ช่วงนี้กระแส EV ในบ้านเราอาจจะมีทั้งบวกและลบ สลับกันไปตามข่าวรายวันนะครับ แต่ถ้ายกหูไปดูภาพรวมระดับโลก โดยเฉพาะประเทศที่เปลี่ยนผ่านสู่รถยนต์พลังงานใหม่ (NEVs) ได้เร็วที่สุดอย่าง
"ประเทศจีน
" ตอนนี้เขามีข้อมูลตัวเลขที่น่าสนใจมากๆ และเป็น "ผลลัพธ์จริงที่เกิดขึ้นแล้ว" ไม่ใช่แค่การคาดการณ์ในอนาคตครับ
ล่าสุดมีงานวิจัยชิ้นหนึ่งที่เพิ่งตีพิมพ์ในวารสารระดับโลกอย่าง
Nature Health (เผยแพร่ช่วงเดือนพฤษภาคม 2026) โดยทีมนักวิจัยได้ใช้ข้อมูลดาวเทียมความละเอียดสูง ร่วมกับระบบ Machine Learning เพื่อตรวจวัดคุณภาพอากาศใน 150 เมืองทั่วประเทศจีน แล้วนำมาเปรียบเทียบกับแบบจำลองในกรณีที่ "ถ้าจีนยังใช้รถน้ำมันล้วนแบบเดิมอยู่" ผลลัพธ์ที่ได้ออกมาน่าทึ่งมากครับ
สรุปตัวเลขสำคัญจากงานวิจัย
PM2.5 ลดลงอย่างเห็นได้ชัด การแพร่หลายของรถยนต์พลังงานใหม่ (ทั้ง EV, Plug-in Hybrid และ Hydrogen) จนถึงปี 2023 สามารถลดค่าฝุ่น PM2.5 ในเขตเมืองลงได้ถึง
23.80% (หรือลดลงประมาณ 8.97 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร)
ก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์
(CO) หายไปเพียบ
: ลดลงถึง
30.67%
เซฟชีวิตคนได้มหาศาล จากมลพิษทางอากาศที่ลดลงนี้ นักวิจัยประเมินว่ามันช่วย ป้องกันการเสียชีวิตก่อนวัยอันควร
(Non-accidental deaths) ได้สูงถึง
262,000 ราย
ข้อเท็จจริงอีกด้านที่งานวิจัยไม่ปิดบัง (และน่าคิดต่อ)
งานวิจัยชิ้นนี้ค่อนข้างตรงไปตรงมาครับ เพราะเขาชี้ให้เห็นจุดที่การเปลี่ยนเป็น EV ยัง "แก้ไม่ได้" ด้วยเช่นกัน
1.ก๊าซไนโตรเจนไดออกไซด์ (NO2) และฝุ่นขนาดใหญ่แทบไม่ลดลง ลดลงไปเพียงนิดเดียว (1.81 ไมโครกรัม/ลบ.ม.) เหตุผลเพราะ
"รถบรรทุกหนักดีเซล
" ส่วนใหญ่ยังไม่ได้เปลี่ยนเป็นไฟฟ้า ซึ่งพวกนี้คือตัวการหลักของ NO2 เลย
2.ความเหลื่อมล้ำทางสุขภาพ ผลประโยชน์นี้กระจุกตัวอยู่เฉพาะในเมืองใหญ่ที่ร่ำรวยและพัฒนาแล้ว ซึ่งเป็นกลุ่มที่คนมีกำลังซื้อและเปลี่ยนไปใช้ EV ได้เร็ว ส่วนเมืองที่พัฒนาน้อยกว่ายังได้ประโยชน์ตรงนี้น้อยมาก
"แต่กระแสไฟฟ้ายยังมาจากถ่านหินไม่ใช่เหรอ?"
