พวกพูดธรรมะมากส่วนมากเป็นพวกดัดจริตเมาความรู้

กระทู้คำถาม
สังเกตุดูได้ พวกที่ชอบพูดเป็นศัพท์เป็นแสง เป็นแนวธรรมะมากๆ
ชอบคิดชอบวิเคราห์ธรรมพวกนี้ดัดจริตเมาความรู้ทั้งนั้น

จากประสบการณ์ตรงเจอพระป่า ท่านไม่พูดธรรมะมากนะ
ถ้าไม่ถามธรรมะท่าน ท่านจะไม่พูดไม่สอนเลย ถึงสอนก็พูดสั้นๆ อย่างเช่น ผมถามท่านเรื่องการปฏิบัติ
ท่านก็ตอบมาว่า ระดับสูงขึ้นๆ ไป เท่านั้นเอง เพราะท่านรู้เรารู้มากเกินไป การปฏิบัติยังไม่ถึงขั้นนั้นเลยไม่สอน
หรืออีกตัวอย่างหนึ่ง ผมก็ถามเรื่องสภาวะธรรม ท่านก็บอกเทวดามีกี่ชั้น และลำดับฌาน
เพราะเราติดอยู่ในสภาวะนั้น ท่านจะไม่ค่อยตอบแบบตรงๆ นัก มักจะตอบให้ไปตีความเอาเองบ้างในบางทีแต่เรื่องจะเกี่ยวกัน
ถ้าเราไม่ถามต่อท่านก็จะเงียบไม่เฉลยต่อไป

บางทีท่านก็พูดแต่เรื่องอื่น หรือทำพฤติกรรมแปลกๆ เพื่อตบตาเรา
ทำให้ดูเหมือนเป็นพระปุถุชนทั่วๆ ไป  แต่ความจริงไม่ธรรมดา

ส่วนพวกพูดธรรมะจ๋อหายใจเข้าก็ธรรมะหายใจออกก็ธรรมะ อันนี้ส่วนมากของปลอมทั้งนั้น
ต้องสังเกตุพฤติกรรมอื่นร่วมด้วย อย่างเช่น เวลาโดนด่า โดนขัดใจ โดนเถียง โดนแย้ง
พวกนี้จะแสดงธาตุแท้ออกมา บางคนก็ไม่สมกับความรู้ที่เรียนมาเลย
เหมือนดังคำที่ว่ามือถือสากปากถือศีลไม่มีผิดเลย

และที่สำคัญจะตัดสินจากการที่คนๆ นั้นรู้ปริยัติรู้ชื่อธรรมะมากไม่ได้
ส่วนมากคนจะคิดว่าคนรู้ธรรมะมากต้องเป็นคนดีหรือแม้กระทั่งต้องบรรลุธรรม
จริงๆ ไม่ใช่ ประเภทใบลานเปล่ามีอยู่เยอะเกินคาดเดา
คำตอบที่ได้รับเลือกจากเจ้าของกระทู้
ความคิดเห็นที่ 1
ผมว่า คุณพูดแรงไปหน่อย ใช้คำแรงไปนิด  แต่ความจริงที่ผมสัมผัสมาก็เป็นอย่างที่ท่านว่าจริงๆ
ธรรมพระพุทธเจ้า ไม่ได้สำคัญว่ารู้มากเท่าไร รู้ 1000 ปฏิบัติได้ 0 ก็เป็นภาระมาก เป็นสัญญามาก เป็นแหล่งให้เกิดความสงสัยไม่สิ้นสุด
บางคน รู้เป็นหมื่น เป็นแสน แต่เวลาจะเอาจริงปฏิบัติขึ้นมาทำไม่ได้ เพราะมันเยอะจัดจนไม่รู้จะนับ 1 ตรงจุดไหน


สู้รู้ 1 ปฏิบัติ 1 ได้เท่ากัน เรียกว่ารู้แต่พอดี แต่นำไปปฏิบัติได้สมกับที่รู้ จึงไปได้เร็วไปได้ไว สิ่งที่ขัดข้องใจก็โดนแก้ทีละเปราะ
ครูอาจารย์จริงๆ ท่านจึง ไปเป็นลำดับ ไม่รู้เกินพอดี เพราะจะกลายเป็นเครื่องถ่วง  สมัยพระพุทธเจ้า ไม่ใช่ว่าไม่มีหนังสือ ไม่มีอักษร ไม่มีการจดบันทึก แต่ทรงไม่ให้จดบันทึก  เพราะจดแล้ว คนก็เอาทิฐิตนเองตีความ จึงให้เลือกครูอาจารย์ตามจริตนิสัยได้ และท่านก็ตรัสรับรอง ว่าอาจารย์ท่านไหนมีคุณธรรมอย่างไร คนจึงไม่ต้องมาลังเลสงสัย  คอยตำหนิติเตียนคนนั้นนี้ ชอบฤท ก็ไปพระโมคัลลา ชอบเฮฮาแบบมีสาระไปพระสารีบุตร
ชอบเท่ สุขุมนุ่มลึกไปพระอนุรุธะ ชอบธุดงค์ป่าเขาอยู่อย่างสมถะไปพระกัสสปะ เพราะผู้ที่ท่านเคยเดินก่อน ย่อมรู้ว่าทางใดควรไปไม่ควรไป รู้ว่า หลงทางควรตักเตือนอย่างไร  

ผู้ไม่มีครูอาจารย์ ย่อมไร้ผู้ตักเตือนเมื่อหลงทาง  
ผู้มีครูอาจารย์ แต่ปฏิบัติผิดศิษย์ก็หลง
ผู้ไร้ครูอาจารย์ ศึกษาตำราเอง จะติดทิฐิมานะอัตตา และมโนไปเอง ยิ่งศึกษามากยิ่งสงสัยมาก และยิ่งจะปฏิบัติยากขึ้น


ไม่มีอะไร perfect ได้ส่วนหนึ่งย่อมเสียส่วนหนึ่ง  แต่ทางอันวิชากิเลสตัณหาที่รู้เหลี่ยมของจิต การมีครูอาจารย์ เป็นประโยชน์มากกว่า แต่การอิงตำรา ก็เป็นเรื่องสำคัญ ต้องพอรู้บ้าง เพื่อให้เลือกอาจารย์ได้ถูก
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่