JJNY : TSU ชี้ปชน.ครองใจคนใต้มากสุด│สภานศ.รามแสดงจุดยืนหมอสุภัทร│ปกส.ก้าวหน้ากังขาโครงการ 850 ล.?│พายุฤดูหนาวถล่มสหรัฐฯ

ทีเอสยูโพล ม.ทักษิณ เผยผลสำรวจ ชี้พรรคประชาชนครองใจคนใต้มากสุด และหนุน “เท้ง” เป็นนายกฯ
.

.
ทีเอสยูโพล มหาวิทยาลัยทักษิณ เผยผลสำรวจประชาชน 14 จังหวัดภาคใต้ ชี้ พรรคประชาชนครองใจคนใต้มากที่สุด ส่วน “เท้ง ณัฐพงษ์” คนหนุนเป็นนายกฯ นำเป็นอันดับ 1 ตามด้วย “อภิสิทธิ์” และ “พล.อ.ประยุทธ์”
.
วันที่ 27 มกราคม 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ทีเอสยูโพล (TSU Poll) มหาวิทยาลัยทักษิณ เผยผลสำรวจความคิดเห็นประชาชนในพื้นที่ 14 จังหวัดภาคใต้ จากกลุ่มตัวอย่างจำนวน 1,660 คน โดยสำรวจระหว่างวันที่ 14 ธันวาคม 2568 - 17 มกราคม 2569 ในประเด็น “คนใต้อยากเลือกพรรคใดในการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ปี 2569
.
พบว่า กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่สนับสนุน พรรคประชาชนมากกว่า 40% ตามมาด้วย พรรคประชาธิปัตย์ 22% พรรคภูมิใจไทย 15% พรรคพลังประชารัฐ 5% และพรรคเพื่อไทย 5%
.
ขณะที่ผลสำรวจคำถาม “คนใต้อยากได้ใครเป็นนายกรัฐมนตรี” พบว่า นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ได้รับการสนับสนุนมากที่สุด คิดเป็น 30% รองลงมาคือ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ คิดเป็น 20% พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา คิดเป็น 16% นายอนุทิน ชาญวีรกูล คิดเป็น 15% และนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ คิดเป็น 5%
.
ทีเอสยูโพล ระบุว่า โครงสร้างผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่เป็นคนรุ่นใหม่ โดย Gen Z มีสัดส่วนสูงถึง 55% และเมื่อรวมกับ Gen Y ทำให้กลุ่มอายุไม่เกินวัยทำงานตอนต้นมีสัดส่วนรวมมากกว่า 80% ซึ่งสะท้อนแนวโน้มสำคัญว่า “ทิศทางการเมืองภาคใต้กำลังขยับจากฐานเดิมไปสู่การเมืองของคนรุ่นใหม่มากขึ้น
แม้พรรคประชาชนจะนำเป็นอันดับ 1 แต่คะแนนพรรคการเมืองดั้งเดิมอย่างพรรคประชาธิปัตย์ก็ยังคงมีฐานสนับสนุนในระดับสูง สะท้อนว่าภาคใต้ยังเป็นพื้นที่การแข่งขันทางการเมืองที่เข้มข้น และมีความหลากหลายทางความคิดเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน โดยเฉพาะเมื่อพิจารณารายชื่อบุคคลที่ประชาชนต้องการให้เป็นนายกรัฐมนตรีซึ่งมีทั้งการเมืองใหม่–การเมืองเดิม อยู่ในกลุ่มอันดับต้นๆ
...
ทั้งนี้ ทีเอสยูโพลชี้ว่า ผลสำรวจดังกล่าวควรอ่านในเชิง “แนวโน้มทิศทางการเมือง” โดยเฉพาะกระแสของคนรุ่นใหม่ที่มีบทบาทสูงในฐานะผู้กำหนดความเปลี่ยนแปลงทางการเมืองภาคใต้ในการเลือกตั้งปี 2569
.

.
สภานักศึกษา ม.ราม แสดงจุดยืน หมอสุภัทร ถูกฟันวินัย เรียกร้องให้มีการตรวจสอบจากสาธารณชน
https://www.matichon.co.th/politics/news_5567650
.
สภานักศึกษา ม.ราม แสดงจุดยืน หมอสุภัทร ถูกฟันวินัย เรียกร้องให้มีการตรวจสอบจากสาธารณชน
.
เมื่อวันที่ 27 มกราคม เครือข่ายรามคำแหงเพื่อประชาธิปไตย – Ramkhamhaeng Network for Democracy โพสต์ข้อความระบุว่า 
.