นี่คือคำถามคลาสสิกที่คนชอบถามเวลาพูดถึงจีนครับ แต่งานวิจัยชิ้นนี้ให้คำตอบเชิงประจักษ์ชัดเจนว่า
"ต่อให้ไฟฟ้าของจีนจะยังพึ่งพาโรงไฟฟ้าถ่านหินอยู่เป็นจำนวนมาก
แต่การย้ายมลพิษออกจากเขตนครหลวง
/เขตเมืองหลวง
ไปไว้ที่โรงไฟฟ้าที่อยู่ห่างไกล
(ซึ่งมีระบบดักจับไอเสียที่ดีกว่า
) มันส่งผลให้คุณภาพอากาศในเมืองที่คนอยู่อาศัยหนาแน่นดีขึ้นอย่างชัดเจนทันที
" และลดอัตราการเกิดโรคหัวใจ โรคหลอดเลือดสมอง และมะเร็งปอดในประชากรได้จริง
ปัจจุบันในจีน ยอดขายรถยนต์พลังงานใหม่ทะลุ 50% ของยอดขายรถใหม่ไปแล้ว และยอดขายรถน้ำมัน (ICE) กำลังดิ่งลงเรื่อยๆ (ล่าสุดมีนาคมที่ผ่านมาหายไปกว่า 37%) แถมเขากำลังเริ่มลุยตลาดรถบรรทุกหนักไฟฟ้าต่อแล้วด้วย
เห็นตัวเลขระลึกความตายที่ลดลงไปขนาดนี้แล้ว ย้อนกลับมามองบ้านเราที่ฝุ่น PM2.5 วิกฤตทุกๆ ต้นปี คิดว่ามาตรการสนับสนุน EV ของบ้านเรา เดินมาถูกทางหรือยัง? หรือเราควรจะโฟกัสไปที่กลุ่มไหนก่อนดี เช่น รถเมล์ รถบรรทุก หรือรถมอเตอร์ไซค์รับจ้าง?
ที่มาข้อมูล : Electrek
วิจัยเผย จีนเปลี่ยนมาใช้ EV ช่วยลดมลพิษ จนเซฟชีวิตคนได้ถึง 2.6 แสนคน
ช่วงนี้กระแส EV ในบ้านเราอาจจะมีทั้งบวกและลบ สลับกันไปตามข่าวรายวันนะครับ แต่ถ้ายกหูไปดูภาพรวมระดับโลก โดยเฉพาะประเทศที่เปลี่ยนผ่านสู่รถยนต์พลังงานใหม่ (NEVs) ได้เร็วที่สุดอย่าง "ประเทศจีน" ตอนนี้เขามีข้อมูลตัวเลขที่น่าสนใจมากๆ และเป็น "ผลลัพธ์จริงที่เกิดขึ้นแล้ว" ไม่ใช่แค่การคาดการณ์ในอนาคตครับ
ล่าสุดมีงานวิจัยชิ้นหนึ่งที่เพิ่งตีพิมพ์ในวารสารระดับโลกอย่าง Nature Health (เผยแพร่ช่วงเดือนพฤษภาคม 2026) โดยทีมนักวิจัยได้ใช้ข้อมูลดาวเทียมความละเอียดสูง ร่วมกับระบบ Machine Learning เพื่อตรวจวัดคุณภาพอากาศใน 150 เมืองทั่วประเทศจีน แล้วนำมาเปรียบเทียบกับแบบจำลองในกรณีที่ "ถ้าจีนยังใช้รถน้ำมันล้วนแบบเดิมอยู่" ผลลัพธ์ที่ได้ออกมาน่าทึ่งมากครับ
สรุปตัวเลขสำคัญจากงานวิจัย
PM2.5 ลดลงอย่างเห็นได้ชัด การแพร่หลายของรถยนต์พลังงานใหม่ (ทั้ง EV, Plug-in Hybrid และ Hydrogen) จนถึงปี 2023 สามารถลดค่าฝุ่น PM2.5 ในเขตเมืองลงได้ถึง 23.80% (หรือลดลงประมาณ 8.97 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร)
