่งผมก็ได้อยู่หมวดนี้นั้นแหละ) เพื่อนร่วมชะตากรรมในผลัดที่5ของเรานี้ มีทั้ง แกลง,พนัส,นานาชาติ,วิทยาลัยเทคโน..,ฯลฯ และ โรงเรียนที่พวกเราไม่อยากเจอมันมากที่สุด ก็ดันมาร่วมผลัดนี้กับพวกเราด้วย นั่นคือโรงเรียนอัสสัมชัญศรีราชานั่นเอง!!

     ที่นี้เราไม่ได้วัดกันที่ชื่อเสียงของโรงเรียน แต่วัดกันที่ "ความมึน" หากมีใครคนในคนนึงทำผิด ทุกคนจะต้องชดใช้ร่วมกันด้วยหยาดเหงื่อและฝุ่นดิน ซึ่งนับตั้งแต่ปี1ที่ได้ฝึกร่วมกันมา พวกนี้เปรียบเสมือนก้างขวางคอ ที่ทำให้พวกเราโดนแดกกันอยู่บ่อยครั้ง

     ในจุดรวมพลนี้เอง พวกเราก็จะต้องหยิบของออกมาจากกระเป๋า เพื่อให้ครูฝึกตรวจอุปกรณ์ต่างๆที่ผิดระเบียบ ปีนี้เขาห้ามเอาทิชชู่เปียกเข้ามาเพราะมีผลัดก่อนพวกเราเอาทิชชู่เปียกทิ้งลงชักโครกจนท่อตัน แต่สุดผมก็แอบพกมาอยู่ดีโดยใส่กระเป๋ากางเกงที่พับเอาไว้อย่างแนบเนียน มันเป็นเสมือนกับปัจจัย4อย่างนึงของการเข้าค่ายนี้เลย พอตรวจเสร็จแล้วก็รีบเก็บของใส่เป้เพื่อไปเริ่มการมอบธงชัยเปิดการฝึกภาคสนาม ด้วยการตะโกนลากเสียงยาวๆไปพร้อมกันดังกึกก้องว่า "เอียยยยยยยร์" นับเป็นจุดเริ่มต้นของเรื่องราวที่จะเกิดขึ้น แล้วเขาจึงให้เราไปเข้าแถว วางสัมภาระก่อนเริ่มการฝึกช่วงเช้า แล้วไปรับปืนตั้งแต่สมัยสงครามโลกครั้งที่2ที่ใช้ยิงจริงไม่ได้แล้วให้กับทุกคน พอจะฝึกเรื่องใดก็ตาม ก็ต้องนำปืนมาตั้งเป็นกระโจมกันเอาไว้

     การฝึกช่วงเช้าก็ได้เปิดด้วยสิ่งเบสิคก่อน นั่นคือการฝึกปฐมพยาบาลเบื้องต้น(CPR)ทั่วไป มันก็เป็นสิ่งที่พวกเราฝึกกันมานับไม่ถ้วนแล้ว เลยขอข้ามไปอย่างรวดเร็วเลยละกัน

     มื้อเที่ยงมาถึงพร้อมกับรถบรรทุกทหารคันยักษ์ มันบรรทุกหม้อข้าวและหม้อแกงที่ดูราวกับเสบียงของกองทัพ เรานั่งต่อกันเป็นแถวแล้วนั่งคัดฉากอยู่บนพื้นดิน จ้องมองถาดหลุมตรงหน้าด้วยแววตาของนักล่าที่ถูกล่าล่ามโซ่ น้ำจิ้มสูตรเด็ดที่เค็มจนลิ้นชาเสิร์ฟในทุกมื้อ แม้กระทั่งในแกงจืดก็ยังหนีไม่พ้น

