(เนื้อหามีการสปอยบางส่วนของหนัง)
ใครที่ได้ไปดูหนังเรื่องนี้ คงจำฉากสุดท้ายของหนังที่คุณเอกชัย ศรีวิชัย พูดกับ ยันต์ (สิงหา สิทธินนท์) ถึงเรื่องความตั้งใจของตัวเอง ที่อยากจะเผยแพร่ความรู้เรื่องวัฒนธรรมพื้นบ้านให้คนรุ่นใหม่ได้รู้จัก แล้วแกก็ร้องไห้ออกมา แม้จะเป็นบทการแสดง แต่ จขกท. เชื่อว่าแกร้องไห้ออกมาจากใจจริง ๆ ใครจะว่ายังไงก็ช่าง จขกท. เชื่อว่าแกมีความตั้งใจที่จะทำแบบนั้นจริง ๆ แต่น่าเสียดาย ที่เมื่อมีโอกาสแล้ว แกไม่สามารถจะทำได้อย่างที่ควรจะเป็น..
ก่อนอื่นบอกก่อนว่า จขกท. เป็นคนที่ให้โอกาสหนังไทยทุกเรื่อง สมัยก่อนหนังหมาหนังแมวอะไรก็ดูหมด ขอแค่เป็นหนังไทยครับ อยากสนับสนุน อยากเห็นหนังไทยเติบโต แต่มาระยะหลังยอมรับว่าไม่ไหวครับ อะไรไม่ได้ คือ ไม่ได้ ไม่ฝืนครับ เสียเวลา เสียสุขภาพจิต ดูไปหงุดหงิดไป.. แต่สำหรับ "สรรพลี้หวน" อยากดูครับ ตั้งใจเลยว่าจะดูให้ได้ เพราะเป็นหนังที่กล้านำเสนอเรื่องราววัฒนธรรมประเพณีแบบท้องถิ่น หรืออะไรที่ไม่ใช่กระแสหลัก ยิ่งเป็นเรื่องทางภาคใต้ มันหาดูยากครับ ยอมรับพี่เอกชัยเลยว่าแกกล้าจริง คนจริงครับ ก่อนไปดูผมไม่รู้จักวรรณกรรมสรรพลี้หวนเลยครับ ไม่หาข้อมูลด้วย รู้แค่ว่าเป็นวรรณกรรมที่มีเรื่องคำผวน สองแง่สองง่าม เข้ามาเกี่ยวข้อง เพราะผมต้องการให้หนัง Educate ผมครับ ผมอยากรู้ว่าหนังจะทำให้ผมสนใจ เข้าใจ และไปหาข้อมูล สรรพลี้หวน ต่อได้แค่ไหน..
พอหนังเริ่มฉาย เปิดฉากแรก ดีครับ เป็นผู้เฒ่าพูดสอนเด็กน้อยให้อนุรักษ์การแสดงสรรพลี้หวนเอาไว้ พร้อมเกริ่นนำนิดหน่อยว่า "สรรพลี้หวน" คือ อะไร.. เริ่มมาดีครับ แต่เชื่อมั้ยครับ หนัง Educate ผมเรื่องสรรพลี้หวนแค่นั้นจริง ๆ ครับ จากนั้นผมไม่ได้รู้ประวัติ รู้ที่มาที่ไปอะไรเกี่ยวกับ "สรรพลี้หวน" อีกเลย..
ตัวหนังพูดถึงเรื่องของเด็ก ๆ นักศึกษา คณะศิลปกรรมศาสตร์ ม.รามคำแหง ที่ต้องทำ Thesis การแสดงจบ และพวกเขาเลือกที่จะนำเสนอการแสดงสรรพลี้หวน ที่ว่ากันว่าเป็นเรื่องทะลึ่ง เป็นวรรณกรรมและการแสดงแบบรากหญ้า ไม่เหมาะที่จะเอามาขึ้นเวทีใหญ่ ในขณะที่คนอื่น ๆ เขานำเสนอเรื่องวรรณกรรมตะวันตก Romeo & Juliet อะไรอย่างนี้ และในขั้นตอนการเตรียมงานก็มีอุปสรรคต่าง ๆ มากมาย ไม่มีเงินทุน ต้องไปทำงานบาร์โฮสหาเงินกัน แถมก่อนเล่นยังมีอุปสรรคที่นางเอกตัวจริงถูกดึงตัวไปเล่นให้อีกกลุ่ม และนางเอกคนใหม่ยังมาอกหัก ไม่มีกะจิตกะใจซ้อม จนเพื่อน ๆ ต้องไปตามถึงบ้าน ตจว. จนท้ายที่สุดก็ได้แสดงจบสมใจหวัง..
