อยากลาออกจากงานโรงงาน เกลียดระบบ เกลียดทุกอย่าง แล้วตอนนี้ เงินก็ไม่มี ไม่มีงานรองรับอีก

สถานการณ์ ตอนนี้ของเราคือ เราไม่ได้ ไปทำงานมาสามวันแล้ว แล้วก็ไม่คิดอยากจะกลับไปทำอีก ต้องเล่าก่อนว่า เราทำงานที่นี่มาได้เกือบปีแล้วค่ะ
เริ่มมีความคิดอยากลาออก มาสักพักแล้วเหมือนกัน เพราะเราไม่ชอบ ระบบของที่นี่ เข้าใจว่างานโรงงานทุกที่อาจจะเป็นแบบนี้ คือที่นี่เวลาที่จะลาหยุด แต่ละทีก็ยากแสนยาก ต้องโทรมาลากับซุปโดยตรง ห้าม ลาผ่านไลน์ เเล้วซุปที่นี่พูดจาหมาไม่แดกมาก เหมือนเขาไม่รู้จักการให้เกียรติคนอื่น เวลาโทรไปลา บอกว่ามีธุระ เขาก็จะบอกว่าทำไมไม่แพลนไว้อะ ทำไมคุณไม่แพลนไว้ ไอคนนี้มันลาบ่อยไหม เอาENคุณมาสิ แบบเหมือนถามหา ชื่อเราอะไรประมาณนั้น คือเราก็แค่โทรมาลางาน เหมือนทำให้มันยากอะค่ะ ช่วงแรก ๆ ที่เรามาทำงานเราก็ไม่กล้าลาเลย เพราะว่ากลัวการโทรมาลางาน คือเหมือนมันจะมีปัญหาตลอด คือมันก็ไม่ใช่แค่นี้ ทั้งการลาพักร้อน ลาป่วย หนึ่งวันต้องมีใบรับรองแพทย์ ตั้งแต่ทำงานมาเรายังไม่เคยใช้สิทธลาป่วยเลย เราขาดงานไปเลย มันจะมีช่วงนึง ที่อากาศเปลี่ยนแปลง แล้วคนจะป่วยเยอะมาก เราก็เป็นหนึ่งในนั้น เพื่อไม่ให้พนักงานลางาน มันก็เหมือนมีกฎออกมา ว่าถ้าใครลางานหนึ่งวัน ถึงจะมีใบรับรองแพทย์ แต่ก็ต้องทำ โอยืดสามวัน ปกติเราจะทำงานหกโมงเช้าถึงหกโมงเย็น แต่ถ้ามีโอยืด ด้วย เราก็จะต้องทำงานตั้งแต่ หกโมงเช้าถึงสี่ทุ่ม หรือถ้าเป็นกะดึก ก็จะเป็น 6 โมงเย็นถึง 10 โมง
ซึ่งตอนนั้นเราก็เป็นหนึ่งในคนที่ป่วย แต่เราก็ไม่กล้าลา เพราะเราไม่อยากอยู่โอยืด มันเหนื่อยมากๆ ตอนนั้นเราป่วยอยู่สองอาทิตย์เต็มๆ ทั้ง ทั้งที่ ถ้าแค่เราหยุดแค่วัน สอง วัน เราก็น่าจะหายป่วยแล้ว ตอนนั้นเป็นอะไรที่ทรมานมากเลย งานที่เราทำมันก็ค่อนข้างเครียด เพราะว่ามันเป็นฝ่ายผลิต ไม่ว่า เครื่องของเราจะพัง หรืออะไรก็ช่างงานเราต้องเสร็จ แล้วก็ไม่มีใครมาช่วยเราด้วย คือหลายหลายอย่างเรารู้สึกว่าเขาไม่ได้มองเราเป็นมนุษย์ ไม่ว่าจะเป็นกฎ หรืออะไรต่างๆ

เรื่องโรงงานนี้ เราเล่าได้เป็น อาทิตย์เพราะเรื่องเยอะมาก กระทู้นี้อาจจะยาวมากๆ ใครอ่านไหวก็ไปกันต่อ