สภานักศึกษา มหาวิทยาลัยรามคำแหง ขอแสดงจุดยืนต่อกรณีมติของคณะกรรมการ อ.ก.พ. กระทรวงสาธารณสุข ที่มีมติให้ลงโทษวินัยร้ายแรงแก่ นพ.สุภัทร ฮาสุวรรณกิจ จากการจัดซื้อชุดตรวจโควิด19(ATK) ในช่วงสถานการณ์ฉุกเฉินของการระบาดโควิด19 ในช่วงปี 2564 ซึ่งสังคมกำลังให้ความสนใจอย่างกว้างขวาง
.
ในช่วงเวลาดังกล่าว ประเทศไทยเผชิญวิกฤตด้านสาธารณสุขรุนแรงที่สุด ทั้งผู้ติดเชื้อ ผู้ป่วยอาการหนัก และผู้เสียชีวิต ขณะที่ระบบตรวจคัดกรองและเตียงผู้ป่วยไม่เพียงพอ ภายใต้บริบทนี้ ชมรมแพทย์ชนบทได้เข้าช่วยเหลือประชาชนในเมืองหลวง ภายใต้ปฏิบัติการ #แพทย์ชนบทบุกกรุง โดยมีเป้าหมายหลักคือการรักษาชีวิตประชาชนอย่างเร่งด่วน มิใช่การแสวงหาประโยชน์ใด ๆ
.
การดำเนินการจัดซื้อชุดตรวจ ATK ในขณะนั้น เป็นไปภายใต้ข้อจำกัดของสถานการณ์ฉุกเฉิน ไม่สามารถคาดการณ์ปริมาณการใช้งานล่วงหน้าได้ การจัดซื้อจึงเกิดขึ้นตามความจำเป็น เพื่อให้ประชาชนที่เข้ารับการตรวจทุกคนสามารถเข้าถึงการคัดกรองได้อย่างทันท่วงที อย่างไรก็ตาม กระบวนการสอบวินัยกลับให้ความสำคัญกับการตีความเชิงระเบียบ โดยตั้งข้อกล่าวหาเรื่อง “การแบ่งซื้อ” โดยแทบไม่ปรากฏการพิจารณาเจตนา ความจำเป็น และบริบทของวิกฤตสาธารณสุขในขณะนั้นอย่างรอบด้าน
.
สภานักศึกษามีความสงสัยต่อจังหวะเวลาของการพิจารณาเรื่องดังกล่าว ซึ่งเกิดขึ้นหลังเหตุการณ์ผ่านไปแล้วหลายปี และถูกหยิบยกขึ้นมาเร่งรัดในช่วงใกล้การเลือกตั้ง อันอาจส่งผลโดยตรงต่อสิทธิทางการเมืองและคุณสมบัติของผู้ถูกกล่าวหา คำถามสำคัญคือ
.
เหตุใดคดีที่ค้างมานาน จึงถูกเร่งตัดสินในช่วงเวลาที่อ่อนไหวทางการเมือง
การบังคับใช้กฎหมายครั้งนี้ เป็นไปอย่างเสมอภาคและปราศจากอคติจริงหรือไม่
หลักนิติธรรมกำลังถูกใช้เพื่อรักษาความยุติธรรม หรือกำลังถูกใช้เป็นเครื่องมือทางอำนาจ
.
สภานักศึกษา มหาวิทยาลัยรามคำแหง เห็นว่า ผู้ที่ตัดสินใจทำหน้าที่เพื่อปกป้องชีวิตประชาชนในสถานการณ์ฉุกเฉิน ควรได้รับการคุ้มครองตามหลักความเป็นธรรม ไม่ใช่ถูกลงโทษย้อนหลังโดยละเลยบริบทและเจตนา การใช้อำนาจรัฐใด ๆ ที่ก่อให้เกิดข้อสงสัยต่อความเป็นอิสระและความเป็นธรรมของกระบวนการ ย่อมบั่นทอนความเชื่อมั่นของสังคมต่อระบบราชการและประชาธิปไตย
.
สภานักศึกษา มหาวิทยาลัยรามคำแหง ขอเรียกร้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการทุกขั้นตอนด้วยความโปร่งใส รอบคอบ และยึดหลักนิติธรรมอย่างแท้จริง พร้อมทั้งเปิดโอกาสให้มีการตรวจสอบจากสาธารณชน
.
เพราะในสังคมประชาธิปไตย
.
ผู้ที่ยืนอยู่ข้างประชาชน ไม่ควรถูกทำให้กลายเป็นผู้กระทำผิด #SAVEหมอสุภัทร
.
26 มกราคม 2569
.
สภานักศึกษา มหาวิทยาลัยรามคำแหง
.