เรื่องของการแสดงนั้น ต้องบอกว่าหนังแบ่งกลุ่มนักแสดงออกเป็น 2 ชุด คือ 1.กลุ่มนักศึกษาที่ถือว่าเป็นตัวหลักของเรื่อง ซึ่งดูเหมือนจะเป็นนักแสดงหน้าใหม่ ส่วนชื่อในเรื่องก็จะมี ยันต์ กับ เพชร สองหนุ่มที่เป็นตัวนำฝ่ายชาย ฟ้า ที่เป็นนางเอก อ้อ! มีอดีตหลวงพี่กาโตะที่ผมพอจะรู้จัก แสดงเป็นพี่หลวง นักศึกษาค้างปี แล้วก็ตัวแสดงอื่นอีก 3 - 4 คน กับ 2.กลุ่มนักแสดงตลกชื่อดังระดับแถวหน้าของเมืองไทย ที่ถือว่าเป็นกลุ่มตัวแสดงรองหรือสีสันของเรื่อง แต่ขนกันมาเยอะจริงครับ เช่น แจ๊ส เบนชลาทิศ ยิ่งยง มนต์สิทธิ์ จ๊ะคันหู เอมวิทวัส หนูเล็กก่อนบ่าย เมญ่าซันซัน ปลาคาร์ฟเชิญยิ้ม บ่าววี พี่เอกชัยก็เล่นด้วยครับ ฯลฯ อันนี้ยิ่งเป็นอะไรที่น่าเสียดาย ซึ่งเรื่องที่น่าเสียดายมันไปเกี่ยวพันกับเรื่องของบทที่จะพูดถึงต่อไปครับ
อย่างที่บอกว่า จขกท. ไปดูหนังเรื่องนี้เพราะอยากทำความรู้จักกับ "สรรพลี้หวน" แต่ก็อย่างที่บอกว่า หนัง Educate จขกท. ได้เพียงแค่ไม่เกิน 2 นาทีแรกของหนังเท่านั้น จากนั้นหนังก็แปลงสภาพกลายเป็นการแสดงตลกสไตล์คาเฟ่ไปเลยครับ ผมไม่ได้มีปัญหากับมุกตลกในหนังนะครับ บอกตรง ๆ ว่า พี่ ๆ ตลกเขาเก่งกันจริง ๆ ครับ จขกท. บอกเลยว่านั่งขำกับมุกตลกในเรื่องไปตลอดเรื่องเลยครับ แม้บางมุกมันอาจจะไม่พ้นเรื่องกะเทย เรื่อง Bully เรื่องตลกสังขาร ฯลฯ แต่บางมุกก็สร้างสรรค์ครับ เช่น มุกไปลาดพร้าว หรือมุกคนหน้าเหมือนพี่เอกชัย อันนี้ก็ขำครับ แต่ก็ต้องยอมรับครับว่าบางมุกก็เล่นซ้ำจนน่ารำคาญ เช่น มุกสันเขื่อนของกาโตะ หรือมุกยันต์กับเพชร อะไรเนี่ย คือ มันเล่นบ่อยจนเกินไปครับ ที่ว่าน่าเสียดาย คือ หนังให้ความสำคัญกับกลุ่มนักแสดงหลักที่เป็นนักศึกษาน้อยมากครับ บทตลก หรือการดำเนินเรื่องอะไรจะโยนไปให้กลุ่มตลกอาชีพเป็นคนจัดการทั้งหมดครับ แม้แต่ช่วงที่เด็กหนุ่ม ๆ ต้องไปทำงานพาร์ททามในบาร์โฮส หนังยังไม่ให้ซีนเด็ก ๆ เลยครับ แต่กลับไปให้พี่ ๆ รุ่นใหญ่จัดการ เหมือนกับว่า ผกก. ไม่มั่นใจว่ากลุ่มนักแสดงเด็กหน้าใหม่จะเอาหนังอยู่ มันเลยทำให้หนังเกิดความงงงวยไปหมด และแทนที่คนดูจะได้เอาใจช่วยให้เด็ก ๆ ทำงานแสดงให้สำเร็จ กลับทำให้คนดูไม่รู้สึกอะไรถึงความพยายามของเด็ก ๆ เลยครับ ยิ่งบทของนักแสดงกลุ่ม 2 บางคนเนี่ย ไม่รู้จะใส่มาทำไม เหมือนแค่อยากให้มีชื่อว่าเล่นเรื่องนี้เพื่อดึงคนมาดู เพราะบทมันไม่เกี่ยวอะไรกับการดำเนินเรื่องเลย
