ความรัก กับ สถานะผู้ป่วย HIV

ก่อนอื่นขอยกคำคมที่ว่า

"ที่ใดทีรัก... ที่นั่นมีทุกข์....
ที่ใดมีรุก... ที่นั่นมีรับ...."

เรื่องรักๆ ใคร่ๆ กับมนุษย์เป็นของคู่กัน มนุษย์เป็นสัตว์สังคม ยังไงก็หลีกหนีไม่พ้นครับ ต่อให้คนๆ นั้นจะอินโทรเวิร์ท อินดี้ หรืออินเดอะมูน ก็ตามที
เอาหล่ะถึงตอนนี้ เพลงบุเพสันนิวาสต้องมาแล้วนะ  ♫♪.... "ฟ้าดินแยกเราเท่าไรไม่ขาด ภพชาติพรากเราห่างกันไม่ได้ เมื่อบุพเพสันนิวาสมั่นหมายให้เจอ..."

หลังจากการก้าวผ่านพ้นช่วงพังทลายของการรับรู้ ว่าตนเองกลายเป็นเจ้าชายเลือดผสม ...ลอร์ดโวลเดอมอร์ (เลือดบวก สถานะผู้ป่วย HIV) แน่นอนว่าคุณจะกลับมาเป็นบุคคลผู้อินกับการรักษาสุขภาพ บำรุงร่างกาย ดูแลตนเอง หวงเนื้อหวงตัว ประดุจเป็นลูกพญานาหมื่น เป็นคุณชายคุณหญิงขึ้นมาในทันที และมีการเชคสุขภาพโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญประจำตัวอย่างสม่ำเสมอ... พออยู่กับตัวเองไปสักพัก หวงตัวไปสักระยะมันก็จะเริ่มแหล่ะ...

ภาวะหัวใจอ่อนแอ เกิดอยากจะมีคนมาเข้าใจขึ้นมาซะอย่างงั้นแหล่ะ... ก่อนหน้านี้ถือว่าเป็นช่วงปิดปรับปรุงไปซะอย่างงั้นแหล่ะ ในบางรายจะเริ่มจากเพื่อน (ตอบแบบดารา ตอนนี้ขอโฟกัสงานและเรื่องส่วนตัว ยังไม่พร้อมจะมีใคร เดี๋ยวมีแล้วจะบอกอีกที...ว่าไปนั้น) หรือบางคนจะมุ่งไปเลยที่การหาคนรัก มาถึงตรงนี้ จะมักจะเกิดคำถามกันว่า... แล้วคนป่วยอย่างเรา มีความรักได้หรอ? ... มีได้สิ คนนะไ...ม่ใช่หุ่นยนต์ ที่จะทนตากแดดทั้งวัน... โอเคกลับมาเข้าเรื่องกันก่อน ก็ต้องตอบว่ามีได้สิ ใครจะห้ามหล่ะ? (ถามว่าห้ามแล้วฟังไหมหล่ะ?... ความรักมันล้นออกตาขนาดนั้น)

ผู้ป่วย HIV เองก็มีความรักได้ครับ และแน่นอนว่าพอมีรักมันก็จะไปพัวพันข้องเกี่ยวกับคำว่า "เพศสัมพันธ์" แล้วก็จะมีคำถามต่อมาอีกว่า แล้วแบบนี้จะไม่เป็นการแพร่เชื้อหรือสร้างผู้ป่วยเพิ่มหรอ? ก่อนจะไปถึงขั้นนั้น เรามาทำความรู้จักสิ่งนี้เกี่ยวกับตัวผู้ป่วยกันก่อน

