ทะลึ่งวันละนิดจิตแจ่มใส ; วรรณกรรมเก่าชาวใต้ สรรพลี้หวน ค่อยค่อยอ่านค่อยค่อยคิดค่อยค่อยแปล แล้วพึงแผ่ส่วนกุศลนักแต่งเอย

กระทู้สนทนา
ย้ำ เป็นวรรณกรรมจากคนที่มีอัจฉริยภาพทางภาษา ไม่ใช่เรื่องลามก

“สรรพลี้หวน” กลอนสุภาพ ติดเรทนิดหน่อย วรรณกรรมคำผวนระดับตำนานของภาคใต้



สรรพลี้หวน เป็นวรรณกรรมคำผวนท้องถิ่นภาคใต้ เนื้อเรื่องเป็นนิทานจักร ๆ วงศ์ ๆ กวีเลือกใช้ฉันทลักษณ์กลอนสุภาพ (กลอนแปด) ล้อเลียนและล้อเล่นเรื่องเพศ เน้นกล่าวถึง “ของสงวน” ด้วยการใช้ “คำผวน” กับสิ่งต่าง ๆ รวมถึงชื่อตัวละคร และมีคำศัพท์สำเนียงใต้ ผู้ประพันธ์จึงต้องมีอัจฉริยภาพทางภาษา รู้ภาษาถิ่นเป็นอย่างดี และอนุมานได้ว่า มีนิสัยตลกขบขัน และทะลึ่ง

วรรณกรรมเรื่องนี้อวดโฉมแก่บรรณพิภพ (อย่างเป็นทางการ) ใน พ.ศ. 2515 เมื่อ ดิเรก พรตเสน นักวิชาการเมืองนครศรีธรรมราช พบกลอนสรรพลี้หวนบันทึกบนกระดาษฝรั่ง ที่วัดเขาน้อย อำเภอสิชล จังหวัดนครศรีธรรมราช และ ขุนพรหมโลก เป็นผู้จัดพิมพ์เป็นครั้งแรกในปีถัดมา

มีเรื่องเล่าพิศดารเกี่ยวกับกวีนิรนามผู้แต่งสรรพลี้หวนว่า อาจเป็นสามเณรรูปหนึ่ง ประพันธ์วรรณกรรมนี้เมื่อราวทศวรรษ 2420-2440 ตรงกับสมัยรัชกาลที่ 5 พอได้ครึ่งเรื่องก็ธาตุไฟเข้าแทรก กระอักเลือดถึงแก่ชีวิต ส่วนที่แต่งเสร็จแล้วถูกส่งต่อกันมาเป็นมุขปาฐะ บางครั้งนายหนังตะลุงยกกลอนจากสรรพลี้หวนมาอ้าง แต่ก็ไม่ปรากฏว่ามีใครครอบครองฉบับเต็ม ก่อนนายดิเรกค้นพบ สรรพลี้หวนจึงแทบเป็นวรรณกรรมในตำนาน

◉ นครังยังมีเท่าผีแหน
กว้างยาวแสนหนึ่งคืบสืบยศถา
เมืองห้างกวีรีหับระยับตา
พันหญ้าคาปูรากเป็นฉากบัง

สูงพอดีหยีหิบพอหยิบติด
ทองอังกฤษสลับสีด้วยหนีหัง
กำแพงมีรีหายไว้ขอดัง
เจ้าจอมวังพระราโชท้าวโคตวย

มีเมียรักภักตร์ฉวีดีทุกแห่ง
นั่งแถลงชมเชยเคยฉีหวย
เจ้าคีแหมรูปโอเมียโคตวย
ท้าวหวังรวยกอดินอยู่กินกัน

มีลูกชายไว้ใยชื่อไดหยอ
เด็กไม่ลอเกิดไว้ให้ทีหัน
นอนเป็นทุกข์ดุกลอยิ่งคอดัน
ให้ลูกนั้นหาคู่เป็นหูรี

ต้องไปขอลูกสาวท้าวโบตัก
มันตั้งหลักอยู่ไกลชื่อไหหยี
เป็นลูกเนื้อเชื้อนิลนางหิ้นปลี
เมืองห้างชีปกครองทั้งสองคน

เนื้อเรื่องสรรพลี้หวนเล่าถึงท้าวโคตวยและนางคีแหม ผู้ครองเมืองห้างกวี มีพระโอรสนามเจ้าชายใดหยอ ผู้มั่นหมายอยู่กับนางไหหยี ธิดาของท้าวโบตักและนางหิ้นปลี แห่งเมืองห้างชี แต่ก็เกิดเรื่องเกิดราวขึ้นเมื่อเมืองห้างชีเผชิญสงคราม นางไหหยีต้องหนีเข้าป่าไปอยู่กับฤๅษีแหม (ม เป็นตัวสะกด) แล้วเจ้าชายใดหยอก็เสด็จมารับไปอภิเษก ส่วนท้าวโบตักที่เสียนางหินปลีมเหสีระหว่างสงครามก็ได้อภิเษกกับนางเห็กหลี