อีกอย่างนึง คือ เรื่องการถ่ายทำ ในภาพรวมไม่ได้มีอะไรแย่มากมาย ในช่วงแรกของหนังที่เปิดตัว มีการใช้การถ่ายทำแบบ Long Take ซึ่งดูแปลกตาดี แม้จะดูแล้วประดักประเดิดไปบ้าง แต่ช่วงหนึ่งของหนัง ผมไม่แน่ใจว่าเป็นที่โรงฉาย หรือมาจากไฟล์หนัง คือ คำพูดที่ออกมา มันไม่ตรงกับปากนักแสดง ไม่รู้คนที่ไปดูสังเกตุมั้ย คือ ถ้ามาเครื่องฉายก็เข้าใจได้ แต่ถ้ามาจากไฟล์นี่คืองงมาก ว่าปล่อยมาได้ยังไง..
กลับมาที่เรื่อง "สรรพลี้หวน" ต่อบ้าง คือ พอหนังผลักตัวเองไปเป็นการแสดงตลกคาเฟ่แล้ว การแสดงสรรพลี้หวนก็โดนทิ้งไปเลยครับ หายไปเลยจริง ๆ จนกว่าจะกลับมาอีกทีก็คือตอนองก์สุดท้ายของหนังแล้วครับ ซึ่งสิ่งนี้ คือ The Best หรือสิ่งที่ดีที่สุดของหนังครับ ช่วง 10 นาทีสุดท้าย เมื่อนักศึกษาพา "สรรพลี้หวน" ขึ้นแสดงบนเวที แถมเป็นการแสดงแบบร่วมกับวงดนตรีประยุกต์ มีการใช้วงออเคสตร้าเข้ามาร่วมด้วย ซึ่งมันเข้ากันได้ดีมาก สนุกมาก จขกท. คิดไปว่าถ้าตัวหนังตัดเรื่องตลกคาเฟ่ออกไป แล้วเอาเรื่องการพัฒนาการแสดงสรรพลี้หวนออกมา หนังน่าจะมีอะไรที่สามารถ Educate เรื่องสรรพลี้หวนให้มากขึ้น แล้วเราน่าจะได้รู้อะไรดี ๆ อีกมาก
สรุป "สรรพลี้หวน" คือ หนังที่มีสารตั้งต้นที่ดี แต่ทำออกมาได้ไม่สำเร็จครับ หนังไม่สามารถ Educate จขกท. ให้รับรู้และสนใจถึงการแสดงพื้นบ้านนี้ได้ แน่นอนคนดูย่อมไม่อินกับ "สรรพลี้หวน" แน่นอนครับ ยกเว้นช่วง 10 นาทีสุดท้าย ซึ่งมันน้อยเกินไป หนังที่น่าจะเป็นหนังที่นำเสนอเรื่องราววัฒนธรรมประเพณีท้องถิ่นที่หาดูยาก จึงเป็นเพียงหนังตลกคาเฟ่ธรรมดา ๆ ครับ
อาจจะไม่แฟร์ที่จะเอาไปเปรียบเทียบกัน แต่ทำไม Kokuho หนังที่นำเสนอเรื่องละครคาบูกิของญี่ปุ่น ที่ไกลจากตัวเรามาก ๆ เป็นล้านปีแสง ถึงสามารถทำให้ จขกท. และคนดูต่างชาติอื่น ๆ เข้าใจ สนใจ หรือแม้แต่หลั่งน้ำตาให้กับหนังได้ จะบอกว่าเป็นเรื่องเงินทุนหรอ เรื่องการสนับสนุนหรอ เรื่องบุคลากรหรอ อาจจะใช่ หรือไม่ใช่ แต่ที่แน่ ๆ หนังจะดี บทต้องดีครับ สารตั้งต้นดี ต้องมากับการพัฒนาบทที่ดีครับ ซึ่งหนังไทยในทุกวันนี้ บอกเลยครับ เรื่องบท คือ อ่อนมาก (อ่อมมาก) ไม่รู้ทำไม เหมือนทีมฟุตบอลที่เบสิคไม่ดี มันจะไปเก่งได้ไง เอาโค้ชระดับโลกมามันก็ไม่เก่งหรอก.. น่าเสียดายโอกาสครับ ที่เขียนมาตั้งยาว เพราะอยากให้มีอะไรแหวกขนบออกไปบ้างครับ ไม่ใช่มีแต่ หนังตลก หนังกะเทย หนังผี รู้มั้ยครับ วงการหนังไทยทุกวันนี้มันล้าหลังตามคนทั้งโลกไปถึงไหนแล้ว เพราะตัวเองก็มั่นใจว่าดูหนังนานาชาติมาไม่น้อย.. มาช่วยทำอะไรที่ยกระดับหนังไทยกันดีกว่าครับ เอาใจช่วยคนในวงการหนังไทยทุกคนครับ
สรรพลี้หวน.. (วิจารณ์) หนังไทยที่น่าผิดหวังที่สุดเรื่องหนึ่งแห่งปี
(เนื้อหามีการสปอยบางส่วนของหนัง)
ใครที่ได้ไปดูหนังเรื่องนี้ คงจำฉากสุดท้ายของหนังที่คุณเอกชัย ศรีวิชัย พูดกับ ยันต์ (สิงหา สิทธินนท์) ถึงเรื่องความตั้งใจของตัวเอง ที่อยากจะเผยแพร่ความรู้เรื่องวัฒนธรรมพื้นบ้านให้คนรุ่นใหม่ได้รู้จัก แล้วแกก็ร้องไห้ออกมา แม้จะเป็นบทการแสดง แต่ จขกท. เชื่อว่าแกร้องไห้ออกมาจากใจจริง ๆ ใครจะว่ายังไงก็ช่าง จขกท. เชื่อว่าแกมีความตั้งใจที่จะทำแบบนั้นจริง ๆ แต่น่าเสียดาย ที่เมื่อมีโอกาสแล้ว แกไม่สามารถจะทำได้อย่างที่ควรจะเป็น..
ก่อนอื่นบอกก่อนว่า จขกท. เป็นคนที่ให้โอกาสหนังไทยทุกเรื่อง สมัยก่อนหนังหมาหนังแมวอะไรก็ดูหมด ขอแค่เป็นหนังไทยครับ อยากสนับสนุน อยากเห็นหนังไทยเติบโต แต่มาระยะหลังยอมรับว่าไม่ไหวครับ อะไรไม่ได้ คือ ไม่ได้ ไม่ฝืนครับ เสียเวลา เสียสุขภาพจิต ดูไปหงุดหงิดไป.. แต่สำหรับ "สรรพลี้หวน" อยากดูครับ ตั้งใจเลยว่าจะดูให้ได้ เพราะเป็นหนังที่กล้านำเสนอเรื่องราววัฒนธรรมประเพณีแบบท้องถิ่น หรืออะไรที่ไม่ใช่กระแสหลัก ยิ่งเป็นเรื่องทางภาคใต้ มันหาดูยากครับ ยอมรับพี่เอกชัยเลยว่าแกกล้าจริง คนจริงครับ ก่อนไปดูผมไม่รู้จักวรรณกรรมสรรพลี้หวนเลยครับ ไม่หาข้อมูลด้วย รู้แค่ว่าเป็นวรรณกรรมที่มีเรื่องคำผวน สองแง่สองง่าม เข้ามาเกี่ยวข้อง เพราะผมต้องการให้หนัง Educate ผมครับ ผมอยากรู้ว่าหนังจะทำให้ผมสนใจ เข้าใจ และไปหาข้อมูล สรรพลี้หวน ต่อได้แค่ไหน..
