30 ปีที่หายไป: บทเรียนจากเสือตัวที่ 5 สู่การเป็นรถเก่าเร่งไม่ขึ้น

กระทู้สนทนา


หน้าประวัติศาสตร์เศรษฐกิจไทยเคยบันทึกช่วงเวลาแห่งความรุ่งโรจน์จนเราเกือบแตะเส้นชัยของการเป็นเสือเศรษฐกิจตัวที่5 ก่อนความผิดพลาดจะเปลี่ยนความฝันให้กลายเป็นฝันร้ายในปี 40 วิกฤตครั้งนั้นไม่ใช่แค่ความล้มเหลว แต่มันคือการ 'ตายแล้วฟื้น' ที่บังคับให้เราต้องรื้อสร้างตัวเองใหม่ เป็นบทพิสูจน์ความทรหดของโครงสร้างสังคมไทยที่ผ่านจุดต่ำสุดมาแล้ว  แต่เรากลับทำสิ่งที่น่าเสียดายที่สุดคือการซ่อมแค่รอยรั่วแต่ไม่ยอมอัปเกรดเครื่องยนต์ แม้หลังปี 40 รัฐบาลไทยจะมีการปฏิรูประบบธนาคารจากการได้รับบทเรียนจากวิกฤตเศรษฐกิจจนแกร่ง และเริ่มมีนโยบายประชานิยมส่วนทีดีคือการกระจายรายได้หรือกระตุ้นการบริโภค แต่ในมิติทางเศรษฐศาสตร์เรากลับละเลยเรื่องสำคัญไปอย่างน่าใจหาย โดยเฉพาะการที่เราไม่ได้ตระหนักถึงบทเรียนที่ได้รับเพื่อปรับโครงสร้างเศรษฐกิจขึ้นมาใหม่ เรายังคงดีใจกับการเป็นแค่ฐานการผลิตให้คนอื่น พอใจที่มีโรงงานญี่ปุ่นมาตั้งหรือฝรั่งมาจ้างผลิตชิ้นส่วนไปวันๆ จนลืมลงทุนในงานวิจัยและพัฒนาอย่างจริงจัง  พอเวลาผ่านไปค่าแรงเราแพงขึ้น ทุนต่างชาติก็แค่ย้ายหนีไปเวียดนามหรืออินโดนีเซีย ซึ่งนี่คือกับดักที่เจ็บปวดที่สุด ขณะเดียวกันการปฏิรูปการศึกษาของเราก็ไม่เดินหน้า ใช้งบมากแต่ไม่ตรงเป้าหมาย ผลิตคนที่ไม่ค่อยตรงกับความต้องการของตลาดแรงงาน ซึ่งหนักไปทางสังคมศาสตร์เป็นส่วนใหญ่

แต่โลกหลังปี 40 มันเปลี่ยนไปสู่ยุคดิจิทัลแล้ว ทว่าระบบการศึกษาไทยยังคงผลิตคนแบบเดิมที่เก่งในการทำตามคำสั่งแต่ไม่เก่งในการสร้างสรรค์ ทำให้วันนี้เราขาดแคลนหัวกะทิที่จะมาขับเคลื่อนนวัตกรรมระดับสูงอย่างหนัก เราแทบไม่มีโครงการโครงสร้างพื้นฐานระดับที่เป็นตัวเปลี่ยนเกมได้จริงเท่าในอดีต ปล่อยให้เครื่องยนต์เศรษฐกิจไทยทำงานเหลือแค่สูบเดียวมาตลอดหลายสิบปี มัวแต่ยุ่งอยู่กับการเยียวยาแผลเป็นและเล่นเกมการเมืองจนลืมไปว่าโลกข้างนอกเขาเลิกใช้เครื่องจักรไอน้ำแล้วเขาไปใช้เอไอกันหมดแล้ว เราสูญเสียสปิริตแบบยุคป๋าเปรมและคุณเสนาะ อูนากูล ที่กล้าคิดใหญ่และวางแผนระยะยาวล่วงหน้ายาวนา วันนี้เศรษฐกิจไทยเลยเหมือนรถเก่าที่สีข้างยังดูสวยเพราะขัดเงาจากบุญเก่าไว้ดี แต่เครื่องยนต์ข้างในเริ่มหลวมและเร่งไม่ขึ้น เพราะเราไม่ได้วางเครื่องใหม่มาเกือบ 30 ปีแล้วนั่นเอง

เครื่องยนต์ใหม่ของไทย ในวันที่เงินประเทศไม่เหลือให้ลองผิดลองถูกมากนัก

คำถามเรื่อง “เครื่องยนต์ใหม่ของไทย” เป็นคำถามที่ประเทศนี้พยายามเลี่ยงมาตลอดเกือบ 30 ปี และยิ่งวันนี้ คำถามนี้ยิ่งหนีไม่ได้อีกต่อไป เพราะเราไม่ได้อยู่ในจุดที่มีเงินเหลือพอจะทดลองไปเรื่อย ๆ แบบในอดีต ฐานะการเงินการคลังของประเทศตึงตัว หนี้สาธารณะสูง พื้นที่นโยบายแคบ และความผิดพลาดแต่ละครั้งมีต้นทุนสูงกว่าที่เคยเป็น