     "พ่อแม่หวังพึ่งพาเจ้า ครูเล่าหวังเจ้าสร้างชื่อ ชาติหวังกำลังฝืมือ เจ้าคือที่หนึ่งทั้งปวง"
เราท่องกลอนนั้นกันอย่างพร้อมเพรียง น้ำลายของแต่ละคนที่นั่งตรงข้ามกันอาจกระเด็นผสมในจากข้าวของกันและกันหรือเปล่าก็ไม่อาจทราบได้ จิตใจของพวกเรามันได้จดจ่ออยู่กับแค่ที่ปลายช้อนเพียงอย่างเดียวเท่านั้น
ทันทีที่ครูฝึกเอ่ยคำว่า "2นาที เป็นของพวกคุณ!!" แล้วปล่อยให้พวกเรางงกันอย่างนั้นว่าจะเล่นกันแบบนี้จริงหรอ!? แต่สุดท้ายก็ต้องรีบตักข้าวเข้าปากอย่างไม่รีรอ เสียงช้อนที่กระทบกับถาดหลุดดังโคลกเคลกไปมา มันเป็นการกินด้วยความไวที่สุดในชีวิตที่ข้าพเจ้าจะเคยทำมา ช่วงเวลา120วินาทีนี้สั้นกว่า120วินาทีในห้องแอร์หลายเท่า ในทีแรกเราก็นึกว่าเขาแค่อำเล่น แต่มันดันเล่นจริงเสียได้ เมื่อครบ2นาทีเขาก็เป่าปี๊ด ให้พวกเราวางช้านในทันทีอย่างไม่รีรอใดๆ ผมเหลือบมองเมล็ดข้าวที่เหลืออยู่ในหลุมด้วยความเสียดาย โชคยังดีที่แถวเก็บจานค่อนข้างยาว ทำให้ผมมีเวลาแอบโซ๊ยข้าวที่เหลืออยู่ไปด้วยกัน
แต่ใดใดก็ตาม นี่คือบทเรียนแรกที่แท้จริงว่า "เวลาไม่เคยรอใคร"

     ถึงเวลาของการฝึกยามบ่าย ปีนี้น่าเสียดายที่พวกเราไม่ได้ยิงปืนด้วยกระสุนจริง เพราะทางการเขาสั่งให้ตุนกระสุนไว้ให้กับพี่ๆทหารแนวหน้า ทำให้พวกเราต้องฝึกซ้อมท่ายิงกันไปแทน พวกเราได้สวมบทบาทกันเป็นทหารที่ต้องออกแนวรบ ฝึกการนอน,นั่ง,ยืน ยิงในรูปแบบต่างๆ จากนั้นก็เข้าไปรับการฝึกทบทวนบุคคลท่ามือเปล่าพร้อมปืน ที่จะต้องใช้ในการฝึกภาคสนามนี้ แล้วเตรียมหยิบกระเป๋าเข้าที่พัก

     เต๊นท์ที่พวกเราจะได้นอนนั้นเป็นเต๊นท์ขนาดเล็ก นอนได้2คน โดยจะต้องจับบัดดี้คนหนึ่งมานอนด้วย และบัดดี้ของผมคนนั้นไม่ใช่ใครอื่นไกล
แต่คือ โอมนั้นเอง โอมเป็นเพื่อนที่รู้จักกันมาตั้งแต่ประถม บ้านใกล้กัน เด็กหนองคล้าด้วยกัน ในทุกๆการช่วงการเข้าค่ายของผมมักจะมีชายผู้นี้อยู่ร่วมช่วงเวลานั้นด้วย
พอมาถึงเต๊นเราก็วางข้าววางของ โชคดีที่รอบข้างเต๊นผมมีส่วนมาก มีแต่เด็กศรีราชาและมีแต่คนที่เรารู้จักและสนิทกันทั้งนั้น พอจัดการปัดฝุ่นเต๊นที่ถูกใช้งานมาแล้ว4ผลัดเสร็จเราก็ต้องไปรวมกันต่อ สถานที่รวมหลังจากนี้มันจะไม่ใช่พื้นปูนอีกต่อไป แต่จะลานพื้นดินทรายผสมกับเศษหญ้าแห้งๆอันเป็นฝันร้ายของการโดนแดก การก้าวขาเพียงเล็กน้อยก็ทำให้ฝุ่นตลบขึ้นสะยิ่งกว่าหมอกหรือฝุ่นPM2.5 พวกเราต้องมารวมกันทีนี้เพื่อออกกำลังกายยามเย็น จากนั้นให้กลับไปเตรียมเข้าแถวกินข้าว