พอหนังเริ่มฉาย เปิดฉากแรก ดีครับ เป็นผู้เฒ่าพูดสอนเด็กน้อยให้อนุรักษ์การแสดงสรรพลี้หวนเอาไว้ พร้อมเกริ่นนำนิดหน่อยว่า "สรรพลี้หวน" คือ อะไร.. เริ่มมาดีครับ แต่เชื่อมั้ยครับ หนัง Educate ผมเรื่องสรรพลี้หวนแค่นั้นจริง ๆ ครับ จากนั้นผมไม่ได้รู้ประวัติ รู้ที่มาที่ไปอะไรเกี่ยวกับ "สรรพลี้หวน" อีกเลย..
ตัวหนังพูดถึงเรื่องของเด็ก ๆ นักศึกษา คณะศิลปกรรมศาสตร์ ม.รามคำแหง ที่ต้องทำ Thesis การแสดงจบ และพวกเขาเลือกที่จะนำเสนอการแสดงสรรพลี้หวน ที่ว่ากันว่าเป็นเรื่องทะลึ่ง เป็นวรรณกรรมและการแสดงแบบรากหญ้า ไม่เหมาะที่จะเอามาขึ้นเวทีใหญ่ ในขณะที่คนอื่น ๆ เขานำเสนอเรื่องวรรณกรรมตะวันตก Romeo & Juliet อะไรอย่างนี้ และในขั้นตอนการเตรียมงานก็มีอุปสรรคต่าง ๆ มากมาย ไม่มีเงินทุน ต้องไปทำงานบาร์โฮสหาเงินกัน แถมก่อนเล่นยังมีอุปสรรคที่นางเอกตัวจริงถูกดึงตัวไปเล่นให้อีกกลุ่ม และนางเอกคนใหม่ยังมาอกหัก ไม่มีกะจิตกะใจซ้อม จนเพื่อน ๆ ต้องไปตามถึงบ้าน ตจว. จนท้ายที่สุดก็ได้แสดงจบสมใจหวัง..
เรื่องของการแสดงนั้น ต้องบอกว่าหนังแบ่งกลุ่มนักแสดงออกเป็น 2 ชุด คือ 1.กลุ่มนักศึกษาที่ถือว่าเป็นตัวหลักของเรื่อง ซึ่งดูเหมือนจะเป็นนักแสดงหน้าใหม่ ส่วนชื่อในเรื่องก็จะมี ยันต์ กับ เพชร สองหนุ่มที่เป็นตัวนำฝ่ายชาย ฟ้า ที่เป็นนางเอก อ้อ! มีอดีตหลวงพี่กาโตะที่ผมพอจะรู้จัก แสดงเป็นพี่หลวง นักศึกษาค้างปี แล้วก็ตัวแสดงอื่นอีก 3 - 4 คน กับ 2.กลุ่มนักแสดงตลกชื่อดังระดับแถวหน้าของเมืองไทย ที่ถือว่าเป็นกลุ่มตัวแสดงรองหรือสีสันของเรื่อง แต่ขนกันมาเยอะจริงครับ เช่น แจ๊ส เบนชลาทิศ ยิ่งยง มนต์สิทธิ์ จ๊ะคันหู เอมวิทวัส หนูเล็กก่อนบ่าย เมญ่าซันซัน ปลาคาร์ฟเชิญยิ้ม บ่าววี พี่เอกชัยก็เล่นด้วยครับ ฯลฯ อันนี้ยิ่งเป็นอะไรที่น่าเสียดาย ซึ่งเรื่องที่น่าเสียดายมันไปเกี่ยวพันกับเรื่องของบทที่จะพูดถึงต่อไปครับ