เครือข่ายรามคำแหงเพื่อประชาธิปไตย
.
พรรคศรัทธาธรรม มหาวิทยาลัยรามคำแหง
.
https://www.facebook.com/RamkhamhaengNetworkforDemocracy/posts/pfbid02nQeoEEpGLJDoefhMaBSFHv5MhN7WNeRdoquQzQLnm8VMP1FGEgqWkSXb8K8JgyMUl
.

.
สปส.เลื่อนอีก แอพพ์ SSO Core ขัดข้อง เปิดใช้ 1 ก.พ. ประกันสังคมก้าวหน้า กังขาโครงการ 850 ล้าน?
https://www.matichon.co.th/local/quality-life/news_5567591
.
ประกันสังคม เลื่อนอีก แอพพ์ SSO Core ยังขัดข้อง แจ้งเปิดใช้ 1 ก.พ. ประกันสังคมก้าวหน้าชี้ข้อพิรุธอื้อ กังขาประสิทธิภาพโครงการ 850 ล้าน
.
จากกรณี แอพพลิเคชั่น SSO Plus ของ สำนักงานประกันสังคม ใช้งานไม่ได้ ปิดปรับปรุงระบบชั่วคราวตั้งแต่วันที่ 21 มกราคม อ้างว่าพบปัญหาขัดข้องทางเทคนิคในการให้บริการ โดยจะเปิดให้ใช้ในวันที่ 22 มกราคม ก่อนจะเลื่อนเป็นวันที่ 27 มกราคม
.
ล่าสุดเมื่อวันที่ 27 มกราคม จากการตรวจสอบพบว่า แอพพลิเคชั่น SSO Plus ยังคงใช้งานไม่ได้ โดยเลื่อนการเปิดใช้งานเป็นวันที่ 1 กุมภาพันธ์ เวลา 09.00 น.
.
ขณะที่ ประกันสังคมก้าวหน้า ระบุถึงเรื่องที่เกิดขึ้นว่า สรุปข้อเท็จจริงและข้อสังเกตต่อวิกฤตระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ สำนักงานประกันสังคม
.
ตามที่สำนักงานประกันสังคมประสบปัญหาการใช้งานระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ ส่งผลกระทบโดยตรงต่อการรับสิทธิประโยชน์ว่างงาน และการเข้าถึงบริการผ่านระบบ e-Self Service และแอพพลิเคชั่น SSO Plus โดยทางสำนักงานได้ชี้แจงสาเหตุและแนวทางแก้ไขเบื้องต้น
.
สถานการณ์ปัญหาปัจจุบันและแนวทางแก้ไขของ สปส.
.
ปัญหาการจ่ายประโยชน์ทดแทนกรณีว่างงาน : มีข้อมูลค้างท่อจากการปิดระบบช่วงปีใหม่ โดย สปส.คาดว่าจะดำเนินการนำเข้าข้อมูลแล้วเสร็จภายในวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2569
.
ระบบ e-Self Service และ SSO Plus ขัดข้อง : เนื่องจากมีผู้ใช้งานจำนวนมาก (High Load) เกินกว่าระบบจะรองรับได้ คาดว่าจะแก้ไขเบื้องต้นภายในวันที่ 30 มกราคม 2569
.
แผนสำรองที่สร้างข้อกังวล : หากภายใน 1 สัปดาห์ปัญหายังไม่คลี่คลาย สปส.เสนอ 2 แนวทางคือ (1) จัดซื้อ Oracle Database เพิ่มเติม หรือ (2) Rollback กลับไปใช้ระบบเดิม (SAPIENS) ซึ่งทั้งสองแนวทางสะท้อนถึงความล้มเหลวในการเปลี่ยนผ่านสู่ระบบใหม่ (850 ล้าน)
.
เหตุผลที่ฝั่งผู้ประกันตนไม่สนับสนุน 2 แผนสำรองข้างต้นเนื่องจากข้อสังเกตที่น่ากังวล : ย้อนดูบทเรียนในอดีตและสถานการณ์ปัจจุบัน กลับพบข้อสังเกตที่น่ากังวล :
.
2549 : โครงการเช่าคอมพิวเตอร์มูลค่า 2.8 พันล้านบาท จบลงด้วยปัญหาการต่อสัญญา การล็อกระบบ และคดีความที่ยาวนานกว่า 17 ปี จนถึงปัจจุบันเรายังคงต้องใช้งานระบบ SAPIENS เดิมอยู่
.
ดู post จากคนที่ทำระบบเมื่อปี 2549 ได้ที่ (คลิก เพื่ออ่านโพสต์จากเฟซบุ๊ก)
.
