[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้[Verse 1] A crippled man, a master of his art Flicking stones with precision, playing his part He carved the leaves with images so fine A king's reward, a life of gold and wine But a shadow followed, a student filled with pride With a heart of malice, and nowhere left to hide.
[Verse 1: ทักษะที่กลายเป็นกับดัก] ชายพิการผู้หนึ่ง นายช่างผู้เชี่ยวชาญในศิลปะ เขาดีดหินด้วยความแม่นยำ ทำหน้าที่ของตนอย่างวิจิตร เขาแกะสลักใบไม้เป็นรูปภาพงดงาม จนได้รับรางวัลจากราชา ชีวิตที่เคยรุ่งเรืองด้วยลาภยศและสุราเมรัย แต่เงาทมิฬกลับตามติด จิตที่เต็มไปด้วยมานะและทิฐิ หัวใจที่อาฆาตพยาบาท ไร้ซึ่งที่พึ่งพิง
-------------------------
[Verse 2] He saw the Silent Buddha, Sunetta, the Serene Sitting in the stillness, a soul so pure and clean With a flick of a finger, a stone met the brow The Great One passed away, the karma's written now From the depths of Avici, to a ghost in agony The cycle of the hammer, his dark destiny.
[Verse 2: อนันตริยกรรมที่มองไม่เห็น] เขาเห็นพระปัจเจกพุทธเจ้า นามว่า "สเนตตะ" ผู้สงบระงับ ประทับนั่งในความสงัด จิตวิญญาณช่างบริสุทธิ์และผุดผ่อง เพียงแค่ปลายนิ้วดีดหินออกไป กระทบเข้าที่พระนลาฏ (หน้าผาก) พระผู้ประเสริฐดับขันธ์ลง... บันทึกแห่งกรรมถูกเขียนขึ้นแล้วในบัดนั้น จากก้นบึ้งของอเวจี สู่การเป็นเปรตที่ทุกข์ทรมาน วงจรแห่งค้อนเหล็ก กลายเป็นชะตากรรมอันมืดมน
-------------------------
[Pre-Chorus] Sixty thousand hammers, falling from the sky Crushing the mountain of a head, he cannot die Running like a hunted deer, screaming in the night No shelter from the sorrow, no escape from sight.
[Pre-Chorus: วิบากที่บีบคั้น] ค้อนหกหมื่นเล่ม ร่วงหล่นจากฟากฟ้า บดขยี้ศีรษะที่พองโตดุจภูเขา แต่เขาก็ไม่อาจตายลงได้ วิ่งพล่านดุจเนื้อถูกล่า กรีดร้องลั่นในราตรี ไม่มีที่กำบังจากความเศร้า ไม่มีทางหนีพ้นจากสายตาแห่งวิบาก
-------------------------
[Chorus] "Birth" is the burden, the root of every sting If no soul were born in hell, no flame would ever cling The Sage has spoken truly, to exist is to endure The fruit of the evil, the karma's dark allure.
[Chorus: รากเหง้าแห่งทุกข์] "ความเกิด" คือภาระ คือรากของความเจ็บปวดทั้งปวง หากไม่มีใครต้องเกิดในนรก เปลวไฟย่อมไม่อาจแผดเผาใจ พระมุนีตรัสไว้เป็นสัจจะ: "การมีอยู่คือการทนทาน" ผลของความชั่วร้าย คือแรงดึงดูดอันมืดมนของกรรม
-------------------------
[Bridge: Music shifts to a calm, reflective tone - Piano and Strings] The seed of "Samudaya", the craving for the thrill "Vihiṃsā Vitakka"—the cruel thought to kill If the mind never sought to harm, the ghost would not appear The prison of the spirit, is built from what we fear.
[Bridge: การตระหนักรู้] (ดนตรีเปลี่ยนเป็นนิ่งสงบ—เสียงเปียโนและเครื่องสาย) เมล็ดพันธุ์แห่ง "สมุทัย" คือความอยากที่เย้ายวนใจ "วิหิงสาวิตก"—ความคิดที่โหดร้ายเพื่อเข่นฆ่า หากจิตไม่เคยแสวงหาการเบียดเบียน เปรตตนนั้นย่อมไม่ปรากฏ คุกแห่งจิตวิญญาณ... ถูกสร้างขึ้นจากสิ่งที่เราหวาดกลัว
-------------------------
[Outro: Compassionate Reframing - Light and Airy] May the thought of cruelty... never touch your heart May the noble seekers... from the darkness part And if it has arisen, may it vanish from your soul With "Faith" and "Diligence", let the spirit be whole.
With "Effort" and "Wisdom", see the truth within May you quench the fire, may you cleanse the sin Walk the path of stillness, let the sorrow cease In the stream of Dhamma... find eternal peace.