อย่างที่บอกว่า จขกท. ไปดูหนังเรื่องนี้เพราะอยากทำความรู้จักกับ "สรรพลี้หวน" แต่ก็อย่างที่บอกว่า หนัง Educate จขกท. ได้เพียงแค่ไม่เกิน 2 นาทีแรกของหนังเท่านั้น จากนั้นหนังก็แปลงสภาพกลายเป็นการแสดงตลกสไตล์คาเฟ่ไปเลยครับ ผมไม่ได้มีปัญหากับมุกตลกในหนังนะครับ บอกตรง ๆ ว่า พี่ ๆ ตลกเขาเก่งกันจริง ๆ ครับ จขกท. บอกเลยว่านั่งขำกับมุกตลกในเรื่องไปตลอดเรื่องเลยครับ แม้บางมุกมันอาจจะไม่พ้นเรื่องกะเทย เรื่อง Bully เรื่องตลกสังขาร ฯลฯ แต่บางมุกก็สร้างสรรค์ครับ เช่น มุกไปลาดพร้าว หรือมุกคนหน้าเหมือนพี่เอกชัย อันนี้ก็ขำครับ แต่ก็ต้องยอมรับครับว่าบางมุกก็เล่นซ้ำจนน่ารำคาญ เช่น มุกสันเขื่อนของกาโตะ หรือมุกยันต์กับเพชร อะไรเนี่ย คือ มันเล่นบ่อยจนเกินไปครับ ที่ว่าน่าเสียดาย คือ หนังให้ความสำคัญกับกลุ่มนักแสดงหลักที่เป็นนักศึกษาน้อยมากครับ บทตลก หรือการดำเนินเรื่องอะไรจะโยนไปให้กลุ่มตลกอาชีพเป็นคนจัดการทั้งหมดครับ แม้แต่ช่วงที่เด็กหนุ่ม ๆ ต้องไปทำงานพาร์ททามในบาร์โฮส หนังยังไม่ให้ซีนเด็ก ๆ เลยครับ แต่กลับไปให้พี่ ๆ รุ่นใหญ่จัดการ เหมือนกับว่า ผกก. ไม่มั่นใจว่ากลุ่มนักแสดงเด็กหน้าใหม่จะเอาหนังอยู่ มันเลยทำให้หนังเกิดความงงงวยไปหมด และแทนที่คนดูจะได้เอาใจช่วยให้เด็ก ๆ ทำงานแสดงให้สำเร็จ กลับทำให้คนดูไม่รู้สึกอะไรถึงความพยายามของเด็ก ๆ เลยครับ ยิ่งบทของนักแสดงกลุ่ม 2 บางคนเนี่ย ไม่รู้จะใส่มาทำไม เหมือนแค่อยากให้มีชื่อว่าเล่นเรื่องนี้เพื่อดึงคนมาดู เพราะบทมันไม่เกี่ยวอะไรกับการดำเนินเรื่องเลย
อีกอย่างนึง คือ เรื่องการถ่ายทำ ในภาพรวมไม่ได้มีอะไรแย่มากมาย ในช่วงแรกของหนังที่เปิดตัว มีการใช้การถ่ายทำแบบ Long Take ซึ่งดูแปลกตาดี แม้จะดูแล้วประดักประเดิดไปบ้าง แต่ช่วงหนึ่งของหนัง ผมไม่แน่ใจว่าเป็นที่โรงฉาย หรือมาจากไฟล์หนัง คือ คำพูดที่ออกมา มันไม่ตรงกับปากนักแสดง ไม่รู้คนที่ไปดูสังเกตุมั้ย คือ ถ้ามาเครื่องฉายก็เข้าใจได้ แต่ถ้ามาจากไฟล์นี่คืองงมาก ว่าปล่อยมาได้ยังไง..
