หนึ่งในของขวัญที่หลายคนอยากมอบให้ลูกคือ "เงินก้อน" ในวันที่เขาเรียนจบ หรือใช้เป็นทุนการศึกษา แต่พอไปดู "ประกันชีวิตแบบสะสมทรัพย์" ที่ตัวแทนเสนอมา หลายคนมักจะงงกับคำว่า เงินคืนรายปี, เงินก้อนเมื่อครบสัญญา หรือ ปันผลที่ไม่แน่นอน จนดูไม่ออกว่าจริงๆ แล้วเราได้ดอกเบี้ยเท่าไหร่กันแน่?
วันนี้ผมจะมาแชร์วิธีเลือกประกันออมทรัพย์ให้ลูกฉบับปี 2026 พร้อมวิธีคำนวณ IRR (ผลตอบแทนที่แท้จริง) เพื่อเปรียบเทียบกับดอกเบี้ยธนาคารให้เห็นภาพชัดๆ ครับ
1. เข้าใจก่อนว่า "ประกัน" ไม่ใช่ "เงินฝาก"
อย่ามองแค่ยอดเงินที่คุณจะได้รับคืนตอนจบโครงการครับ เพราะประกันมีค่าใช้จ่ายเรื่อง "ความคุ้มครองชีวิต" พ่วงมาด้วย ดังนั้นผลตอบแทนมักจะไม่สูงเท่าการลงทุนในหุ้นหรือกองทุน แต่ข้อดีคือ "ความแน่นอน" และ "สิทธิประโยชน์ทางภาษี" ของคุณพ่อคุณแม่ครับ
2. วิธีคำนวณ IRR (ความคุ้มค่าที่แท้จริง)
เวลาตัวแทนบอกว่า "ผลตอบแทนรวม 200% ของทุนประกัน" อย่าเพิ่งตกใจครับ ตัวเลขนั้นยังไม่ได้คิด "ค่าของเงินตามเวลา"
• IRR คืออะไร?: คืออัตราผลตอบแทนที่แท้จริงต่อปี (เหมือนดอกเบี้ยธนาคาร)
• ตัวอย่างการคิด: หากส่งเบี้ยปีละ 30,000 บาท เป็นเวลา 10 ปี แล้วรอรับเงินก้อนตอนปีที่ 20 โดยมีเงินคืนระหว่างทางปีละ 2,000 บาท
• ถ้าคำนวณแบบบวกเลขธรรมดา อาจดูเหมือนได้เยอะ
• แต่ถ้ากดผ่าน Excel (สูตร =IRR(...)) ประกันส่วนใหญ่มักจะอยู่ระหว่าง 1.2% - 2.0% ต่อปีครับ
3. Checklist เลือกประกันให้ลูกฉบับปี 2569
• ระยะเวลาที่ต้องการใช้เงิน: ถ้าลูกอายุ 1 ขวบ และต้องการเงินตอนเขาเข้ามหาวิทยาลัย (18 ปี) ควรเลือกแผน 10/20 (ส่ง 10 ปี คุ้มครอง 20 ปี) หรือแผนที่ครบกำหนดช่วงอายุนั้นพอดี
• ผู้ชำระเบี้ย (คุณพ่อคุณแม่) ต้องมีความคุ้มครอง: แนะนำให้เลือกแผนที่มีสัญญาเพิ่มเติม WOP (Waiver of Premium) คือหากผู้ชำระเบี้ยเสียชีวิตหรือทุพพลภาพ บริษัทประกันจะ "ผ่อนต่อให้ฟรี" จนจบสัญญา เพื่อเป็นหลักประกันว่าลูกจะมีเงินก้อนแน่นอน
• เปรียบเทียบกับ Thai ESG : หากเป้าหมายคือลดหย่อนภาษีด้วย ให้ดูว่าการซื้อกองทุนลดหย่อนภาษีเทียบกับประกันออมทรัพย์ อันไหนให้ผลตอบแทนรวมที่คุ้มกว่ากัน (โดยปกติประกันจะเสี่ยงต่ำกว่าแต่เงินจมรอนานกว่าครับ)
4. ประกันออมทรัพย์เจ้าเด่นในปี 2569
• เมืองไทยประกันชีวิต (MTL): มีแผนออมทรัพย์ระยะสั้น-กลางที่ซื้อง่ายผ่านแอปฯ
• เอไอเอ (AIA): เน้นแผนที่การันตีเงินคืนสูงและมีปันผลเพิ่มตามผลประกอบการ
• กรุงเทพประกันชีวิต (BLA): มักมีแผนที่ออกแบบมาเพื่อทุนการศึกษาโดยเฉพาะ
บทสรุป: คุ้มจริงไหม?
• คุ้ม: ถ้าคุณต้องการ "บังคับออม" และต้องการความแน่นอนว่าลูกจะมีเงินก้อนแน่ๆ แม้เกิดอะไรขึ้นกับคุณ (ผ่านสัญญา WOP) พร้อมได้ลดหย่อนภาษี 100,000 บาทแรก
• ไม่คุ้ม: ถ้าคุณคาดหวังผลตอบแทนชนะเงินเฟ้อ หรือต้องการสภาพคล่องที่ถอนออกมาใช้ได้ตลอดเวลา
"ประกันสะสมทรัพย์คือรากฐานความปลอดภัย ไม่ใช่เครื่องมือทำกำไรครับ"
คุณพ่อคุณแม่ท่านไหนกำลังดูแผนประกันตัวไหนอยู่บ้าง? หรือมีเจ้าไหนให้ IRR สูงกว่า 2% ในปีนี้ไหม? มาแชร์และปรึกษากันได้นะครับ เดี๋ยวผมช่วยกดสูตรคำนวณให้ดูเป็นรายเคสครับ!
