ทำไมถึงรู้สึกเมารถยนต์ไฟฟ้า (EV) ง่ายกว่ารถสันดาป ? ใครใช้รถ EV มาแชร์กันครับ

ท่านใดใช้แล้วเมาง่ายกว่ารถน้ำมัน จริงไหมครับ??

ส่วนตัวไม่ได้ใช้ EV (ใช้บ้างก็แต่ รถไฟฟ้า BTS 55)
ตัว Tesla ที่เคยเมาเล็กๆ คือช่วงที่ตาอีลอน ไม่อ่านไลน์กลุ่มหุ้น7นางฟ้า ครับเพี้ยนขำหนักมาก
      
       เคยไหมนั่งรถยนต์ไฟฟ้าแล้วเกิดอาการเวียนหัวผิดปกติทั้งที่ไม่เคยเป็น แล้วสาเหตุมาจากไหน เป็นเพราะรถหรือเพราะเราเองกันแน่ ?
หลายคนอาจจะได้เห็นเหล่าคอนเทนต์ครีเอเตอร์ บนแพลตฟอร์ม TikTok ต่างพากันแชร์วิดีโอที่มียอดวิวนับล้าน โดยบ่นถึงอาการคลื่นไส้จากการเดินทางด้วยรถยนต์ไฟฟ้า แม้ไม่เคยมีประวัติเมารถมาก่อน จนเกิดเป็นประเด็นสงสัยที่หลายคนตั้งคำถามว่า หรือรถแห่งอนาคตกำลังทำให้เราป่วยอยู่รึเปล่า ?

       คริสติน เทอร์เนอร์ (Kristin Turner) หนึ่งในครีเอเตอร์ที่มียอดเข้าชมคลิปสูง เล่าผ่านคลิปจากเบาะหลังของ Tesla ว่าการนั่ง Uber ครั้งนั้นคือ “หนึ่งชั่วโมงที่ยาวนานและตะกุกตะกักที่สุดในชีวิต” เธอต้องพยายามหายใจเข้าลึก ๆ เพื่อไม่ให้เผลออาเจียนออกมาระหว่างเดินทาง
ซึ่งเรื่องนี้ไม่ใช่แค่ความรู้สึกไปเอง แต่มีคำอธิบายทางวิทยาศาสตร์ซ่อนอยู่ บทความนี้จะพาไปหาคำตอบว่าอาการเมารถไฟฟ้า EV เกิดขึ้นได้ง่ายและมากกว่ารถสันดาปทั่วไปจริงไหม และเพราะอะไร ?

แบบไหนถึงเรียกว่าเป็น “อาการเมารถ”
      ก่อนจะโทษรถ EV เราต้องเข้าใจกลไกของอาการเมารถ หรือที่เรียกว่า Car Sickness กันก่อน อาการนี้จะจัดอยู่ในกลุ่มของ อาการเมาจากการเคลื่อนที่ (Motion Sickness) ซึ่งสามารถเกิดขึ้นได้ทั้งบนเครื่องบิน, รถไฟ, เรือ หรือแม้แต่ตอนเล่นวิดีโอเกมหรือใช้เครื่องจำลองความจริงเสมือน (VR) ทุกคนสามารถเกิดอาการนี้ได้ แต่จะพบได้บ่อยในผู้หญิงและเด็กเล็ก 

       ดร. ไบรน์นา คอนเนอร์ (Brynna Connor) แพทย์เวชศาสตร์ครอบครัว อธิบายว่า ร่างกายเรามีระบบรักษาการทรงตัวที่เรียกว่า Vestibular System ซึ่งทำงานร่วมกัน 3 ส่วน คือ

*ดวงตา มองเห็นทิศทางการเคลื่อนที่
*หูชั้นใน สัมผัสถึงความเร่งและแรงโน้มถ่วง
*กล้ามเนื้อและข้อต่อ รับรู้แรงเหวี่ยง
โดยอาการเมารถจะเกิดขึ้นเมื่อร่างกายส่งข้อมูลขัดแย้งกัน เช่น ขณะนั่งเบาะหลัง ตาเราจ้องอยู่ที่โทรศัพท์ (บอกสมองว่าเราอยู่นิ่ง) แต่หูชั้นในสัมผัสได้ว่ารถกำลังเข้าโค้งหรือเบรก (บอกสมองว่าเราเคลื่อนที่) เมื่อข้อมูลส่งไปที่สมองไม่ตรงกัน สมองจึงตีความว่านี่คือความผิดปกติหรืออาการประสาทหลอน ส่งผลให้ร่างกายตอบสนองด้วยอาการคลื่นไส้และเวียนหัว

ทำไมรถ EV ถึงทำให้เวียนหัวได้มากกว่ารถน้ำมัน ?
      ผู้เชี่ยวชาญชี้ให้เห็นว่า รถยนต์ไฟฟ้ามีลักษณะเฉพาะที่กระตุ้นให้เกิดความขัดแย้งทางประสาทสัมผัสได้รุนแรงกว่ารถสันดาปทั่วไป เนื่องจากเหตุผลดังนี้