ถ้าจะตอบคำถามนี้กันแบบเปิดอก ไม่โลกสวย ไม่เอาใจใคร และไม่ขายฝัน เราจำเป็นต้องเริ่มจากการพูดความจริงแรง ๆ ก่อน

ความจริงข้อแรกคือ ไทยไม่มีทางแข่งเป็น “ประเทศนวัตกรรมแนวหน้า” แบบสหรัฐ เกาหลีใต้ หรือญี่ปุ่น เพราะคนไทยมีโครงสร้างพื้นฐานของเรายังไม่พร้อมจริง ๆ ทั้งฐานการศึกษาที่ยังไม่แข็ง ทุนที่จำกัด ระบบราชการที่อืด และวัฒนธรรมที่ไม่เอื้อต่อการยอมรับความเสี่ยง ยิ่งในสภาพการคลังปัจจุบัน ความฝันแบบ “ลัดขั้น” ไปเป็นซิลิคอนแวลลีย์เวอร์ชันเขตร้อน ไม่ใช่แค่เพ้อฝัน แต่เป็นความเสี่ยงต่อเสถียรภาพประเทศโดยตรง

ดังนั้น เครื่องยนต์ใหม่ของไทยต้องไม่ใช่ของที่ดูดีในพรีเซนต์หรือเวทีนานาชาติ แต่ต้องเป็นของที่ ไปถึงได้จริง ภายใต้งบประมาณที่มีจำกัด และต้องไปได้ทั้งประเทศ ไม่ใช่กระจุกอยู่กับคนกลุ่มเล็ก ๆ ในเมืองใหญ่

หัวใจสำคัญคือ ไทยต้องเลิกคิดว่าจะเก่งทุกอย่างพร้อมกัน เพราะประเทศที่ฐานะการคลังตึง ไม่สามารถกระจายทรัพยากรแบบหว่านแหได้อีกต่อไป ทางเลือกเดียวคือการ “เลือก” อย่างมีวินัย เลือกไม่เกิน 3–4 อุตสาหกรรมที่ทำจริง ทำลึก และทำยาว พร้อมยอมตัดสิ่งที่ไม่ใช่ออกไป ไม่ใช่วันนี้ประกาศ Bio พรุ่งนี้ EV มะรืน Metaverse แบบเปลี่ยนนโยบายตามกระแส แต่ต้องเลือกแล้วทุ่มอย่างมีเป้าหมาย ใช้เงินรัฐให้น้อยแต่แม่น

ถ้ามองอย่างเป็นธรรม เครื่องยนต์ที่เหมาะกับไทยและใช้งบคุ้มค่าที่สุด คือ อุตสาหกรรมอาหารและเกษตรขั้นสูง เพราะนี่คือภาคเศรษฐกิจที่ไทยมีฐานอยู่แล้ว การลงทุนต่อยอดจึงให้ผลตอบแทนสูงกว่าเริ่มจากศูนย์ ไทยมีเกษตรกร มีภูมิอากาศ และมีความหลากหลายชีวภาพ แต่เราติดกับดักการขายวัตถุดิบมานาน การขยับเครื่องยนต์นี้ไม่จำเป็นต้องใช้งบมหาศาลแบบอุตสาหกรรมล้ำยุค แต่ต้องเน้นการลงทุนในเมล็ดพันธุ์ เทคโนโลยีแปรรูป ระบบมาตรฐาน และ Functional food ซึ่งเป็นการเพิ่มมูลค่าต่อหน่วย มากกว่าการขยายปริมาณ

เครื่องยนต์ที่สองคือ สุขภาพและการแพทย์เชิงอุตสาหกรรม ซึ่งเป็นภาคที่ไทยได้เปรียบเชิงต้นทุนอยู่แล้ว เรามีบุคลากรแพทย์ที่แข็งแรงและโครงสร้างบริการที่ใช้งานได้จริง สิ่งที่ควรทำในบริบทการคลังจำกัด ไม่ใช่การทุ่มงบสร้างนวัตกรรมล้ำโลก แต่เป็นการพัฒนาเครื่องมือแพทย์ระดับกลาง เวชภัณฑ์ ระบบดูแลผู้สูงอายุ และการจัดการข้อมูลสุขภาพ สิ่งเหล่านี้ตอบโจทย์สังคมสูงวัย และลดภาระงบประมาณรัฐในระยะยาวได้พร้อมกัน