เลือกประกันสะสมทรัพย์ให้ลูกปี 2569 สอนคำนวณ IRR เทียบดอกเบี้ยฝากประจำ คุ้มจริงหรือแค่ที่พักเงิน?
วันนี้ผมจะมาแชร์วิธีเลือกประกันออมทรัพย์ให้ลูกฉบับปี 2026 พร้อมวิธีคำนวณ IRR (ผลตอบแทนที่แท้จริง) เพื่อเปรียบเทียบกับดอกเบี้ยธนาคารให้เห็นภาพชัดๆ ครับ
1. เข้าใจก่อนว่า "ประกัน" ไม่ใช่ "เงินฝาก"
อย่ามองแค่ยอดเงินที่คุณจะได้รับคืนตอนจบโครงการครับ เพราะประกันมีค่าใช้จ่ายเรื่อง "ความคุ้มครองชีวิต" พ่วงมาด้วย ดังนั้นผลตอบแทนมักจะไม่สูงเท่าการลงทุนในหุ้นหรือกองทุน แต่ข้อดีคือ "ความแน่นอน" และ "สิทธิประโยชน์ทางภาษี" ของคุณพ่อคุณแม่ครับ
2. วิธีคำนวณ IRR (ความคุ้มค่าที่แท้จริง)
เวลาตัวแทนบอกว่า "ผลตอบแทนรวม 200% ของทุนประกัน" อย่าเพิ่งตกใจครับ ตัวเลขนั้นยังไม่ได้คิด "ค่าของเงินตามเวลา"
• IRR คืออะไร?: คืออัตราผลตอบแทนที่แท้จริงต่อปี (เหมือนดอกเบี้ยธนาคาร)
• ตัวอย่างการคิด: หากส่งเบี้ยปีละ 30,000 บาท เป็นเวลา 10 ปี แล้วรอรับเงินก้อนตอนปีที่ 20 โดยมีเงินคืนระหว่างทางปีละ 2,000 บาท
• ถ้าคำนวณแบบบวกเลขธรรมดา อาจดูเหมือนได้เยอะ
• แต่ถ้ากดผ่าน Excel (สูตร =IRR(...)) ประกันส่วนใหญ่มักจะอยู่ระหว่าง 1.2% - 2.0% ต่อปีครับ
3. Checklist เลือกประกันให้ลูกฉบับปี 2569
• ระยะเวลาที่ต้องการใช้เงิน: ถ้าลูกอายุ 1 ขวบ และต้องการเงินตอนเขาเข้ามหาวิทยาลัย (18 ปี) ควรเลือกแผน 10/20 (ส่ง 10 ปี คุ้มครอง 20 ปี) หรือแผนที่ครบกำหนดช่วงอายุนั้นพอดี
• ผู้ชำระเบี้ย (คุณพ่อคุณแม่) ต้องมีความคุ้มครอง: แนะนำให้เลือกแผนที่มีสัญญาเพิ่มเติม WOP (Waiver of Premium) คือหากผู้ชำระเบี้ยเสียชีวิตหรือทุพพลภาพ บริษัทประกันจะ "ผ่อนต่อให้ฟรี" จนจบสัญญา เพื่อเป็นหลักประกันว่าลูกจะมีเงินก้อนแน่นอน
• เปรียบเทียบกับ Thai ESG : หากเป้าหมายคือลดหย่อนภาษีด้วย ให้ดูว่าการซื้อกองทุนลดหย่อนภาษีเทียบกับประกันออมทรัพย์ อันไหนให้ผลตอบแทนรวมที่คุ้มกว่ากัน (โดยปกติประกันจะเสี่ยงต่ำกว่าแต่เงินจมรอนานกว่าครับ)
4. ประกันออมทรัพย์เจ้าเด่นในปี 2569
• เมืองไทยประกันชีวิต (MTL): มีแผนออมทรัพย์ระยะสั้น-กลางที่ซื้อง่ายผ่านแอปฯ
• เอไอเอ (AIA): เน้นแผนที่การันตีเงินคืนสูงและมีปันผลเพิ่มตามผลประกอบการ
• กรุงเทพประกันชีวิต (BLA): มักมีแผนที่ออกแบบมาเพื่อทุนการศึกษาโดยเฉพาะ
บทสรุป: คุ้มจริงไหม?
• คุ้ม: ถ้าคุณต้องการ "บังคับออม" และต้องการความแน่นอนว่าลูกจะมีเงินก้อนแน่ๆ แม้เกิดอะไรขึ้นกับคุณ (ผ่านสัญญา WOP) พร้อมได้ลดหย่อนภาษี 100,000 บาทแรก
• ไม่คุ้ม: ถ้าคุณคาดหวังผลตอบแทนชนะเงินเฟ้อ หรือต้องการสภาพคล่องที่ถอนออกมาใช้ได้ตลอดเวลา
"ประกันสะสมทรัพย์คือรากฐานความปลอดภัย ไม่ใช่เครื่องมือทำกำไรครับ"
คุณพ่อคุณแม่ท่านไหนกำลังดูแผนประกันตัวไหนอยู่บ้าง? หรือมีเจ้าไหนให้ IRR สูงกว่า 2% ในปีนี้ไหม? มาแชร์และปรึกษากันได้นะครับ เดี๋ยวผมช่วยกดสูตรคำนวณให้ดูเป็นรายเคสครับ!