เจ้าชายใดหยอกับนางไหหยีมีธิดาด้วยกันชื่อนางหาวคี พอเจริญวัยปรากฏว่านางเห็กหลียายเลี้ยงไม่ชอบหน้าหลาน จึงออกอุบายจับนางหาวคีลอยแพแล้วบอกสวามีว่าหลานตกน้ำหายไป ด้านพระอินทร์นึกเวทนานางหาวคีจึงเนรมิตเกาะขึ้นมาให้พำนัก เนื้อเรื่องก็จบค้างตอนที่ท้าวโบตักออกตามหาหลานสาวแต่ไม่พบแล้วถอดใจกลับเมือง ดังว่า

◉ เดินริมฝั่งหังยีไม่หมีเห็น
จำปอเด็นตามเฝ้าหาวลูกสี
ถ้าสีหวนจวนศพเอาหบกี
หร้อมไหหยีโบตักเที่ยวดักรอ

ถึงเวลาสายัณห์หันดังหวี
ชวนเห็กหลีกลับไปเถอใดหยอ
ไม่พีหบหลบกันดันทุกออ
ดังกลับรอฟังข่าวอยู่อ่าวใด

พอเย็นย่ำค่ำดีจะคลี
ชวนงามขำเห็กหลีเข้าสีไห

แล้วต้นฉบับก็จบเพียงเท่านี้…

ส่วนบทอัศจรรย์ในเรื่องก็เรียกได้ว่าไม่มีการ “กั๊ก” ใด ๆ เพราะเพียงผวนคำก็รู้สิ่งที่กวีเล่าโดยไม่ต้องถอดคำอุปมาอุปมัยอะไรทั้งนั้น ยกตัวอย่างตอนท้าวโบตักพานางเห็กหลี มเหสีคนใหม่กลับเมือง ดังว่า

◉ ไม่บัดสีดีหูเป็นคู่เคล้า
นั่งคลี้หาวกลางทางยกหางถี่
รอกับดวนชวนนางกลับห้างชี
เป็นเมืองพี่ใหญ่กว้างเหมือนด้างชอ

ค่อยชมพลางเดินพลางป่ายางเกว็จ
ผักชีเห็ดแหนบีคนทีสอ
แก่นขลีหาดหนาดเหนียดเดียดเข้าซอ
ดังถึงวอพานางเข้าปรางค์นอน

น้ำห้อยยีสีเหงื่อติดเสื้อปราด
คลี่หมอนสาดตีหังนั่งวีหอน
แม่เห็กหลีหนีเหื่อยลงเมื่อยนอน
ท้าวเอื้อมกรจีหับไม่หลับลง

กลีเรื่องหุ้มดุมขาดกระดาษปะ
ปอกับดะคืนนี้ได้บีหง
พลางยวนยีอีแหบล้มแนบลง
นอนเล็ดยงกอดรัดยกดัดงอ

เหมือนเอายางวางใส่ในกระบอก
ขบไม่ออกปล้ำกันปลายดันสอ
ฝ่ายเห็กหลีไม่เหนื่อยเดือยไม่นอ
เด็ดคอยยอหยุดพักไว้สักคราว

นอกจากความทะลึ่งแล้ว ความโดดเด่นจากการเป็นกลอนที่มีคำผวนแทรกอยู่แทบทุกวรรคจนหากอ่านแบบผิวเผินหรือไม่มีความชำนาญการผวนคำก็อาจจะผ่านคำบางคำไปโดยไม่ได้สังเกต ความลึกลับของผู้ประพันธ์ เนื้อเรื่องที่ค้างคา และต้นฉบับที่แต่เดิมหายากจนเหมือนหลบลี้หนีคนอ่าน ล้วนส่งเสริมให้สรรพลี้หวนโด่งดังทั้งสิ้น

แต่หากมองตามขนบนิยม นี่คือวรรณกรรมที่ชวนกระอักกระอ่วนเกินจะเชิดชูว่า เป็นวรรณคดีชั้นยอดในที่สาธารณะ เพราะคงไม่แคล้วถูกตัดสินด้วยเรื่องความสองแง่สองง่ามและหยาบโลน แต่คงไม่มีใครปฏิเสธว่า การซื่อตรงต่อสัญชาตญาณลามกสัปดนของมนุษย์ แต่อำพรางอย่างแยบคายด้วยกลอนสุภาพนี่แหละ คือคุณค่าอันเด่นล้ำของสรรพลี้หวน ดังที่ขุนพรหมโลกทิ้งท้ายไว้หลังจบต้นฉบับว่า

“สรรพลี้หวนควรอ่านตามบ้านร้าง   หนำหรือห้างคลองทะเลนอกเคหา
จะดีร้ายปลายคำเป็นธรรมดา   บอกภาษานิทานอ่านอย่าแปล
นั่งคนเดียวในรถ-เรือเพื่อโดยสาร   อย่าพึ่งอ่านคนจะว่าท่านบ้าแน่
ค่อยค่อยอ่านค่อยค่อยคิดค่อยค่อยแปล   แล้วพึงแผ่ส่วนกุศลนักแต่งเอย”

ที่มา
แก้ไขข้อความเมื่อ
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่