ก่อนอื่นขอเกริ่นตัวละครในบทความนี้ก่อนค่ะ
ENFJ = จขกท ผู้นำเชิงแรงบันดาลใจ ใส่ใจคน
INFJ = แฟนเก่า เข้าใจผู้อื่นลึก มีอุดมการณ์
INTJ = แฟนคนปัจจุบัน คิดเป็นระบบ วางกลยุทธ์เก่ง
อย่างที่ทราบกันว่า 3 mbti นี้จัดเป็นบุคลิกภาพกลุ่มส่วนน้อยเมื่อเทียบกับ MBTI ทั้ง 16 ประเภท โดยเฉพาะอย่างยิ่ง INFJ (แฟนเก่า) เป็นไทป์ที่หายากที่สุด โดยมีสัดส่วนประมาณ 1-2% ของประชากรโลกเท่านั้น ส่วน INTJ ก็หายากไม่แพ้กัน โดยมีสัดส่วนประมาณ 2-4% ส่วนตัว จขกท. ก็อันดับประมาณอันดับ 4 – 5 ก็ขอแชร์เรื่องราวความรักของตัวเองระหว่างแฟนเก่ากับแฟนคนปัจจุบันที่มีความคล้ายกันคือเป็น introvert มีโลกภายในที่ลึกซึ้ง และมีแนวคิดที่เป็นเอกลักษณ์ ซึ่งพวกเขาอาจถูกมองว่าเข้าใจยาก แต่สามารถสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับคนทุกรูปแบบได้
ขอเริ่มเรื่องเลยว่า จขกท คบกับ infj ตั้งแต่เรียนมหาลัยจนเรียนจบความสัมพันธ์จะเป็นแบบเพื่อนกัน คอยซัพพอร์ต และทำตามความฝันคือเรียนจบมีงานทำ ช่วงเวลาคบกันขณะนั้นมันดีมาก รู้สึกฮีลใจสุดๆ เพราะเป็นวัยที่ “ฝัน” มากกว่า “ต้องรับผิดชอบ” ความสัมพันธ์ขับเคลื่อนด้วยอารมณ์ ความเข้าใจ และการซัพพอร์ต INFJ ให้พื้นที่ทางใจ ENFJ ให้พลัง กำลังใจ และความอบอุ่น ทำไมตอนนั้นมันถึงดีมากคือ INFJ ต้องการคนที่ “เห็นคุณค่าในตัวเขา” ส่วน ENFJ ต้องการคนที่ “เข้าใจความรู้สึกลึก ๆ” ทั้งคู่เติมเต็มกันแบบไม่ต้องแข่งขัน นี่คือความรักแบบ pure มาก เหมาะกับช่วงที่ยังไม่ต้องตัดสินใจเรื่องอนาคตจริงจัง
จุดแตกหักความรักระหว่าง INFJ กับ ENFJ คือตอนเรียนจบและเริ่มทำงาน ตอนนั้น จขกท. กับแฟนเก่าทำงานคนละที่ สังคมคนละแบบ (สมัยเรียนที่คบกัน เราเป็นเพื่อนกลุ่มเดียวกัน เรียนสาขาเดียวกัน) ทำให้พบเจอผู้คนมากขึ้น ตอนที่ จขกท.โดนบอกเลิกคือมันแตกสลายมาก เราไม่ได้เตรียมตัวมาก่อน ในหัวคือเขาเปลี่ยนไปสักพักแล้ว หรือเขาจะมีคนใหม่ แต่พอเลิกกันไป จขกท. เองก็หวังเสมอว่าเขาจะกลับมามั้ย ทำใจอยู่ประมาณ 1 ปี ที่ไม่เปิดใจเลย และมีแฟนอีกครั้ง (แฟนปัจจุบัน INTJ) เมื่อผ่านไป 2 ปี ซึ่งการ Door Slam ของ INFJ ไม่ใช่อารมณ์ชั่ววูบ แต่มันคือ การตัดสินใจหลังจากทนมานานมาก สำหรับ INFJ = การป้องกันตัว แต่สำหรับ ENFJ = ช็อกและบาดลึก ENFJ มักจะโทษตัวเองว่า “เราพลาดอะไร” คาใจ เพราะไม่ได้คุย ไม่ได้ปิดจบ เสียศรัทธากับความสัมพันธ์แบบใช้อารมณ์นำ
