🚄 ‘มนุษย์รถไฟความเร็วสูง’ ชายจีนยอมนั่งไป-กลับวันละ 6 ชั่วโมง ค่ารถเดือนละเกือบสองหมื่น

‘มนุษย์รถไฟความเร็วสูง’ ชายจีนยอมนั่งไป-กลับวันละ 6 ชั่วโมง ค่ารถเดือนละเกือบสองหมื่น
.
สำหรับวัยทำงาน เช้าในวันทำงานก็ทรมานพออยู่แล้ว แต่สำหรับหลี่เฉิงจื่อ ที่อาศัยอยู่เมืองจางเจียโข่ว มณฑลเหอเป่ย และทำงานในปักกิ่ง ช่วงเช้าตรู่คือช่วงที่ทรหดที่สุดของวัน
.
เขาตื่นตั้งแต่ตีห้า ตอนหกโมงกว่าต้องฝ่าลมหนาวจัดเบียดขึ้นชานชาลา จนได้นั่งในตู้โดยสารรถไฟ D6722 ออกตรงเวลาตอน 6.52 น. มุ่งหน้าสู่ปักกิ่งที่ห่างออกไปราว 180 กิโลเมตร ตู้โดยสารแน่นไปด้วย “มนุษย์รถไฟความเร็วสูง” ที่ไปทำงานทุกวัน รถออกตอนฟ้ายังมืดและไปถึงสถานีปักกิ่งเหนือตอนเริ่มสว่าง โชคดีที่ออฟฟิศอยู่ใกล้ เขาจึงตอกบัตรทันราว 08.30 น.
.
คนจีนจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ ใช้รถไฟความเร็วสูงเป็นเครื่องมือเดินทางไปทำงาน สถิติของระบุว่า ณ ปี 2025 รถไฟชานเมืองรอบปักกิ่งเปิดแล้ว 265.5 คู่ขบวน ครอบคลุม 10 สาย และมีผู้โดยสารเข้า-ออกปักกิ่งด้วยรถไฟกลุ่มนี้มากกว่า 2.2 แสนคนต่อวัน ทำให้ปักกิ่ง-เทียนจิน-เหอเป่ยกลายเป็น “วงแหวนการเดินทางครึ่งชั่วโมง”
.
ขณะที่หลายเมืองใหญ่ทั่วประเทศก็เข้าสู่ยุคนี้เช่นกัน เพราะขับรถเหนื่อย รถไฟใต้ดินแน่น แต่รถไฟความเร็วสูงตรงเวลา กว้าง และนิ่งกว่า จนตู้โดยสารกลายเป็น “โรงแรมแคปซูลเคลื่อนที่” ที่คนใช้ทั้งงีบ ปั่นงาน และกินมื้อเช้า หลี่เฉิงจื่อเป็นเพียงหนึ่งในนั้น
.
■ เส้นทางที่ยาวนาน
.
หลี่เฉิงจื่อนั่งเส้นทางนี้มาเกือบ 3 ปี จนมองแว่บเดียวก็เดาได้ว่าแต่ละคนกำลังจะไปไหน เช่น ลุงป้าถือไข่กับผลไม้ส่วนใหญ่ไปเที่ยวปักกิ่ง คนถือถุงแบนใหญ่ใส่ฟิล์ม CT มักไปหาหมอ ส่วนคนใส่สูทหน้าตาสบายๆ มักเป็นเจ้าหน้าที่รถไฟ
.
แต่กลุ่มใหญ่ไม่แพ้กันคือ “มนุษย์ข้ามเมืองไปทำงาน” แบบเขา ใต้ตาคล้ำ หน้าดูเหนื่อยล้า พอขึ้นรถก็หลับทันที หลี่เฉิงจื่อแชร์วิถีการเดินทางเแบบนี้ในโซเชียล และสิ่งที่คนถามเข้ามามากที่สุดคือเรื่องเวลาและค่าใช้จ่าย
.
เขานั่งรอบ 06.55 น. และกลับถึงบ้านราว 2 ทุ่มครึ่ง เพื่อประหยัดจึงซื้อตั๋วแบบเหมาจำนวนเที่ยว 30 วัน 45 เที่ยว ราคาเกือบ 3,000 หยวน (ราว 13,500 บาท)
.
ตั๋วแบบนี้เริ่มใช้ปลายปี 2020 แม้ถูกกว่าแต่ต้องจองล่วงหน้าค่าเดินทางรวมค่าน้ำมัน-ค่าจอดรถ เดือนหนึ่งราว 4,000 หยวน (ราว 18,000 บาท) พอๆ กับการเช่าบ้านอยู่ปักกิ่ง แต่เขายังเลือกเดินทางเช้า-เย็นรอบละเกือบ 3 ชั่วโมง เพราะอยากเจอครอบครัวทุกวัน โดยเฉพาะไม่อยากพลาดการเติบโตของลูก
.
นับตั้งแต่ปี 2008 จีนผลักดันแนวคิด “รถไฟความเร็วสูงแบบรถเมล์” คือออกถี่ ตรงเวลา และซื้อตั๋วได้ยืดหยุ่น จนหลายเมืองใหญ่เข้าสู่ระบบนี้
.
■ รถไฟที่วิ่งเหมือนรถเมล์
.