กลับมาที่เรื่อง "สรรพลี้หวน" ต่อบ้าง คือ พอหนังผลักตัวเองไปเป็นการแสดงตลกคาเฟ่แล้ว การแสดงสรรพลี้หวนก็โดนทิ้งไปเลยครับ หายไปเลยจริง ๆ จนกว่าจะกลับมาอีกทีก็คือตอนองก์สุดท้ายของหนังแล้วครับ ซึ่งสิ่งนี้ คือ The Best หรือสิ่งที่ดีที่สุดของหนังครับ ช่วง 10 นาทีสุดท้าย เมื่อนักศึกษาพา "สรรพลี้หวน" ขึ้นแสดงบนเวที แถมเป็นการแสดงแบบร่วมกับวงดนตรีประยุกต์ มีการใช้วงออเคสตร้าเข้ามาร่วมด้วย ซึ่งมันเข้ากันได้ดีมาก สนุกมาก จขกท. คิดไปว่าถ้าตัวหนังตัดเรื่องตลกคาเฟ่ออกไป แล้วเอาเรื่องการพัฒนาการแสดงสรรพลี้หวนออกมา หนังน่าจะมีอะไรที่สามารถ Educate เรื่องสรรพลี้หวนให้มากขึ้น แล้วเราน่าจะได้รู้อะไรดี ๆ อีกมาก
สรุป "สรรพลี้หวน" คือ หนังที่มีสารตั้งต้นที่ดี แต่ทำออกมาได้ไม่สำเร็จครับ หนังไม่สามารถ Educate จขกท. ให้รับรู้และสนใจถึงการแสดงพื้นบ้านนี้ได้ แน่นอนคนดูย่อมไม่อินกับ "สรรพลี้หวน" แน่นอนครับ ยกเว้นช่วง 10 นาทีสุดท้าย ซึ่งมันน้อยเกินไป หนังที่น่าจะเป็นหนังที่นำเสนอเรื่องราววัฒนธรรมประเพณีท้องถิ่นที่หาดูยาก จึงเป็นเพียงหนังตลกคาเฟ่ธรรมดา ๆ ครับ
อาจจะไม่แฟร์ที่จะเอาไปเปรียบเทียบกัน แต่ทำไม Kokuho หนังที่นำเสนอเรื่องละครคาบูกิของญี่ปุ่น ที่ไกลจากตัวเรามาก ๆ เป็นล้านปีแสง ถึงสามารถทำให้ จขกท. และคนดูต่างชาติอื่น ๆ เข้าใจ สนใจ หรือแม้แต่หลั่งน้ำตาให้กับหนังได้ จะบอกว่าเป็นเรื่องเงินทุนหรอ เรื่องการสนับสนุนหรอ เรื่องบุคลากรหรอ อาจจะใช่ หรือไม่ใช่ แต่ที่แน่ ๆ หนังจะดี บทต้องดีครับ สารตั้งต้นดี ต้องมากับการพัฒนาบทที่ดีครับ ซึ่งหนังไทยในทุกวันนี้ บอกเลยครับ เรื่องบท คือ อ่อนมาก (อ่อมมาก) ไม่รู้ทำไม เหมือนทีมฟุตบอลที่เบสิคไม่ดี มันจะไปเก่งได้ไง เอาโค้ชระดับโลกมามันก็ไม่เก่งหรอก.. น่าเสียดายโอกาสครับ ที่เขียนมาตั้งยาว เพราะอยากให้มีอะไรแหวกขนบออกไปบ้างครับ ไม่ใช่มีแต่ หนังตลก หนังกะเทย หนังผี รู้มั้ยครับ วงการหนังไทยทุกวันนี้มันล้าหลังตามคนทั้งโลกไปถึงไหนแล้ว เพราะตัวเองก็มั่นใจว่าดูหนังนานาชาติมาไม่น้อย.. มาช่วยทำอะไรที่ยกระดับหนังไทยกันดีกว่าครับ เอาใจช่วยคนในวงการหนังไทยทุกคนครับ