CD4 - เข้าใจง่ายๆ คือภูมิคุ้มกันที่คอยต่อสู่กับ HIV โดยคนปกติ ก็จะมีเจ้าภูมินี้อยู่ที่ 500-1,500 เซลล์/ลูกบาศก์มิลลิเมตร (เชื้อ HIV จะเข้าทำลายเซลล์ CD4 โดยตรง ทำให้ภูมิคุ้มกันอ่อนแอลง และหากค่า CD4 ต่ำกว่า 200 เซลล์/ลูกบาศก์มิลลิเมตร แสดงว่าระบบภูมิคุ้มกันบกพร่องรุนแรง (ระยะเอดส์) และเสี่ยงต่อการติดเชื้อฉวยโอกาสได้ง่ายนั่นเองครับกระผม) ....และเจ้า CD4 นี้มีขึ้นๆ ลงๆ ตามสภาวะเกี่ยวข้องและตัวแปลต่างๆ อาทิ สภาพอากาศ, การดูแลร่างกาย, อาหารการกิน, การพักผ่อน หรือแม้แต่ความเครียด เพราะงั้น ไม่ต้องตกใจ หากมีบางช่วงที่อาจจะลดลงไปบ้าง (แต่ถ้าลดลงผิดปกติอันนี้ก็ไม่ได้นะ ต้องปรึกษาแพทย์ด่วน)

เปอร์เซ็นต์ CD4 (CD4%) - คือ ตัวบ่งชี้ความแข็งแกร่งของภูมิคุ้มกันที่เสถียรกว่าจำนวน CD4 แบบสัมบูรณ์ (Absolute Count) โดยคนปกติมีค่าประมาณ 30-60% สำหรับผู้ติดเชื้อ HIV ค่านี้ช่วยประเมินความเสียหายของระบบภูมิคุ้มกันและเสี่ยงติดเชื้อฉวยโอกาส

และตัวคำคัญอีกตัวคือ
ไวรัสโหลด (Viral Load หรือ VL วีแอล) - คือตัววัดว่าไวรัสมีการแบ่งตัวเพิ่มจำนวนมากน้อยแค่ไหน (ปกติคือ <20 - 50 copies/mL) ซึ่งถือว่าดีมากเรียกว่าเป็น Undetectable หรือ ไวรัสโหลดมีค่า ต่ำ/ตรวจไม่พบ แสดงถึงว่ายาต้านไวรัสทำงานได้ผลนั่นเอง ....แต่ในหัวคนป่วยนั้นมักเข้าใจว่า Undetectable แปลว่ามีเพศสัมพันธ์ได้ไม่แพร่เชื้อ หรือเข้าข่าย U=U (Undetectable = Untransmittable): หากตรวจไม่พบเชื้อในเลือดติดต่อกันเป็นเวลานานตามแพทย์สั่ง จะลดความเสี่ยงในการแพร่เชื้อทางเพศสัมพันธ์เหลือศูนย์ ....ก็อิงตามข้อมูลแพทย์ก็คงประมาณนั้น แต่จริงๆ นอกจาก HIV แล้วต้องไม่ลืมว่ายังมีโรคจากเพศสัมพันธ์อื่นๆ อีกเด้อออออ.....  

เอาจริงๆ ไม่ว่าจะมีน้อย <20 หรือสถานะ undetectable แล้วก็ตามที

หากจะมีอะไรกับ คนแปลกหน้า
     ในฐานะคนป่วยติดเชื้อ ควรมีความรับผิดชอบในการกระทำต่างๆ ต่อผู้อื่น รวมไปถึงเตรียมรับผลที่ตามมาด้วยความรับผิดชอบด้วย ในกรณีเกิดความผิดพลาดหรือปัญหาต่างๆ เบื้องต้นเลย ต่อตนเองคือก็ไม่ควรสร้างสภาวะเสี่ยงรับเชื้อเพิ่ม... โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ไม่ได้มีแค่ HIV การป้องกันช่วยลดผลที่จะเกิดกับตนเอง และการรับผิดชอบต่อผู้อื่นก็คือการป้องกันช่วยลดความเสี่ยงและความปลอดภัยแก่เขามากขึ้น (แต่เอาจริงๆ ผู้ป่วยติดเชื้อควรมีสติ การยับยั้งชั่งใจ ...เข้าใจได้ว่าโรคนี้เป็นโรคส่วนบุคคล เป็นเรื่องส่วนตัว ไม่จำเป็นต้องเปิดเผยกับใครก็จริง แต่หากเกิดปัญหา หรือคู่ขามารับรู้ทีหลัง น้ำหนักมันค่อนข้างไปทางด้านลบมากกว่า และหากไม่ได้มีความรักมาเกี่ยว เป็นแค่ความอยากใส่เดี่ยวกันเฉยๆ ด้วยแล้ว เชื่อเถอะว่า... กลิ่นแห่งหายนะ ลอยมาเนืองๆ ไม่ว่าเขาจะติดหรือยังไม่ติดเชื้อจากเราก็ตามที (หรือไม่งั้นลองบอกก่อนสิ ให้คู่ขารับรู้ไปดูไหมว่าจะมาเยเย้กัน ฉัน have hiv นะ เธอโอเคใช่ไหม ถ้าเซย์เยส น้อมรับความเสี่ยงกันแล้วก็จะจัดกันก็ตามสบายเลยจ้า)