ก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์ (CO) หายไปเพียบ: ลดลงถึง 30.67%
เซฟชีวิตคนได้มหาศาล จากมลพิษทางอากาศที่ลดลงนี้ นักวิจัยประเมินว่ามันช่วย ป้องกันการเสียชีวิตก่อนวัยอันควร (Non-accidental deaths) ได้สูงถึง 262,000 ราย
ข้อเท็จจริงอีกด้านที่งานวิจัยไม่ปิดบัง (และน่าคิดต่อ)
งานวิจัยชิ้นนี้ค่อนข้างตรงไปตรงมาครับ เพราะเขาชี้ให้เห็นจุดที่การเปลี่ยนเป็น EV ยัง "แก้ไม่ได้" ด้วยเช่นกัน
1.ก๊าซไนโตรเจนไดออกไซด์ (NO2) และฝุ่นขนาดใหญ่แทบไม่ลดลง ลดลงไปเพียงนิดเดียว (1.81 ไมโครกรัม/ลบ.ม.) เหตุผลเพราะ "รถบรรทุกหนักดีเซล" ส่วนใหญ่ยังไม่ได้เปลี่ยนเป็นไฟฟ้า ซึ่งพวกนี้คือตัวการหลักของ NO2 เลย
2.ความเหลื่อมล้ำทางสุขภาพ ผลประโยชน์นี้กระจุกตัวอยู่เฉพาะในเมืองใหญ่ที่ร่ำรวยและพัฒนาแล้ว ซึ่งเป็นกลุ่มที่คนมีกำลังซื้อและเปลี่ยนไปใช้ EV ได้เร็ว ส่วนเมืองที่พัฒนาน้อยกว่ายังได้ประโยชน์ตรงนี้น้อยมาก
"แต่กระแสไฟฟ้ายยังมาจากถ่านหินไม่ใช่เหรอ?"
นี่คือคำถามคลาสสิกที่คนชอบถามเวลาพูดถึงจีนครับ แต่งานวิจัยชิ้นนี้ให้คำตอบเชิงประจักษ์ชัดเจนว่า "ต่อให้ไฟฟ้าของจีนจะยังพึ่งพาโรงไฟฟ้าถ่านหินอยู่เป็นจำนวนมาก แต่การย้ายมลพิษออกจากเขตนครหลวง/เขตเมืองหลวง ไปไว้ที่โรงไฟฟ้าที่อยู่ห่างไกล (ซึ่งมีระบบดักจับไอเสียที่ดีกว่า) มันส่งผลให้คุณภาพอากาศในเมืองที่คนอยู่อาศัยหนาแน่นดีขึ้นอย่างชัดเจนทันที" และลดอัตราการเกิดโรคหัวใจ โรคหลอดเลือดสมอง และมะเร็งปอดในประชากรได้จริง
ปัจจุบันในจีน ยอดขายรถยนต์พลังงานใหม่ทะลุ 50% ของยอดขายรถใหม่ไปแล้ว และยอดขายรถน้ำมัน (ICE) กำลังดิ่งลงเรื่อยๆ (ล่าสุดมีนาคมที่ผ่านมาหายไปกว่า 37%) แถมเขากำลังเริ่มลุยตลาดรถบรรทุกหนักไฟฟ้าต่อแล้วด้วย
เห็นตัวเลขระลึกความตายที่ลดลงไปขนาดนี้แล้ว ย้อนกลับมามองบ้านเราที่ฝุ่น PM2.5 วิกฤตทุกๆ ต้นปี คิดว่ามาตรการสนับสนุน EV ของบ้านเรา เดินมาถูกทางหรือยัง? หรือเราควรจะโฟกัสไปที่กลุ่มไหนก่อนดี เช่น รถเมล์ รถบรรทุก หรือรถมอเตอร์ไซค์รับจ้าง?
ที่มาข้อมูล : Electrek