“ยังไม่ถึง 5 วิ กินได้ๆ ไม่เป็นไรหรอกน่า!” ความเชื่อที่เรียกกันติดปากว่า “กฎ 5 วินาที” นี้ อยู่กับเรามานานจนหลายคนคิดว่าเป็นเรื่องจริง แต่ในความเป็นจริงแล้ว ความเชื่อนี้จะช่วยให้เรารอดพ้นจากเชื้อโรคได้จริงๆ หรือเป็นแค่คำปลอบใจให้เราไม่รู้สึกเสียดายของอร่อยตรงหน้ากันแน่คะ วันนี้เราจะชวนทุกคนมาหาคำตอบไปพร้อมๆ กันค่ะ รับรองว่าอ่านจบแล้ว อาจจะต้องเปลี่ยนความคิดไปเลยก็ได้ค่ะ
🔬
กฎ 5 วินาที คืออะไร? มาจากไหน?
กฎ 5 วินาที หรือ The Five-Second Rule เป็นความเชื่อที่ว่า หากเราทำอาหารหรือขนมตกพื้น แล้วรีบเก็บขึ้นมาภายใน 5 วินาที อาหารชิ้นนั้นจะยังสะอาดพอที่จะกินได้อยู่ เพราะเชื้อโรคยังไม่มีเวลามากพอที่จะเคลื่อนย้ายจากพื้นมาสู่อาหารของเราได้ แต่ในทางวิทยาศาสตร์แล้ว ความเชื่อนี้ถูกตั้งคำถามและนำไปสู่การศึกษาทดลองมากมายเลยค่ะ
👩🔬
นักวิทยาศาสตร์เขาว่าอย่างไร?
มีงานวิจัยหลายชิ้นเลยค่ะที่พยายามพิสูจน์ความจริงของกฎ 5 วินาทีนี้ และผลลัพธ์ที่ได้ก็น่าสนใจมากๆ เลยค่ะ
1. การปนเปื้อนเกิดขึ้นแทบจะทันที
งานวิจัยชิ้นหนึ่งที่ถูกพูดถึงบ่อยๆ มาจากมหาวิทยาลัยรัทเจอร์ส (Rutgers University) ในสหรัฐอเมริกา ที่ตีพิมพ์เมื่อปี 2559 เขาได้ทำการทดลองเพื่อดูว่าเชื้อโรคจะใช้เวลานานแค่ไหนในการเดินทางจากพื้นสู่อาหาร ผลปรากฏว่า การปนเปื้อนของแบคทีเรียสามารถเกิดขึ้นได้ในเวลาไม่ถึง 1 วินาทีด้วยซ้ำค่ะ! นั่นหมายความว่า ต่อให้เราเก็บเร็วแค่ไหน เชื้อโรคก็อาจจะเกาะติดไปกับอาหารของเราเรียบร้อยแล้วค่ะ
2. ชนิดของอาหารก็มีผลอย่างมาก
เคยสงสัยไหมคะว่าทำไมอาหารบางอย่างตกพื้นแล้วดูสกปรกกว่าอย่างอื่น งานวิจัยชิ้นเดิมได้ทดลองกับอาหาร 4 ชนิด คือ แตงโม ขนมปัง ขนมปังทาเนย และลูกอมเคี้ยวหนึบ ผลที่ได้คือ แตงโมซึ่งมีความชื้นสูง มีการปนเปื้อนของเชื้อโรคมากที่สุด ในขณะที่ลูกอมเคี้ยวหนึบซึ่งแห้งและแข็ง มีการปนเปื้อนน้อยที่สุด นั่นเป็นเพราะว่าแบคทีเรียเจริญเติบโตและเคลื่อนที่ได้ดีในสภาพแวดล้อมที่ชื้นๆ นั่นเองค่ะ
3. พื้นผิวแต่ละแบบ เชื้อโรคไม่เท่ากัน
นอกจากชนิดของอาหารแล้ว พื้นผิวที่อาหารตกลงไปก็เป็นอีกปัจจัยสำคัญค่ะ งานวิจัยจากมหาวิทยาลัยเคลมสัน (Clemson University) ที่ศึกษาเรื่องนี้ตั้งแต่ปี 2549 พบว่าพื้นผิวแต่ละชนิดมีการถ่ายเทเชื้อโรคไปยังอาหารไม่เท่ากัน โดยพื้นกระเบื้องและพื้นไม้สามารถส่งต่อเชื้อโรคไปยังอาหารได้มากถึง 48-70% ในขณะที่พื้นพรมมีการส่งต่อเชื้อโรคได้น้อยกว่า 1% แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าพรมจะสะอาดนะคะ แค่ลักษณะของเส้นใยพรมทำให้การสัมผัสระหว่างอาหารกับเชื้อโรคมีน้อยกว่าพื้นผิวเรียบๆ เท่านั้นเองค่ะ
🤔
แล้วเราควรกินอาหารที่ตกพื้นไหม?