หากมีอะไรกับคนรัก คู่ครอง
     ในฐานะผู้ป่วยติดเชื้อ ก็ต้องมีความรับผิดชอบไม่ต่างกับคนแปลกหน้า ยิ่งเป็นคนรัก คู่ครองด้วยแล้ว ยิ่งต้องทั้งรับผิดชอบต่อคนเอง และต่อคนที่เขาจะเข้ามาเป็นคนรัก คู่ครอง ควรบอกกล่าวให้เขารับรู้ก่อนตกลงเป็นคนรัก คู่ครองกัน (ดีกว่าให้เขามารู้ทีหลัง หรือรู้เอง) และยิ่งหากเป็น ชาย-หญิง มันไม่ใช่แค่เรื่องความรักเท่านั้น ในอนาคตยังมีเรื่องการตั้งครรภ์มีบุตรในอนาคตอีกด้วย ส่วนทางด้านเคสรักร่วมเพศ LGBTQ+ นั้นแม้จะไม่มีเรื่องการตั้งครรภ์ก็ตามที แต่เมื่อจะเข้ามาเป็นคู่ชีวิตกันแล้ว ก็ไม่ควรละเลยที่จะบอกกล่าวสิ่งสำคัญนี้กับเขาเช่นกัน (พวกเขามีสิทธิ์ที่จะรับรู้ ก่อนใช้ชีวิตร่วมกัน) ...เคสคู่รักต่างสายเลือด (เลือดบวก-ลบ) จริงๆ มันมีความละเอียดอ่อนอีกเยอะมาก เพราะงั้นคุยกันให้เข้าใจ หากน้อมรับเข้าใจกันแล้ว ทั้งคู่ก็ต้องพร้อมรับมือกับคนที่เกี่ยวข้องด้วย ความรักอาจเป็นเรื่องของคน 2 คนก็จริง แต่ท้ายที่สุดเวลาเกิดเจ็บป่วยต่างๆ นานา พ่อแม่ญาติพี่น้องเขาจะปรากฎ เมื่อเลือกกันแล้วก็จูงมือกันเดินไปให้ดีๆ ดูแลกันและกัน เป็นเพื่อร่วมชีวิตกันไปจวบจนวาระดิถีขึ้นปีใหม่... ไม่ช่ายยยย จวบจนวาระสุดท้ายของกันและกัน

"อย่าไปอ้างว่า...รัก แล้วสร้างคนป่วยเพิ่ม"
"อย่าแค่เพราะมีอารมณ์... แล้วทำอะไรโดยไม่มีสติ ขาดความรับผิดชอบ"
ความรัก มีได้ และมันคงห้ามกันไม่ได้ แต่เหนือความรัก คือความรู้ผิดชอบ
รู้จัก รัก ตนเองให้เป็น.... รู้จัก รัก คนอื่นเขาด้วย ไม่ใช่รักแค่ตน เอาแค่ตน ทำอะไรไป ย้อมมีผลของการกระทำนั้นๆ เสมอ....