     การกินข้าวในช่วงยามเย็นวันนี้ คือการนั่งกินเป็นแถวเรียงกันไปบนถนนแนวยาว แดดอ่อนๆยามเย็น กับการกินข้าวหลังจากที่ฝึกเหนื่อยมาทั้งวัน แต่อย่างไรก็ตาม เวลาทานข้าวของเราก็ยังคงเป็น2นาทีเช่นเคย หลักๆก็เหมือนตอนเที่ยง แต่ที่มีเพิ่มมาคือร้านค้า ที่เขามาเปิดกางแสลมวางขาย ผมได้โด๊ป
สปอนเซอร์ไป2ขวดเพราะเตรียมใจว่าวันนี้อาจต้องได้เจออะไรแน่ๆแหละตอนกลางคืน และก็ซื้อน้ำเปล่าเพื่อเติมให้เต็มกระติกน้ำ เพราะหากครูฝึกมาจับกระติกน้ำใครแล้วปรากฏว่าน้ำไม่เต็มก็เตรียมโดนเล่นได้เลย จากนั้นก็เตรียมไปพักผ่อนเล็กน้อย จัดแบ่งเวรยามเฝ้าปืนเฝ้าธง แล้วเตรียมตัวไปทำกิจกรรมตอนค่ำคืน

     คืนนี้มีอาจารย์วิทยากรจากมหาวิทยาศรีปทุม วิทยาเขตชลบุรี มาให้คามรู้เรื่องการรู้เท่าทันสื่อ ป้องกันAi อะไรประมาณนั้น และสิ่งที่เขาพามาด้วยซึ่งก็ไม่รู้ว่าเพื่อจุดประสงค์อะไรกันแน่(แหม่ๆๆๆ) นั้นคือเหล่าพี่นักศึกษาสาวแว่นประมาณเกือบ10คน ที่เขาอาจจะต้องการเพื่อให้มาช่วยงานอะไรทำนองนั้น แต่สำหรับเหล่ารด.ทั้งหลายไม่ต้องบอกก็รู้ว่ามันช่วยเติมเต็มจิตใจได้ดีเลยทีเดียว(ทุกคนมันเคลิ้มเขิลกันหมดแบบอาการออกเวลาพี่ๆเขาแนะนำตัว)
ในระว่างอบรมก็มีให้เล่นตอบคำถาม ต้องหาเลือกคนมาช่วยกันเล่นเกมตอบคำถามกันไปเป็นหมวดๆ เพื่อนผบ.เดินมาคว้าตัวผมออกไปทันใดที่เห็นหน้าผมนั่งหลบในที่มืดๆ สนุกสนานกันไปจนจบ

     ภายใต้เครื่องแบบสีเขียวขี้ม้าที่ซีดจางพอๆกัน และฝุ่นที่ฉาบเคลือบใบหน้าจนแยกไม่ออกว่าใครเป็นลูกเศรษฐีหรือลูกชาวบ้าน ทีนี้เราไม่จำเป็นต้องถามชื่อ ไม่ต้องถามหาที่มา ที่นี่เราเรียกกันด้วยคำสั้นๆ แต่ก้องกังวานว่า "เฮ้ยเพื่อน" "เฮ้ยเพื่อน... ไหวป่าว" "เฮ้ยเพื่อน... มีพลาสเตอร์ไหม" "เฮ้ยเพื่อน... นายลืมกระติกน้ำ" คำว่า "เพื่อน" ที่นี่ไม่ได้หมายถึงคนที่รู้จักกันมาแรมปี แต่มันคือสิ่งที่บอกว่า "กูกับกำลังลำบากอยู่ด้วยกัน"
ในโลกภายนอก เราก็อาจเป็นคนแปลกหน้าที่ไม่คิดแม้แต่จะสนใจกันด้วยซ้ำ แต่ท่ามกลางการฝึกฝนอย่างหนักของมทบ.14 เราคือคนคนเดียวกันผ่านคำว่า "เฮ้ยเพื่อน" คำเดียว