2565-ปัจจุบัน : โครงการปฏิรูปไอที (SSO Core) เพื่อเปลี่ยนเป็น Web App เริ่มต้นขึ้นพร้อมความคาดหวัง แต่กลับพบความล่าช้า และข้อสังเกตเรื่องค่าปรับที่ลดลงจากที่ควรจะเป็น (จากตัวเลขประมาณการณ์ 186-383 ล้านบาท เหลือเพียงประมาณ 78 ล้านบาท) ไม่รวมถึงค่าเสียโอกาสและค่าดูแลรักษาระบบเก่าที่สูงถึงปีละ 265 ล้านบาท
.
ปัจจุบัน
.
– ผู้ประกันตนได้สอบถามการดำเนินงานของโครงการนี้ตั้งแต่ปี 2567 ที่มีการประชุมอนุกรรมการ IT แต่ไม่เคยได้รับรายละเอียด มีแค่การบอกกว้างๆ ถึงระยะเวลาการตรวจรับเท่านั้น รวมกับการที่งบประมาณโครงการที่ประมูลได้ต่ำกว่างบประมาณที่ตั้งไว้เพียง 0.11% แถมคู่ประมูลยังประมูลด้วยงบประมาณที่ต่างกันเพียงหลักแสนบาท จากโครงการมูลค่า 850 ล้านบาท ทำให้ทางเราสงสัยว่าอาจจะมีการฮั้วประมูล
.
– ในการประชุมอนุกรรมการได้มีการประชุมพิจารณา MA ระบบ SAPIENS ถึง 6 ครั้ง ซึ่งมีมูลค่ารวม 265 ล้านบาท จากการที่อนุกรรมการฝั่ง ผปต.ไม่เห็นด้วย ในการประชุมครั้งที่ 5 ทางประกันสังคมได้พิจารณาปรับค่า MA เหลือ 50 ล้านบาท เหตุผลหลักในการขอ MA นั้น เนื่องจากทางสปสแจ้งความจำเป็นต้องทำ “Parallel Run” (เปิดระบบเดิมควบคู่ระบบใหม่) เพื่อแลกกับการบริหารความเสี่ยงเรื่องข้อมูล
.
ความเสี่ยงหลักที่ทาง สปส.แจ้งคือข้อมูลในระบบที่อาจจะมีโอกาส migrate ผิดพลาด และ roll back plan ซึ่งทางกรรมการไม่คิดว่าเหตุผลเพียงพอเมื่อเทียบกับงบประมาณ โดยสามารถนำงบประมาณปัจจุบัน ไปเน้นปรับปรุงระบบใหม่ นอกจากนั้น MA โครงการ mainframe ของประกันสังคมยังเป็นการจัดซื้อจัดจ้างแบบเฉพาะเจาะจง ทางเราจึงได้คัดค้าน MA โครงการ mainframe นี้
.
ทางคณะเรา จึงขอตั้งคำถามสำคัญไปยังผู้เกี่ยวข้อง :
.
ความพร้อมของระบบหลังการตรวจรับ : เหตุใดระบบที่ผ่านการตรวจรับงานแล้ว จึงไม่สามารถรองรับการใช้งานจริงได้ตั้งแต่วันแรกที่เปิดใช้งาน จนต้องพิจารณาจัดซื้ออุปกรณ์เพิ่มเติมหรือถอยกลับไปใช้ระบบเดิม?
.
ความคุ้มค่าและผู้รับผิดชอบ : หากระบบใหม่ “เสร็จสมบูรณ์” ตามสัญญา ค่าใช้จ่ายในการเพิ่ม Database หรือการบริหารความเสี่ยงควรเป็นความรับผิดชอบของคู่สัญญาหรือไม่ เหตุใดจึงต้องใช้เงินสมทบของผู้ประกันตนไปแก้ไขความผิดพลาดของระบบที่เพิ่งตรวจรับ?
.
พิรุธในการจัดซื้อจัดจ้าง : ราคาประมูลโครงการต่ำกว่าราคากลางเพียง 0.11% และคู่เทียบเสนอราคาห่างกันเพียงหลักแสนบาทในโครงการหลักร้อยล้าน เป็นความบังเอิญหรือมีพฤติการณ์ส่อไปในทางกีดกันการแข่งขัน (ฮั้วประมูล) หรือไม่?
.
การปิดกั้นการตรวจสอบ : เมื่อมีข้อเสนอให้ผู้เชี่ยวชาญอิสระจากภายนอกเข้าร่วมสังเกตการณ์ใน War Room เพื่อหาแนวทางแก้ไขอย่างโปร่งใส กลับมีการจำกัดขอบเขตการเข้าถึงข้อมูลอย่างมีนัยสำคัญ
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่