ความรักอาจเป็นสิ่งสวยงาม แต่บนโลกใบนี้ ...ไม่มีสิ่งใด สวยงามคงทนตลอดไป ดอกไม้ที่สวย วันหนึ่งก็เหี่ยวเฉาล่วงโรย

- คนปกติ จะรักคนป่วย ก่อนจะเอาใจให้เขาไปแบบไม่ลืมรู้ลืมตา คิดกับตัวเองให้ขาด ว่าถ้าวันหนึ่งความรักนี้เกิดล่วงโรย ตนเองจะไปยังไงต่อ การไม่ได้เป็นคนป่วย ไม่มีทางรู้ได้เลยว่ามันมีความลำบากอะไรในชีวิต ในความคิดอยู่บ้าง หากความรักล่วงโรยแล้วยังอยู่สถานะปกติก็ถือว่าโชคดีไป แต่ถ้าไม่ใช่หล่ะ... จะยังไงต่อ

- คนป่วย จะรักคนปกติ ก็เตรียมหัวใจ และเตรียมการรับแรงกดดันในอนาคตไว้ด้วย หากจะรักกัน คนเราภูมิร่างกายมีขึ้นมีลง ไวรัสโหลดก็ต้องรักษาไว้ให้มั่น หากผิดพลาดมา แล้วเขาต้องเจ็บป่วยเพราะตัวเรา วันนั้นคือวันโลกพังทลายครั้งที่ 2 (คุณเคยพังทลายและข้ามผ่านมันมาแล้วในวันที่คุณรู้ผลของคนเอง) แต่ครั้งที่ 2 นี้คือ...คนที่คุณรัก แล้วถ้าเรื่องไปถึงพ่อแม่ญาติพี่น้องเพื่อนเขา คุณก็ต้องเตรียมรับผลที่ตามมา

- คนป่วยด้วยกันจะรักกันหล่ะ คุณจะเป็นแค่คนที่เข้าใจภาพรวมของกันและกัน... แต่ก็ไม่ได้การันตรีนะว่า "ความรัก" นั้น...จะคงอยู่สวยงามเสมอไป แม้จะคนป่วยเหมือนกัน... แต่ถ้าไปกันไม่ได้ สุดท้ายยังไงก็ต้องเลิกครับ

ใดๆ คือจะบอกว่า "ความรัก" หากมันมาหา ในเวลาที่คุณต้องการจะเก็บเกี่ยวความสุขจากมัน ก็คงไม่มีใครว่า หรือไปก้าวก่ายชีวิตใครหรอก คนมองก็มองด้วยความยินดีที่มันเกิดขึ้น เพียงแต่ก็อยากให้เข้าใจธรรมชาติของความรักด้วยว่า มีรัก... ก็มีหมดรัก ด้วยเช่นกัน จำไว้ว่าทุกครั้งที่รักเกิด มันก็ต้องมีวันที่รักจะต้องดับ ไม่มีอะไรอยู่ค้ำฟ้าได้ วันที่เริ่มรัก ก็เตรียมใจไว้เลยว่า มันต้องมีวันไม่รักด้วยเท่านั้นเอง

แล้วคุณๆ หล่ะ คิดเห็นยังไงกับเรื่องนี้ มาแชร์ความคิดกันได้ครับ

สุดท้ายนี้... ไม่ขอให้เจอรักแท้หรอกนะ แต่ขอให้พบรักที่ดีกันนะครับ ชาวเลือดผสม
สาวๆ หากจะจีบ รบกวนเลยป้ายนี้ไปได้เลย พอดีผมเป็น ลอร์ดโวลเดอมอร์ LGBTQ+ ...อ่ะแต่ถ้าจะเป็นเพื่อน พี่น้อง ทางนี้ก็ยืนดีเสมอ
รักษาสุขภาพกาย สุขภาพใจ ให้มีความสุข ทานยาตรงเวลา และพบแพทย์ตามนัด ด้วยคร๊าบ
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่