เราก็มีเรื่องมาเรื่อยๆเลย งานที่เราทำ มันเป็นโรงงานอิเล็กทรอนิกส์
เราทำเกี่ยวกับการสไปรท์งาน สไปร์สายไฟเบอร์ เข้าหากันประมาณนั้น แล้วก็ไม่รู้จะอธิบายยังไงนะ เอาเป็นว่าถ้าใครเคยทำก็จะเข้าใจเอง งานนี้มันค่อนข้างยากแล้วก็ใช้ความละเอียด สูง

ปกติเราเป็นคนทำงานค่อนข้างไว เราก็เลยจะเบรกเยอะ เบรคเกินเวลา บ้าง
คือถ้าไม่ทำอย่างงี้ก็คงอยู่ไม่ไหวอะทุกคน เรารู้ว่าเราก็ไม่ใช่คนดีหรอก
แต่งานเราก็เสร็จตลอด แล้วเราก็ไม่ได้ทำงานแบบ ลวกๆ ด้วย เริ่มจากมีคนใส่ร้ายเรา ว่าเราเหมือนทำงานแบบ โกงประมาณนั้น ไอ้เรื่องตรงนี้ ไม่รู้จะอธิบายยังไงอะ เอามันว่าไอ้เรื่องที่เขาใส่ร้ายเรามันค่อนข้างเป็นไปไม่ได้ในการทำงาน
มันดูโอเวอร์อะ หลังจากนั้นหัวหน้า ก็มาถามเราว่าเราทำจริง ๆ ไหม เราก็บอกว่าเราอะไม่ได้ทำ คือไม่เคยทำอะไรแบบนั้นจริงๆ เขาก็สงสัยเรา เพราะว่าเราทำงานไว แล้วก็เสร็จตลอด ก็เหมือนสอบสวนเราประมาณนั้น แต่เราก็ยืนยันนะว่าเราไม่ได้ทำจริง ๆ  เราก็มารู้ทีหลังนะ ว่าที่หัวหน้าเขาเชื่อ ขนาดนั้นว่าเราทำ เพราะว่าหัวหน้าคนอื่นบอกเขา เหมือนจะมีคนที่ทำงานเหมือนกันเนี่ยแหละ มาบอกหัวหน้าคนนั้นว่าเห็นกับตาว่าเรา ทำแบบนั้น ซึ่งเราไม่เคยทำเลย งงเลยตอนนั้น แต่เรื่องนี้ก็จบไป

แล้วก็มีเรื่องอีก
ตอนนั้นเราเดิน ออกจากห้องน้ำ พอเราสแกนหน้าจะออกจาก เราก็เจอกับซุปที่เดินสวนเข้ามาพอดี
เขาก็มองหน้าเรา เราก็เลยมองหน้าเขากลับ แล้วเราก็เดินออกมา แต่ซุปเขาก็ยังมองตามหลักเราอยู่ เราก็งงนะตอนนั้น เพราะเราก็ไม่ได้รู้จักเขาเป็นการส่วนตัวอะไร

แต่แกดัน ไปโวยวายในไลน์ ว่าเราไปมองหน้าหาเรื่องเขา แบบจะเอาเรื่องเรา แกจริงจังมากเลยนะ ตอนนั้นเราไม่ได้อยู่ในไลน์พอดี พี่ๆ ที่ทำงานเขาก็เลย เหมือนแก้ตัวให้ว่า หน้า น้องมันเป็นอย่างงั้น มันไม่ได้หาเรื่องซุปหรอก ซุปเขาก็เลยเหมือน เออ ใจเย็น แล้วก็ ไม่มาอะไรอีก

