ทำไม Steve Holland คือกุญแจสำคัญในการปลุกชีพผีแดงยุค Michael Carrick

[ United Calypso 1976 #3]
ทำไม Steve Holland คือกุญแจสำคัญในการปลุกชีพผีแดงยุค Michael Carrick

ในโลกของฟุตบอลที่สปอร์ตไลท์มักจับจ้องไปที่กุนซือเบอร์หนึ่ง แต่สำหรับ "โรงละครแห่งความฝัน" ในนาทีนี้ ชายผู้อยู่เบื้องหลังความสำเร็จที่กำลังก่อตัวขึ้นอย่าง สตีฟ ฮอลแลนด์ กลับกลายเป็นฟันเฟืองที่ขาดไม่ได้ -- ทำไม "จอมหมกมุ่นฟุตบอล" รายนี้ถึงเป็นจิ๊กซอว์ชิ้นสำคัญในการพาสโมสรกลับมาผงาดอีกครั้ง

"Football is his life" — นี่คือคำนิยามสั้นๆ จากแหล่งข่าวที่ใกล้ชิดกับอดีตโค้ชทีมชาติอังกฤษและเชลซีผู้นี้ สำหรับ Holland ฟุตบอลไม่ใช่แค่เกม แต่มันคือลมหายใจ ความละเอียดลออของเขาเข้าขั้น "สุดโต่ง" ตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดคือหลังจบเกมที่แมนฯ ยูไนเต็ด บุกไปชนะอาร์เซนอล 3-2 แทนที่เขาจะนั่งฉลองชัยชนะอย่างผ่อนคลาย Holland กลับใช้เวลาบนรถไฟขากลับนั่งไล่ดูฟุตเทจการแข่งขันร่วมกับ ไมเคิล คาร์ริก และทีมสตาฟฟ์ เพื่อวางแผนรับมือฟูแล่มในเกมถัดไปทันที

แม้แต่ในวันหยุดของนักเตะ ฮอลแลนด์ก็ยังคงปรากฏตัวที่แคร์ริงตันเพื่อปรับจูนเซสชั่นการฝึกซ้อม นี่คือชายที่ได้ใบอนุญาต UEFA A Licence ตั้งแต่อายุ 21 ปี ซึ่งเชื่อกันว่าเป็นรองเพียงแค่ เกรแฮม เทย์เลอร์ อดีตกุนซือทีมชาติอังกฤษเท่านั้น ในขณะที่กุนซืออย่าง Carrick ยังไม่ทันเข้าเรียนมัธยมด้วยซ้ำ ประสบการณ์ที่สะสมมาตั้งแต่ปี 1992 กับ ครูว์ อเล็กซานดรา ทำให้เขากลายเป็น "คลังสมอง" ที่คอยค้ำยันทีมงานสายเลือดใหม่อย่าง โจนาธาน วู้ดเกท และ จอนนี อีแวนส์ ได้อย่างสมบูรณ์แบบ

แฟนบอล "เรด เดวิลส์" อาจจะเริ่มสังเกตเห็นความเปลี่ยนแปลงในสนาม แต่นั่นเป็นผลผลิตมาจากสิ่งที่เกิดขึ้นในสนามซ้อม แหล่งข่าวระบุว่า ฮอลแลนด์ได้นำการเปลี่ยนแปลงมาสู่โปรแกรมการฝึกซ้อมของทีม:

เข้มข้นแต่กระชับ: ระยะเวลาซ้อมสั้นลง แต่ใส่ความเข้มข้น (Intensity) เข้าไปมากขึ้น

โฟกัสรายบุคคล: เน้นการติวเข้มทักษะเฉพาะตัวของนักเตะแต่ละคน

ความเป็นจริงของเกม: เขายึดคติว่า "ยิ่งนักเตะสนุกกับการทำงานมากเท่าไหร่ คุณยิ่งได้ผลลัพธ์จากพวกเขามากเท่านั้น" และการซ้อมต้องไม่หลุดออกจากโลกความเป็นจริงในสนาม

แฮร์รี แมคไกวร์ ปราการหลังตัวเก๋าที่เคยทำงานกับเขาในทีมชาติอังกฤษ ยืนยันถึงความเข้มงวดนี้ว่า ฮอลแลนด์ คือยอดโค้ชที่เคี่ยวเข็ญเรื่อง "Tactical Discipline" หรือระเบียบวินัยทางแท็กติก โดยเฉพาะพื้นฐานการเล่นเกมรับที่แข็งแกร่ง ซึ่งสถิติก็เริ่มฟ้องชัดเมื่อ แมนฯ ยูไนเต็ด สามารถเอาชนะได้ทั้ง แมนฯ ซิตี และ อาร์เซนอล จนทะยานขึ้นสู่อันดับ 4 ของตารางได้สำเร็จ

สิ่งที่ทำให้ฮอลแลนด์พิเศษกว่าใครคือ "ภูมิคุ้มกัน" ต่อแรงกดดัน เขาคือผู้รอดชีวิตจากยุคผลัดใบที่เชลซีมานับครั้งไม่ถ้วน ตั้งแต่ อังเดร วิลลัส-โบแอส, โรแบร์โต ดี มัตเตโอ (ชุดแชมป์ UCL), ราฟาเอล เบนิเตซ, โชเซ มูรินโญ ไปจนถึง อันโตนิดอ คอนเต เขาเข้าใจดีว่าสโมสรใหญ่คือ "โรงละครแห่งดราม่า" ในทุกๆ วัน

ความนิ่งเงียบจนเดาทางไม่ถูกของเขา กลายเป็นอาวุธในการส่งต่อข้อความถึงนักเตะ เมื่อคนพูดน้อยเริ่มขยับปาก ทุกคนในห้องแต่งตัวจะตั้งใจฟังเป็นพิเศษ นอกจากนี้ เขายังมีความสามารถในการปรับตัวที่ยอดเยี่ยม ในอดีตเขาเคยวิเคราะห์ว่าแผนของอังกฤษในรอบคัดเลือกบอลโลก 2018 นั้น "จืดชืดเกินไป" จนนำไปสู่การเปลี่ยนมาใช้ระบบหลังสามที่สร้างชื่อให้แมคไกวร์มาแล้ว

"หัวใจสำคัญของการอยู่สโมสรใหญ่คือชัยชนะ และทัศนคติของผู้ชนะคือการไม่สมเพชตัวเองหรือหาข้อแก้ตัว แต่คือการวิเคราะห์และผลักดันให้ดีขึ้นในครั้งต่อไป" — นี่คือคำกล่าวของ ฮอลแลนด์ ที่สะท้อนถึงสภาพจิตใจที่เขากำลังปลูกฝังในโอลด์ แทรฟฟอร์ด

แม้จะเพิ่งเริ่มงานได้เพียงไม่กี่สัปดาห์ แต่ผลกระทบที่ฮอลแลนด์มีต่อทีมนั้นมหาศาล เขาไม่ใช่แค่ผู้ช่วย แต่คือเข็มทิศเชิงแท็กติกที่คาร์ริ ไว้วางใจที่สุด ในวัย 55 ปี จอมวางแผนจากสต็อกพอร์ตรายนี้กำลังอยู่ในจุดที่เขาถนัดที่สุด นั่นคือการทำหน้าที่เป็น "เบอร์สองที่สมบูรณ์แบบ" เพื่อนำพายักษ์หลับตนนี้กลับมาทวงความยิ่งใหม่อีกครั้งอย่างเป็นระบบ

เรียบเรียงจากบทความของ Simon Stone / BBC Sport

แก้ไขข้อความเมื่อ
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่