ตอนนี้ จขกท. คบกับ INTJ ซึ่งแฟนคือจีบเราแบบตั้งใจมาก คุยคนเดียว ยอมทุกอย่าง ถึงแม้จะเย็นชาไปหน่อย แต่คือเขามั่นคงสุดๆ ไม่มีปัญหาเรื่องนอกใจ แต่ 3 วัน 4 วันตีกันมาก เพราะเราอารมณ์นำ แต่เขาคือคิดวิเคราะห์แยกแยะ หาแนวทางแก้ปัญหาอยู่นั่นว่าทะเลาะกันเรื่องนี้จะแก้ปัญหายังไง จะได้ไม่ทะเลาะอีก และไม่ค่อยมีโมเม้นต์โรแมนติกเอาซะเล้ย INTJ อาจไม่หวานแต่ ไม่ทำให้ ENFJ สงสัยในคุณค่า ENFJ ไม่ได้ “เลือก INTJ แทน INFJ” แต่เธอ เลือกชีวิตที่ปลอดภัยทางใจมากขึ้น
ก็เป็นเรื่องราวความรักที่ธรรมดาๆ ทั่วไป มีรักมีเลิกเป็นปกติ ซึ่งขอปิดท้ายเรื่องราวนี้ว่าหลังจาก จขกท. เลิกกับ INFJ ไปแล้วเป็นอย่างไร คือด้วยความที่เราเป็นเพื่อนกลุ่มเดียวกัน เลยทำให้ต้องมีเหตุเจอกันบ้างตามงานแต่งเพื่อนหรือใดๆ จขกท. เลือกที่จะตัดสัมพันธ์ไปเลยแบบไม่เป็นเพื่อนในเฟซบุ๊ก ไม่ติดต่อ ไม่ติดตามเรื่องราว ซึ่ง INFJ พูดก่อนตอนเลิกกันว่า ก็อยากคงความสัมพันธ์แบบเพื่อนทั่วไปไว้อยู่ ซึ่งตอนนั้นเรายังรักเขา และมีความหวัง แต่เขาเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิงทั้งบทสนทนาที่เย็นชา และไม่เคยทักแชทคุยกับก่อนเลย มีแต่เราที่ยังวอแวชวนคุย โทรหาเค้าอยู่อย่างนั้น ทำแบบนี้เกือบปีแหน่ะกว่าจะยอมแพ้ (ไอ้เรามันเลือดนักสู้) นั่นแหละเราเป็นอย่างนั้นมันไม่เวิร์ก ให้ตายยังเขาก็ไม่กลับมาเพราะเขาได้ตัดเราหมดใจไปตั้งแต่วันที่เลิกกันแล้ว จขกท. ก็เลยยอมแพ้และปิดตายช่องทางเช่นกัน ถือว่าเราเคารพความรู้สึกและคุณค่าตัวเองเนาะ ซึ่งสำหรับ ENFJ การเห็นคนที่เคยอบอุ่น กลายเป็นคนแปลกหน้า เจ็บยิ่งกว่าการเลิกกันตรง ๆ “ทำไมคนที่เคยเข้าใจเราที่สุด กลายเป็นคนอื่น” ส่วน INFJ ที่ทำอย่างนั้นเพราะ เขาไม่อยากเจ็บซ้ำ แต่ก็ไม่อยากเป็นคนใจร้าย ความ “เย็นชา” ที่ ENFJ รับรู้ไม่ใช่ความเฉยเมย แต่คือ การตั้งกำแพงควบคุมอารมณ์ การคุยแบบไม่ให้ความหวัง = การป้องกันไม่ให้ความสัมพันธ์ถอยกลับไปจุดเดิม
บทสรุปก็คือ ความรักนี้มันไม่มีผิดถูก มันคือจังหวะเวลาชีวิต แต่สำหรับ จขกท. การรักตัวเอง คือความรักที่ดีที่สุด โลกนี้ไม่ได้มีผู้ชายคนเดียวค่ะสาว Thank You, Next