-------------------------
[Outro: ปรับมุมมองด้วยเมตตา] ขออย่าให้ความคิดเบียดเบียน... กรายใกล้หัวใจของท่าน ขอให้เหล่านักสู้ผู้ประเสริฐ... พ้นจากฝ่ายมืดดำ และหากมันเกิดขึ้นแล้ว ขอให้มันสลายไปจากดวงจิต ด้วย "ศรัทธา" และ "วิริยะ" จงทำจิตวิญญาณให้บริบูรณ์
ด้วย "ความเพียร" และ "ปัญญา" จงเห็นความจริงข้างใน ขอให้ท่านดับไฟแห่งทุกข์ และชำระล้างมลทิน เดินบนเส้นทางแห่งความสงบ ให้ความเศร้าโศกยุติลง ในกระแสแห่งพระธรรม... จงพบสันติภาพนิรันดร์
เงากรรม...กับค้อนเหล็กหกหมื่นเล่ม
อันฝีมือดีดหินสิ้นสงสัย เลื่องลือไกลเป็นยอดช่างทางศิลป์
สลักใบไม้ไหวระยับประดับดิน ได้รับสินรางวัลทองครองอำนาจ
แต่จิตทรามมานะบังตั้งทิฐิ ขาดสติเบียดเบียนเซียนนักปราชญ์
เห็นมุนีผู้สงบใจประหลาด จึงดีดหินหมายมาดฟาดนลาฏ (หน้าผาก)
เพียงดีดนิ้วชั่ววูบในรูปขันธ์ อนันตริยกรรมบันดาลผล
จากมนุษย์ร่วงดิ่งทิ้งตัวตน สู่อเวจีมืดมนทนระทม
กลายเป็นเปรตร่างยักษ์พูนดั่งภูเขา ต้องรับเอาวิบากกรรมอันขื่นขม
ค้อนหกหมื่นร่วงฟ้ามาระงม ทุบระดมเศียรพองสยองเกรง
เพราะ "ความเกิด" คือภาระธาตุขันธ์ เป็นรากเหง้าทุกข์มหันต์อันข่มเหง
หากใจยังคลั่งไคล้ในบทเพลง ของ "ตัณหา" ที่บรรเลงเร่งชะตา
วิหิงสาวิตก...ความคิดฆ่า สร้างกรงขังวิญญาณให้โหยหา
หากหยุดเหตุ "สมุทัย" ในมรรคา ไฟทุกข์ร้อนจะมอดลา...สถาพร
จงมี "ความเพียร" และ "ปัญญา" ชำระล้างมลทินค่าในกาลก่อน
ดับกระแส "อวิชชา" อันรุ่มร้อน สู่กระแสธรรมนิ่งนอน...นิรันดร์เทอญฯ
อ้างอิงจาก
https://84000.org/tipitaka/attha/v.php?B=26&A=4923&Z=4961
บุพกรรมของเปรตหกหมื่นค้อน
[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้
เงากรรม...กับค้อนเหล็กหกหมื่นเล่ม
อันฝีมือดีดหินสิ้นสงสัย เลื่องลือไกลเป็นยอดช่างทางศิลป์
สลักใบไม้ไหวระยับประดับดิน ได้รับสินรางวัลทองครองอำนาจ
แต่จิตทรามมานะบังตั้งทิฐิ ขาดสติเบียดเบียนเซียนนักปราชญ์
เห็นมุนีผู้สงบใจประหลาด จึงดีดหินหมายมาดฟาดนลาฏ (หน้าผาก)
เพียงดีดนิ้วชั่ววูบในรูปขันธ์ อนันตริยกรรมบันดาลผล
จากมนุษย์ร่วงดิ่งทิ้งตัวตน สู่อเวจีมืดมนทนระทม
กลายเป็นเปรตร่างยักษ์พูนดั่งภูเขา ต้องรับเอาวิบากกรรมอันขื่นขม
ค้อนหกหมื่นร่วงฟ้ามาระงม ทุบระดมเศียรพองสยองเกรง
เพราะ "ความเกิด" คือภาระธาตุขันธ์ เป็นรากเหง้าทุกข์มหันต์อันข่มเหง
หากใจยังคลั่งไคล้ในบทเพลง ของ "ตัณหา" ที่บรรเลงเร่งชะตา
วิหิงสาวิตก...ความคิดฆ่า สร้างกรงขังวิญญาณให้โหยหา
หากหยุดเหตุ "สมุทัย" ในมรรคา ไฟทุกข์ร้อนจะมอดลา...สถาพร
จงมี "ความเพียร" และ "ปัญญา" ชำระล้างมลทินค่าในกาลก่อน
ดับกระแส "อวิชชา" อันรุ่มร้อน สู่กระแสธรรมนิ่งนอน...นิรันดร์เทอญฯ
อ้างอิงจาก
https://84000.org/tipitaka/attha/v.php?B=26&A=4923&Z=4961