จากข้อมูลทั้งหมดจะเห็นได้ว่า “กฎ 5 วินาที” นั้นไม่มีอยู่จริงในทางวิทยาศาสตร์ค่ะ การปนเปื้อนของเชื้อโรคเกิดขึ้นได้ทันทีที่อาหารสัมผัสกับพื้น โดยความรวดเร็วและปริมาณของเชื้อโรคจะขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายอย่างรวมกัน ทั้งความชื้นของอาหาร และประเภทของพื้นผิวที่ตกลงไป แม้ว่าอาหารที่ตกบนพรมอาจปนเปื้อนน้อยกว่าตกบนพื้นกระเบื้อง แต่ก็ไม่มีอะไรรับประกันได้เลยว่าอาหารชิ้นนั้นจะปลอดภัย 100% ค่ะ
❤️
คำแนะนำ
เพื่อสุขภาพที่ดีและลดความเสี่ยงจากเชื้อโรคต่างๆ ที่อาจทำให้เกิดอาการท้องร่วง อาหารเป็นพิษ หรือเจ็บป่วยอื่นๆ ได้ ทางที่ดีที่สุดคือ “ไม่ควร” เก็บอาหารที่ตกพื้นแล้วขึ้นมารับประทานอีกค่ะ แม้ว่าจะเสียดายแค่ไหนก็ตาม เพราะสุขภาพของเราสำคัญกว่าเสมอค่ะ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มเด็กเล็ก ผู้สูงอายุ หรือผู้ที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่อง ควรจะต้องระมัดระวังเป็นพิเศษเลยนะคะ แค่ตัดใจทิ้งอาหารชิ้นนั้นไป ก็ช่วยลดความเสี่ยงที่จะต้องเข้าโรงพยาบาลได้แล้วค่ะ 😊
อ้างอิง :
[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้Miranda, R. C., & Schaffner, D. W. (2016). Longer Contact Times Increase Cross-Contamination of Enterobacter aerogenes from Surfaces to Food. Applied and Environmental Microbiology, 82(21), 6490-6496.
https://pmc.ncbi.nlm.nih.gov/articles/PMC5066366/
ที่มา : อย่าฝากชีวิตไว้กับหมอ
⏳“กฎ 5 วินาที” ไม่มีอยู่จริง! หยิบอาหารตกพื้นมากิน 🤏🏻 ไม่กี่วิฯ ก็เสี่ยงเชื้อโรคร้าย 🦠
🔬 กฎ 5 วินาที คืออะไร? มาจากไหน?
กฎ 5 วินาที หรือ The Five-Second Rule เป็นความเชื่อที่ว่า หากเราทำอาหารหรือขนมตกพื้น แล้วรีบเก็บขึ้นมาภายใน 5 วินาที อาหารชิ้นนั้นจะยังสะอาดพอที่จะกินได้อยู่ เพราะเชื้อโรคยังไม่มีเวลามากพอที่จะเคลื่อนย้ายจากพื้นมาสู่อาหารของเราได้ แต่ในทางวิทยาศาสตร์แล้ว ความเชื่อนี้ถูกตั้งคำถามและนำไปสู่การศึกษาทดลองมากมายเลยค่ะ
👩🔬 นักวิทยาศาสตร์เขาว่าอย่างไร?