ชายจีนแซ่เหมยเป็นอีกคนที่ใช้ชีวิตแบบนี้ รถไฟสายปักกิ่ง-เทียนจินคือ “รถเมล์ประจำวัน” ของเขา กว่าสิบปีก่อนเขาเรียนจบแล้วทำงานต่อที่ปักกิ่ง แต่งงานมีลูกสองคน ชีวิตที่ต้องเช่าบ้านทำให้รู้สึกไม่มั่นคง พอลูกคนโตใกล้เข้า ป.1 และไม่มีทะเบียนบ้านปักกิ่ง ครอบครัวจึงย้ายไปเมืองเทียนจินที่ราคาบ้านถูกกว่า การศึกษาดีกว่า
.
ภรรยาเลี้ยงลูกเต็มเวลา ส่วนเขายังทำงานที่ปักกิ่งต่อ เพราะเงินเดือนเทียนจินต่ำกว่า หลายคนกลับแค่เสาร์-อาทิตย์ แต่เขาต้องไป-กลับทุกวันเพื่อช่วยดูแลลูก
.
เขาตื่น 6.30 น. ทำงานบ้าน ทำอาหาร ส่งลูกสาวไปโรงเรียน แล้วขี่มอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าไปสถานีเทียนจิน ขึ้นรถไฟรอบ 08.30 น. ถึงสถานีปักกิ่งใต้ในครึ่งชั่วโมง ต่อรถไฟใต้ดินไปซีเอ้อร์ฉี ถึงออฟฟิศราว 09.50 น. เลิกงานเขามักออก 20.40 น. ถ้าโชคดีจะถึงบ้านประมาณ 22.40 น.
.
เขาบอกว่าเหนื่อยที่สุดไม่ใช่รถไฟความเร็วสูง แต่คือการเบียดรถไฟใต้ดินช่วงพีก แค่ยืนก็แทบหมดแรง แต่มีลูกเมียอยู่ใกล้ๆ ก็ยัง “ดีกว่าอยู่คนเดียวในปักกิ่ง”
.
ส่วนหลี่เฉิงจื่อเองก็มีปัญหาอีกแบบ เพราะรถไฟปักกิ่ง-จางเจียโข่วมีน้อย เช้า-เย็นมีขบวนที่ลงตัวแค่เที่ยวเดียว ช่วงเทศกาลยิ่งกดตั๋วยาก เขาต้องตั้งเตือนไว้เพื่อกดจองล่วงหน้า 15 วัน ถ้าพลาดก็อาจต้องนอนโรงแรมราคาประหยัดในปักกิ่งราว 200 หยวน (ราว 900 บาท)
.
ถึงอย่างนั้นรถไฟก็ยังดีที่สุด เพราะขับรถเหนื่อย แถมเวลาไม่แน่นอน ระยะ 200 กิโลเมตรอย่างน้อยต้องมี 2 ชั่วโมงครึ่ง และรถติดที่คาดเดายาก ตลอดเกือบ 3 ปี เขาพลาดรถเพราะลืมคอมพิวเตอร์แค่ครั้งเดียว ทำให้ต้องลางาน
.
■ กลับบ้านทุกวันเพื่อ “ทวงคืนชีวิต”
.
มีคนมักจะคอยบอกหลี่เฉิงจื่อว่าเหนื่อยขนาดนี้ ไปเช่าห้องอยู่ปักกิ่งไม่ดีกว่าเหรอ ค่าเช่ากับค่ารถพอๆ กันอยู่แล้ว กลับบ้านแค่วันหยุดก็พอ
.
ช่วงลูกชายเพิ่งเข้าอนุบาล เขาเคยลองเช่าห้องราว 60 ตร.ม. อยู่คนเดียว ทุกคืนกลับถึงห้องมีแต่ความเงียบ เขาไม่อยากทำกับข้าว สั่งเดลิเวอรีกินแล้วนอนเล่นมือถือ จนชีวิตเหมือน “หนุ่มโสดหมดไฟ” ที่ทรมานที่สุดคือการพลาดช่วงเวลาเติบโตของลูก
.
วันแรกที่ลูกไปอนุบาล เขาลางานไปส่ง เห็นลูกร้องไห้เกาะรั้ว ต่อมาวิดีโอคอลถามว่า “วันนี้ร้องไหม” ภรรยาตอบเรียบๆ ว่า “เขาไม่ร้องแล้ว” ตอนนั้นเขารู้ทันทีว่าตัวเองกำลังหายไปจากบทบาทพ่อที่สำคัญที่สุด
.
สามปีก่อนเขาจึงลองนั่งรถไฟไปทำงานทุกวัน และพบว่า “ทำได้จริง” เขาจึงรีบยกเลิกห้องเช่าในปักกิ่งทันที หลังจากนั้น ทุกเย็นเขาจะได้เจอครอบครัวรอพร้อมหน้าที่โต๊ะอาหาร ลูกชายเล่าเรื่องในโรงเรียนให้ฟัง เขาไม่มีความรู้สึกว่าตัวเองพลาดอะไรไป รวมถึงความรู้สึกว่าชีวิต “ถูกเมืองลากไป”
.
(อ่านต่อในคอมเมนต์)
.
.
📧 ติดต่อเรา Email: info@jeenthainews.com
.
#ชีวิตคนทำงาน #มนุษย์ออฟฟิศ #รถไฟความเร็วสูง
https://www.facebook.com/share/p/1GEVYsFuM8/
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่