เครื่องยนต์ที่สามคือ อุตสาหกรรมบริการ ซึ่งใช้เงินลงทุนน้อยกว่าอุตสาหกรรมหนัก แต่ให้ผลตอบแทนต่อหัวสูงกว่า ไทยมีจุดแข็งด้านการบริการและการสื่อสารอยู่แล้ว สิ่งที่ต้องทำคือยกระดับจากบริการราคาถูกไปสู่บริการพรีเมียม เช่น Wellness การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ การศึกษาเฉพาะทาง และ Creative economy ที่ขายตลาดต่างประเทศได้จริง หัวใจคือเลิกขายแรง แล้วหันมาขาย “ประสบการณ์ + ระบบ” ซึ่งใช้งบรัฐเป็นตัวตั้งต้น แต่ให้เอกชนเป็นตัวขับเคลื่อน

เครื่องยนต์ที่สี่คือ การยกระดับอุตสาหกรรมเดิม เพราะประเทศที่เงินจำกัดไม่ควรทิ้งฐานการผลิตที่มีอยู่ การเปลี่ยนจากประกอบไปสู่ออกแบบ จาก OEM ไปสู่ ODM และการถือ IP บางส่วน  เริ่มจากยานยนต์ อิเล็กทรอนิกส์ และ Automation ระดับกลาง ไม่ต้องล้ำโลก แต่ต้องหนีจากกับดักค่าแรงให้ได้ เรื่องพวกนี้ต้องอาศัยการถ่ายทอดเทคโนโลยี  รวมทั้งการส่งเสริมแรงงานทักษะสูงจากต่างชาติ ที่จริงก็เริ่มจากไอเดียยุครัฐบาลเผ็ดกลางลุงตู่อยู่ก่อนแล้ว

ในบริบทนี้ AI และเศรษฐกิจดิจิทัล ต้องถูกวางตำแหน่งใหม่อย่างระมัดระวัง ไทยไม่ควรใช้งบรัฐไปแข่งสร้างแพลตฟอร์มระดับโลก เพราะความเสี่ยงสูงและโอกาสสำเร็จต่ำ เศรษฐกิจดิจิทัลของไทยควรเป็น “โครงสร้างพื้นฐานเสริม” มากกว่าอุตสาหกรรมลอย ๆ หน้าที่ของมันคือเพิ่มประสิทธิภาพ ลดต้นทุน และเชื่อมทุกเครื่องยนต์เข้าด้วยกัน ตั้งแต่เกษตร การแพทย์ การผลิต ไปจนถึงบริการ

สิ่งที่ประเทศต้องการคือ data platform กลาง ระบบโลจิสติกส์อัจฉริยะ และ AI เชิงประยุกต์ที่ SME และภาคการผลิตเข้าถึงได้จริง ไม่ใช่แค่บนเวทีสัมมนา

ทั้งหมดนี้จะไม่เกิดขึ้น หากไม่เปลี่ยนเงื่อนไขเชิงโครงสร้างสามข้อ หนึ่งคือเลิกคิดแบบรัฐบาลสี่ปี และมีแผนระยะยาวที่ผูกพันงบประมาณอย่างจริงจัง คือมีแผนยุทธศาสตร์ชาตินั่นแหละเพียงแต่ปรับปรุงไปตามความเหมาะสม สองคือยอมรับว่าการลงทุนบางส่วนต้องล้มเหลวได้ แต่ต้องล้มเหลวแบบควบคุมความเสี่ยง ไม่ใช่ล้มเหลวเพราะการเมือง และสามคือการศึกษาต้องเลิกผลิตแรงงานเชื่อฟัง แต่ผลิตคนที่คิด วิเคราะห์ และปรับตัวได้ เพราะในประเทศที่เงินจำกัด “คุณภาพคน” คือสินทรัพย์ที่คุ้มค่าที่สุด

เครื่องยนต์ใหม่ของไทยในวันที่การคลังตึงมือ ไม่ควรเป็นเครื่องเจ็ทที่แรงแต่เปราะ แต่ต้องเป็นเครื่องไฮบริดที่อึด อดทน ใช้ทรัพยากรคุ้ม ซ่อมได้ และเหมาะกับถนนจริงของประเทศนี้ อาจไม่หวือหวา ไม่เท่ในเวทีโลก แต่พาเศรษฐงเกิจไปถึงปลายทางได้จริง และสำคัญที่สุดคือเราไม่ต้องการนโยบายที่เขียนมาเพื่อชนะการเลือกตั้ง แต่เราต้องการนโยบายที่ทำออกมาเพื่อชนะวิกฤต สุดท้ายแล้วนโยบายจะดีแค่ไหนก็ไร้ความหมาย ถ้าไม่ได้ผู้นำที่อ่านเกมขาดและมีความเก๋าพอที่จะประคับประคองความต่างของคนในชาติให้ไปต่อได้

"นโยบาย" ก็คือสัญญาระหว่างพรรคการเมืองกับประชาชน และ "การเลือก" ของเราทุกคนคือการกำหนดทิศทางว่าเครื่องยนต์ใหม่ของไทยหน้าตาจะเป็นอย่างไร  ขอให้ทุกคนโชคดีกับการเลือกอนาคตที่ใช่ให้กับตัวเองและประเทศครับ
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่