แชร์ประสบการณ์ความรักที่เกิดขึ้นจริง ของ MBTI ที่จัดว่า rare มากๆ
ENFJ = จขกท ผู้นำเชิงแรงบันดาลใจ ใส่ใจคน
INFJ = แฟนเก่า เข้าใจผู้อื่นลึก มีอุดมการณ์
INTJ = แฟนคนปัจจุบัน คิดเป็นระบบ วางกลยุทธ์เก่ง
อย่างที่ทราบกันว่า 3 mbti นี้จัดเป็นบุคลิกภาพกลุ่มส่วนน้อยเมื่อเทียบกับ MBTI ทั้ง 16 ประเภท โดยเฉพาะอย่างยิ่ง INFJ (แฟนเก่า) เป็นไทป์ที่หายากที่สุด โดยมีสัดส่วนประมาณ 1-2% ของประชากรโลกเท่านั้น ส่วน INTJ ก็หายากไม่แพ้กัน โดยมีสัดส่วนประมาณ 2-4% ส่วนตัว จขกท. ก็อันดับประมาณอันดับ 4 – 5 ก็ขอแชร์เรื่องราวความรักของตัวเองระหว่างแฟนเก่ากับแฟนคนปัจจุบันที่มีความคล้ายกันคือเป็น introvert มีโลกภายในที่ลึกซึ้ง และมีแนวคิดที่เป็นเอกลักษณ์ ซึ่งพวกเขาอาจถูกมองว่าเข้าใจยาก แต่สามารถสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับคนทุกรูปแบบได้
ขอเริ่มเรื่องเลยว่า จขกท คบกับ infj ตั้งแต่เรียนมหาลัยจนเรียนจบความสัมพันธ์จะเป็นแบบเพื่อนกัน คอยซัพพอร์ต และทำตามความฝันคือเรียนจบมีงานทำ ช่วงเวลาคบกันขณะนั้นมันดีมาก รู้สึกฮีลใจสุดๆ เพราะเป็นวัยที่ “ฝัน” มากกว่า “ต้องรับผิดชอบ” ความสัมพันธ์ขับเคลื่อนด้วยอารมณ์ ความเข้าใจ และการซัพพอร์ต INFJ ให้พื้นที่ทางใจ ENFJ ให้พลัง กำลังใจ และความอบอุ่น ทำไมตอนนั้นมันถึงดีมากคือ INFJ ต้องการคนที่ “เห็นคุณค่าในตัวเขา” ส่วน ENFJ ต้องการคนที่ “เข้าใจความรู้สึกลึก ๆ” ทั้งคู่เติมเต็มกันแบบไม่ต้องแข่งขัน นี่คือความรักแบบ pure มาก เหมาะกับช่วงที่ยังไม่ต้องตัดสินใจเรื่องอนาคตจริงจัง
จุดแตกหักความรักระหว่าง INFJ กับ ENFJ คือตอนเรียนจบและเริ่มทำงาน ตอนนั้น จขกท. กับแฟนเก่าทำงานคนละที่ สังคมคนละแบบ (สมัยเรียนที่คบกัน เราเป็นเพื่อนกลุ่มเดียวกัน เรียนสาขาเดียวกัน) ทำให้พบเจอผู้คนมากขึ้น ตอนที่ จขกท.โดนบอกเลิกคือมันแตกสลายมาก เราไม่ได้เตรียมตัวมาก่อน ในหัวคือเขาเปลี่ยนไปสักพักแล้ว หรือเขาจะมีคนใหม่ แต่พอเลิกกันไป จขกท. เองก็หวังเสมอว่าเขาจะกลับมามั้ย ทำใจอยู่ประมาณ 1 ปี ที่ไม่เปิดใจเลย และมีแฟนอีกครั้ง (แฟนปัจจุบัน INTJ) เมื่อผ่านไป 2 ปี ซึ่งการ Door Slam ของ INFJ ไม่ใช่อารมณ์ชั่ววูบ แต่มันคือ การตัดสินใจหลังจากทนมานานมาก สำหรับ INFJ = การป้องกันตัว แต่สำหรับ ENFJ = ช็อกและบาดลึก ENFJ มักจะโทษตัวเองว่า “เราพลาดอะไร” คาใจ เพราะไม่ได้คุย ไม่ได้ปิดจบ เสียศรัทธากับความสัมพันธ์แบบใช้อารมณ์นำ