ตอนเรารู้เรื่องนี่อึ้งไปเลย ไม่คิดว่าคนเป็นซุปจะ มีวุฒิภาวะได้แค่นี้ เราเป็นคนหน้าดุ เวลามองใครมันก็ดูเหมือนมองจิก ทั้งๆที่มองปกติ บอกตรงตอนนั้นก็ไม่ได้คิดอะไรนะไม่คิดว่าแกจะตีความไปแบบนั้น
เหมือนแกกลัวคนว่า นินทาแก เพราะว่าแกก็ทำไม่มี กับเด็ก ไว้เยอะ ก็เลยระแวง ใครมองไม่ได้เลย ประมาณนั้น

กลับเข้ามาสู่เรื่อง ที่ทำให้เราถึงจุดแตกหัก จนคิดจะลาออก ดีกว่า

เริ่มจากวันนั้น เราก็ไปทำงานตามปกตินั่นล่ะ เราอะตั้งใจไว้ว่าตอนเย็น จะไปดูยังโอมที่ มธ คืออยากดูมาตั้งนานแล้ว แต่รอบที่แล้วเพราะว่าเราทำงานเราก็เลยไม่ได้ไปดู แต่อยู่ๆ เขาก็มาบอกให้เราอะ อยู่ยืดวันนั้น ถึง 22.00 น. เราก็ปฏิเสธไปแล้วนะว่าเราอะมีธุระ เราอยู่ไม่ได้ แต่เข้าใจมั้ย เขาก็เหมือนกึ่งกึ่งบังคับ เขาไม่ได้พูดออกมาตรงๆหรอก แต่เขาก็มีวิธีการของเขา ถ้าใครเคยทำงานแบบนี้ก็จะเข้าใจเอง

เราพูดชัดเจนมากนะ ว่าเราอ่ะมีธุระ แต่สุดท้ายแล้วก็ต้องยอมทำ โอยืด ซึ่งที่นี่ ถ้าเกิดว่าเราทำงานเสร็จแล้วเราก็สามารถแตะบัตรออกก่อนได้ ไม่ต้องอยู่ถึงสี่ทุ่ม แต่ก็จะได้เงินไม่ครบ ได้ตามชั่วโมงที่ทำงานจริง เราก็เลยตั้งใจว่าจะทำงานให้เสร็จแล้วก็ รีบกลับ แต่วันนั้น เครื่องเรามันไม่ดีเลย
คือมันพังหลายรอบมาก แล้วเราก็ทำงาน ไม่เสร็จสักที ทำงานจนท้ออ่ะ วันนั้นเราได้เบะแค่รอบเดียวเอง เราทำงานจนถึง 3 โมงเย็น งานเพิ่งได้ครึ่งเดียว แล้วเรากะว่าจะแตะบัตรออกประมาณ 19.00 น.
ซึ่งถ้าเกิดเราทำงานต่อ อีกครึ่งหนึ่งที่เหลือ คือเราไม่แน่ใจเลยว่ามันจะเสร็จกี่โมง ตอนนั้นเราเหนื่อย แล้วก็หลายหลาย อย่างด้วย ทั้งเครื่องพัง ต่างๆ เราอาจจะต้องทำงานถึง สามทุ่ม เลยก็ได้ ซึ่งเราก็จะอดไปเที่ยว ตามแผนของเราตั้งแต่แรก ความรู้สึกตอนนั้นคือแย่มาก เพราะว่าเราตั้งใจ จะไปเที่ยวตั้งแต่แรกแล้ว แต่เขาก็มาบังคับเราทำ โอ ยืดอีก ทั้งทั้งที่เราก็ไม่ได้อยากทำ และถ้าเกิดว่าเรานั่งทำงาน ให้เขาจริงๆ เราก็คงอด ไปทำในสิ่งที่เราอยากทำ มาตั้งแต่แรก เราก็เลยไปบอกเขาว่าเราปวดหัวทำงานไม่ไหว แล้วเราก็ไม่ทำเลย เราไม่อยู่ยืดด้วย ตอนนั้นเราก็โดนด่าแหละ แต่เราก็ไม่สน มันเหมือนเราต้องเลือกระหว่างตัวเองกับงานน่ะ ตอนนั้น เราเข้าใจนะว่ามันอาจจะดูไม่มีความรับผิดชอบ ต่องานของตัวเอง
แต่เราก็คิดมาแล้ว ว่าเราไม่ได้อะไรจากเรื่องนี้เลย ถ้าเราทนทำงานให้เขาต่อ เขาก็จะได้ยอด หัวหน้าก็จะได้หน้า ส่วนเราได้อะไรอ่ะ เราอาจจะต้องแตะบัตรออกก่อนเวลา ทำให้เราไม่ได้เงินครบตามจำนวนที่เราทำงาน จริงๆ อีก เราอาจจะซื้อตั๋วไม่ทัน ด้วย คือเราไม่ได้ดูก็ไม่เป็นไร แต่ทำไมเราต้อง เปลี่ยนแพลนตัวเอง เพื่อคนอื่นด้วยอ่ะ ทนได้แต่ทำไมต้องทน พวกแกพอเข้าใจมั้ยม่ะ