     หลังจบกิจกรรมสุดท้ายของวัน ครูฝึกได้บอกให้พวกเรา "ไปจัดการธุระส่วนตัว จะล้างหน้าแปรงฟันอะไรก็แล้วแต่ อีกครึ่งชั่วโมงมารวมกันตรงน้เพื่อสวดมนต์ก่อนนอน" มันเปรียบเสมือนเสียงระฆังพักยกที่สวรรค์ประทานมา พวกเราเลิกแถวกันอย่างกับฝูงลิงคลั่ง หลายคนเลือกที่จะซุกตัวอยู่ในกลิ่นเหงื่อของตัวเองเพื่อแลกกับเวลาพักผ่อน แต่สำหรับผม ความเหนอะหนะบนผิวหนังมันเกินกว่าจะทานทน ผมจึงคว้าขันและสบู่มุ่งหน้าสู่ที่อาบน้ำรวม มันคือท่อน้ำแป๊บที่ถูกพากขึ้นเป็นยาว อยู่กลางแจ้ง ถูกเจาะรูให้พ่นน้ำออกมาเป็นระยะ มีเพียงแสลมสีดำกั้นไว้แบบขอไปทีพอไม่ให้ดูอุจาดตานัก
ณ ที่ตรงนั้น ศักดิ์ศรีของลูกผู้ชายถูกรีดทับให้เหลือเพียงกางเกงในตัวเดียว น้ำที่ไหลลงหัวนำพาความสดชื่น ราวกับวินาทีแห่งความทรมานได้จบสิ้นแล้วและนี่คือช่วงเวลาของการอาบน้ำนอน เสียงหัวเราะอย่างอิสระเป็นความสุขเพียงไม่กี่หยดในค่ายฝึกแห่งนี้
แต่สวรรค์ที่นี่มักจะมีอายุสั้นเสมอ...
เสียงโทรโข่งดังขึ้นมาจากด้านหน้า "เขายังไม่ได้ให้อาบน้ำเลย!" เงาของครูฝึกทอดตระหง่านอยู่ขอบแสลม สายตาที่สั้นถึง700ของผมทำให้ผมไม่สามารถรับรู้ได้ว่าตรงหน้านั้นเกิดอะไรขึ้น ใครกำลังวิ่งหรอ ผมรับรู้ได้ว่าความซวยกำลังมาเยือน แต่ผมไม่สามารถเคลื่อนหนีได้ทัน น้ำที่กำลังไหลรินอย่างชุ่มฉ่ำกลายเป็นน้ำแข็งในความรู้สึกของผมทันที "หมอบลงไป!" พวกเราตกใจอย่างมากและรู้ได้ทันทีว่าจะโดนแดก สีหน้าของผมตอนนี้เปรียบได้เสมือนกับอิโมจิโมอายในเมสเสจเจอร์ พวกเรายี่สิบคนในสภาพที่มีเพียงกางเกงในปกปิดร่างกาย ต้องทิ้งตัวลงหมอบกับพื้นดินและหญ้าแห้งด้านข้างที่อาบน้ำ พวกเรากลิ้งตัวลงไปคลุกดินคลุกหญ้ากันอยู่ห้ารอบ ร่างกายที่เพิ่งสะอาดสะอ้านกลับเต็มไปด้วยเศษหญ้าและเศษดินที่ทิ่มแทงผิวหนัง มันเป็นความตลกที่ขำไม่ออก "ให้เวลาล้างตัวสิบวินาที... 10 9 8....!" จุดที่น้ำไหลผ่านนั้นมีจำกัด เราก็ต้องแบ่งกันล้างตัวอย่างรวมเร็ว แต่ไม่ว่ายังไง มันก็ไม่ทันอยู่ดี ผมเดินกลับไปที่เต๊นท์พร้อมกับความอัปยศนี้ ให้เพื่อนเต๊นท์ข้างๆปัดฝุ่นที่เลอะอยู่เต็มหลังให้ แล้วก็ยืมทิชชู่เปียกของโอมเช็ดทำความสะอาดร่างกายซะ จากนั้นก็รีบแต่งตัว