*ระบบ Regenerative Braking (หน่วงนำพลังงานกลับ)
นี่คือตัวการใหญ่ที่สุด ในรถ EV เมื่อเราถอนคันเร่ง รถจะชะลอตัวอย่างรวดเร็วเพื่อปั่นไฟกลับเข้าแบตเตอรี่ แรงหน่วงนี้ต่างจากการถอนคันเร่งแล้วปล่อยไหลในรถน้ำมัน ทำให้ผู้โดยสารรู้สึกเหมือนโดนกระชากไปข้างหน้าและข้างหลังตลอดเวลา

*อัตราเร่งที่ฉับไว (Instant Torque) มอเตอร์ไฟฟ้าให้แรงบิดสูงสุดทันทีที่เหยียบ การออกตัวที่รวดเร็วเกินไปทำให้สมองปรับตัวไม่ทัน
ความเงียบเป็นผลเสีย การขาดเสียงเครื่องยนต์และแรงสั่นสะเทือนที่คุ้นเคย ทำให้สมองขาดสัญญาณเตือน (Sensory Cues) ว่ารถกำลังจะเคลื่อนที่หรือเร่งความเร็ว เกิดความสับสนระหว่างสิ่งที่ตาเห็นกับสิ่งที่ร่างกายรู้สึก

*การสั่นสะเทือนความถี่ต่ำ การที่รถ EV ไม่มีแรงสั่นสะเทือนจากเครื่องยนต์สันดาป ทำให้ร่างกายรับสัมผัสเพียงแค่แรงเหวี่ยงจากการเคลื่อนที่เพียว ๆ ซึ่งมักเป็นความถี่ต่ำที่ทำให้รู้สึกคล้ายกับอาการเมาเรือหรือเมาอูฐ ซึ่งกระตุ้นอาการคลื่นไส้ได้ง่ายกว่า
รับมืออาการเมารถ ด้วยทริกง่าย ๆ

      หากมีความจำเป็นต้องนั่งรถ EV หรือเป็นเจ้าของรถเอง ข้อมูลจากเว็บไซต์ Health (Health.com) ได้ระบุวิธีที่ทางการแพทย์และผู้ใช้งานจริงแนะนำเพื่อบรรเทาอาการเมารถไฟฟ้า (EV) ไว้ดังนี้

*ย้ายมานั่งเบาะหน้า การมองเห็นเส้นขอบฟ้าและถนนข้างหน้าจะช่วยให้ตาและหูส่งสัญญาณตรงกันมากขึ้น 
*ปรับโหมดขับขี่ สำหรับเจ้าของรถ การตั้งค่า Regenerative Braking ให้อยู่ในระดับต่ำ (Low) หรือใช้โหมด Chill/Eco จะช่วยให้อัตราเร่งและแรงหน่วงนุ่มนวลขึ้น
*งดการใช้หน้าจอ เนื่องจากการอ่านหนังสือหรือไถโทรศัพท์คือการเร่งอาการเมารถให้ถึงขีดสุด
*ใช้ตัวช่วยจากธรรมชาติด้วยขิง มีผลการวิจัยยืนยันว่าช่วยลดอาการคลื่นไส้ได้ดี ไม่ว่าจะเป็นลูกอมขิง หรือน้ำขิงอุ่น ๆ ก่อนเดินทาง
*กดจุด P-6 (Neiguan) เป็นการแพทย์ทางเลือกที่ได้ผลจริง โดยจุดนี้จะอยู่ห่างจากรอยพับข้อมือลงมาประมาณสามนิ้วมือ วางนิ้วหัวแม่มือของคุณลงบนจุดที่อยู่ใต้นิ้วชี้ทั้งสองข้าง ระหว่างเอ็นขนาดใหญ่สองเส้น ออกแรงกดอย่างมั่นคงและนวดจุดนั้นเป็นเวลา 2-3 นาที จะช่วยบรรเทาอาการเวียนหัวได้
*ยาแก้เมารถ หากเลี่ยงไม่ได้จริง ๆ ยาในกลุ่ม Antihistamine เช่น Dimenhydrinate (Dramamine) ยังคงเป็นที่พึ่งที่ดี แต่ควรใช้ล่วงหน้า 30-60 นาที และระวังอาการง่วงซึม

       อาการเมารถไฟฟ้าที่เกิดขึ้น ส่วนหนึ่งอาจจะเกิดได้จากความไม่คุ้นชิน เนื่องจากมนุษย์เราเติบโตมากับรถน้ำมันนานนับร้อยปี เมื่อเวลาผ่านไป สมองเราอาจจะเรียนรู้และปรับตัวเข้ากับรูปแบบการเคลื่อนที่ใหม่ของรถ EV ได้เอง เหมือนที่หลายคนเคยเมาเรือในช่วงแรก ๆ แต่ตอนนี้กลับนั่งได้ชิล ๆ นั่นเอง 
อาการนี้ไม่ว่าจะนั่งรถไฟฟ้าหรือสันดาปสามารถเกิดขึ้นได้กับทุกคน หากเริ่มมีอาการให้รีบแก้ไขด้วยวิธีที่ระบุไปข้างต้นเพื่อระงับความรุนแรงที่จะเกิดขึ้น แต่หากอาการหนักขึ้นจนไม่สามารถควบคุมหรือดูแลรักษาด้วยตนเองได้ ให้รีบพบแพทย์เพื่อทำการรักษาจะดีที่สุด

แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่