ตอนนี้ จขกท. คบกับ INTJ ซึ่งแฟนคือจีบเราแบบตั้งใจมาก คุยคนเดียว ยอมทุกอย่าง ถึงแม้จะเย็นชาไปหน่อย แต่คือเขามั่นคงสุดๆ ไม่มีปัญหาเรื่องนอกใจ แต่ 3 วัน 4 วันตีกันมาก เพราะเราอารมณ์นำ แต่เขาคือคิดวิเคราะห์แยกแยะ หาแนวทางแก้ปัญหาอยู่นั่นว่าทะเลาะกันเรื่องนี้จะแก้ปัญหายังไง จะได้ไม่ทะเลาะอีก และไม่ค่อยมีโมเม้นต์โรแมนติกเอาซะเล้ย INTJ อาจไม่หวานแต่ ไม่ทำให้ ENFJ สงสัยในคุณค่า ENFJ ไม่ได้ “เลือก INTJ แทน INFJ” แต่เธอ เลือกชีวิตที่ปลอดภัยทางใจมากขึ้น
ก็เป็นเรื่องราวความรักที่ธรรมดาๆ ทั่วไป มีรักมีเลิกเป็นปกติ ซึ่งขอปิดท้ายเรื่องราวนี้ว่าหลังจาก จขกท. เลิกกับ INFJ ไปแล้วเป็นอย่างไร คือด้วยความที่เราเป็นเพื่อนกลุ่มเดียวกัน เลยทำให้ต้องมีเหตุเจอกันบ้างตามงานแต่งเพื่อนหรือใดๆ จขกท. เลือกที่จะตัดสัมพันธ์ไปเลยแบบไม่เป็นเพื่อนในเฟซบุ๊ก ไม่ติดต่อ ไม่ติดตามเรื่องราว ซึ่ง INFJ พูดก่อนตอนเลิกกันว่า ก็อยากคงความสัมพันธ์แบบเพื่อนทั่วไปไว้อยู่ ซึ่งตอนนั้นเรายังรักเขา และมีความหวัง แต่เขาเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิงทั้งบทสนทนาที่เย็นชา และไม่เคยทักแชทคุยกับก่อนเลย มีแต่เราที่ยังวอแวชวนคุย โทรหาเค้าอยู่อย่างนั้น ทำแบบนี้เกือบปีแหน่ะกว่าจะยอมแพ้ (ไอ้เรามันเลือดนักสู้) นั่นแหละเราเป็นอย่างนั้นมันไม่เวิร์ก ให้ตายยังเขาก็ไม่กลับมาเพราะเขาได้ตัดเราหมดใจไปตั้งแต่วันที่เลิกกันแล้ว จขกท. ก็เลยยอมแพ้และปิดตายช่องทางเช่นกัน ถือว่าเราเคารพความรู้สึกและคุณค่าตัวเองเนาะ ซึ่งสำหรับ ENFJ การเห็นคนที่เคยอบอุ่น กลายเป็นคนแปลกหน้า เจ็บยิ่งกว่าการเลิกกันตรง ๆ “ทำไมคนที่เคยเข้าใจเราที่สุด กลายเป็นคนอื่น” ส่วน INFJ ที่ทำอย่างนั้นเพราะ เขาไม่อยากเจ็บซ้ำ แต่ก็ไม่อยากเป็นคนใจร้าย ความ “เย็นชา” ที่ ENFJ รับรู้ไม่ใช่ความเฉยเมย แต่คือ การตั้งกำแพงควบคุมอารมณ์ การคุยแบบไม่ให้ความหวัง = การป้องกันไม่ให้ความสัมพันธ์ถอยกลับไปจุดเดิม
บทสรุปก็คือ ความรักนี้มันไม่มีผิดถูก มันคือจังหวะเวลาชีวิต แต่สำหรับ จขกท. การรักตัวเอง คือความรักที่ดีที่สุด โลกนี้ไม่ได้มีผู้ชายคนเดียวค่ะสาว Thank You, Next