     หลังจากสวดมนต์เสร็จก็นึกว่าความทรมาณจะจบ แต่ไม่เลย พวกเราที่ไปอาบน้ำก็โดนแดกกันอีกจนหอบ ฝุ่นคละคลุ้งเต็มตัวแล้วไปเข้านอน ชุดนอนของผม คือการถอดเสื้อนอกและเครื่องสนามออก ใส่แต่เสื้อยืดส่วนท่อนล่างก็ครบเต็มยศพร้อมรองเท้า เพื่อที่ว่าจะเมื่อตื่นเช้ามาจะได้พร้อมมาออกกำลังกายยามเช้าเลย

     การได้บัดดี้นอนเป็นโอมก็ดีนะ มันเหมือนได้รีแคปชีวิตและสิ่งต่างๆที่ผ่านมาให้กับเพื่อนที่รู้จักการมานานได้แลกเปลี่ยนกันฟัง เราก็คุยกันนานพอสมควรจนพล็อยหลับกันไป....

      ใครต่อใครคงคิดว่าค่ำคืนที่แสนยาวนานนี้ควรจะจบลงที่การเข้าสู่นิทราของห่วงแห่งความฝันถึงโลกภายนอก แต่ไม่เลย ในเวลาห้าทุ่มครึ่ง ในขณะที่สติของผมกำลังจมดิ่งลงในนิทรา เสียงนกหวีดก็กรีดลึกเข้ามาในโสตประสาท พวกเรากองร้อย 1 และ 2 ถูกปลุกขึ้นมาตั้งแถวท่ามกลางความมืดทันที
เหตุผลนั้นเรียบง่ายแต่เจ็บปวด มีร้อย1บางคนแอบไปอาบน้ำและเข้าห้องน้ำกันเป็นโขยงหยอกล้อกัน และในโลกของวินัยทหาร "ความผิดของหนึ่งคน คือค่าปรับของทั้งกองร้อย" เราโดนแดกกันตั้งแต่นั้นจนล่วงเข้าสู่วันใหม่(เที่ยงคืน15นาที) ท่าเตรียม, หมอบ, นอนหงาย, และการกอดคอลุกนั่งที่ดูเหมือนจะไม่มีวันสิ้นสุด ผมจำไม่ได้ว่าเรานับ "หนึ่ง สอง สาม" กันไปกี่ร้อยครั้ง ความง่วงที่เคยหนักอึ้งในตอนแรก ถูกแทนที่ด้วยความล้าจนกล้ามเนื้อขาสั่นสะท้าน ผมสบตากับเพื่อนข้างๆ ที่กอดคอกันอยู่ แววตาของมันว่างเปล่าพอๆ กับผม "ทำไมต้องมาเจออะไรแบบนี้ด้วยวะ?" คำถามนี้ลอยวนอยู่ในหัว

แต่นี่แหละคือบทเรียนที่ไม่มีในตำราเรียนเล่มไหน มันสอนให้เรารู้ว่าในชีวิตจริง กฏคือกฏ เราต้องรู้จักในหน้าที่ของตนเอง ไม่อย่างนั้นอาจนำพาความลำบากมาสู่ตัวเรากับผู้อื่นได้ และมิตรภาพที่แท้จริงอาจไม่ได้เกิดจากการนั่งดื่มน้ำสำราญใจ แต่มันเกิดจากการกอดคอกันลุกนั่งในนาทีที่ขากำลังจะหมดแรง
เราเดินกลับเต๊นท์ตอนเที่ยงคืนกว่าด้วยสภาพที่ไม่ต่างจากศพเดินได้ จากนั้นก็บอกลาโลกความจริงแสนทรมาน ราตรีสวัสดิ์

จบคืนแรก
แก้ไขข้อความเมื่อ
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่