ซึ่งเรื่องนี้ก็เป็นจุดที่ทำให้เรา เกลียดที่ทำงานนี้ จนไม่อยากไปทำงานอีก บอกเลยว่าส่วนหนึ่งก็เป็นเพราะว่าหัวหน้างานด้วย มันจะมีหัวหน้าหลายคน แต่มันจะมีคนหนึ่งที่ชอบจับผิดเรามาก ๆ คือจุกจิก จนแบบ เราทำงานแบบไม่มีความสุขอ่ะ ไม่รู้ว่าเขาอยากจะเลื่อนตำแหน่งเพราะคดีเรารู้ยังไง

หลังจาก เรื่องวันนั้น เราก็ยังไปทำงานอยู่นะ
เขาก็ยังมาถามให้เราทำโอยืดอีก คือเหตุผลที่เขาจะให้เราทำโอยืดให้ได้ เพราะว่า มันเหมือนเป็นกฎ ว่าใครหยุดงานจะต้องทำโอ ยืด  หัวหน้าคนนั้น เขาก็เหมือนพูด เหน็บเรา ว่าวันนั้นให้ทำ โอ ก็ชักดิ้นชักงอ ไม่ยอมทำ คือเรานี่โมโห อยากใส่หน้ามันมากเลย กวนยิ้ม แล้วใครใช้ให้บังคับกูอะ ไอ้ ยิ้ม

กระทู้นี้ก็เหมือนมาระบายแหละ อาจจะยาวหน่อย ใครมีประสบการณ์ก็เอามาแชร์กันได้นะ ตอนนี้เราก็ไม่แน่ใจว่าเราจะลาออกเลย หรือจะยอมโดนพักงานดี เพราะว่าเพื่อนเพื่อนเราที่ทำงาน ก็บอกว่าเขาอาจจะพักงานเรา เราก็ไม่ได้คิดว่ามันเป็นเรื่องแย่นะ อย่างน้อยเราก็จะได้พักให้สบายใจสักหน่อย เพราะตอนนี้จิตใจเราคือต่อต้านการทำงานมาก เราตั้งใจจะไปทำงานทุกวัน เตรียมเสื้อผ้าเตรียมของไว้แล้วด้วย แต่พอเช้ามามันก็ไม่ไหวอะ ถ้าใครเคยเป็นเหมือนกันก็จะเข้าใจ มันไม่ใช่ว่าขี้เกียจนะ แต่มันหมดใจอ่ะ

ตอนนี้เราไม่มีทั้งเงิน ไม่มีงานมารองรับอีก ค่าห้องค่าโทรศัพท์ก็ยังไม่จ่าย อาจจะยอมโดนพักงาน ดีกว่าลาออกไปเลย แต่ก็ไม่รู้ว่าถ้ากลับไปทำงานที่เดิมเราจะทำงานไหวไหม เพราะว่าใจเรามัน ปฏิเสธไปแล้ว นี่ไม่ใช่เรื่องทั้งหมดนะ แค่ส่วนหนึ่งเท่านั้น
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่