มีงานวิจัยหลายชิ้นเลยค่ะที่พยายามพิสูจน์ความจริงของกฎ 5 วินาทีนี้ และผลลัพธ์ที่ได้ก็น่าสนใจมากๆ เลยค่ะ
1. การปนเปื้อนเกิดขึ้นแทบจะทันที
งานวิจัยชิ้นหนึ่งที่ถูกพูดถึงบ่อยๆ มาจากมหาวิทยาลัยรัทเจอร์ส (Rutgers University) ในสหรัฐอเมริกา ที่ตีพิมพ์เมื่อปี 2559 เขาได้ทำการทดลองเพื่อดูว่าเชื้อโรคจะใช้เวลานานแค่ไหนในการเดินทางจากพื้นสู่อาหาร ผลปรากฏว่า การปนเปื้อนของแบคทีเรียสามารถเกิดขึ้นได้ในเวลาไม่ถึง 1 วินาทีด้วยซ้ำค่ะ! นั่นหมายความว่า ต่อให้เราเก็บเร็วแค่ไหน เชื้อโรคก็อาจจะเกาะติดไปกับอาหารของเราเรียบร้อยแล้วค่ะ
2. ชนิดของอาหารก็มีผลอย่างมาก
เคยสงสัยไหมคะว่าทำไมอาหารบางอย่างตกพื้นแล้วดูสกปรกกว่าอย่างอื่น งานวิจัยชิ้นเดิมได้ทดลองกับอาหาร 4 ชนิด คือ แตงโม ขนมปัง ขนมปังทาเนย และลูกอมเคี้ยวหนึบ ผลที่ได้คือ แตงโมซึ่งมีความชื้นสูง มีการปนเปื้อนของเชื้อโรคมากที่สุด ในขณะที่ลูกอมเคี้ยวหนึบซึ่งแห้งและแข็ง มีการปนเปื้อนน้อยที่สุด นั่นเป็นเพราะว่าแบคทีเรียเจริญเติบโตและเคลื่อนที่ได้ดีในสภาพแวดล้อมที่ชื้นๆ นั่นเองค่ะ
3. พื้นผิวแต่ละแบบ เชื้อโรคไม่เท่ากัน
นอกจากชนิดของอาหารแล้ว พื้นผิวที่อาหารตกลงไปก็เป็นอีกปัจจัยสำคัญค่ะ งานวิจัยจากมหาวิทยาลัยเคลมสัน (Clemson University) ที่ศึกษาเรื่องนี้ตั้งแต่ปี 2549 พบว่าพื้นผิวแต่ละชนิดมีการถ่ายเทเชื้อโรคไปยังอาหารไม่เท่ากัน โดยพื้นกระเบื้องและพื้นไม้สามารถส่งต่อเชื้อโรคไปยังอาหารได้มากถึง 48-70% ในขณะที่พื้นพรมมีการส่งต่อเชื้อโรคได้น้อยกว่า 1% แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าพรมจะสะอาดนะคะ แค่ลักษณะของเส้นใยพรมทำให้การสัมผัสระหว่างอาหารกับเชื้อโรคมีน้อยกว่าพื้นผิวเรียบๆ เท่านั้นเองค่ะ
🤔 แล้วเราควรกินอาหารที่ตกพื้นไหม?
จากข้อมูลทั้งหมดจะเห็นได้ว่า “กฎ 5 วินาที” นั้นไม่มีอยู่จริงในทางวิทยาศาสตร์ค่ะ การปนเปื้อนของเชื้อโรคเกิดขึ้นได้ทันทีที่อาหารสัมผัสกับพื้น โดยความรวดเร็วและปริมาณของเชื้อโรคจะขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายอย่างรวมกัน ทั้งความชื้นของอาหาร และประเภทของพื้นผิวที่ตกลงไป แม้ว่าอาหารที่ตกบนพรมอาจปนเปื้อนน้อยกว่าตกบนพื้นกระเบื้อง แต่ก็ไม่มีอะไรรับประกันได้เลยว่าอาหารชิ้นนั้นจะปลอดภัย 100% ค่ะ
❤️ คำแนะนำ
เพื่อสุขภาพที่ดีและลดความเสี่ยงจากเชื้อโรคต่างๆ ที่อาจทำให้เกิดอาการท้องร่วง อาหารเป็นพิษ หรือเจ็บป่วยอื่นๆ ได้ ทางที่ดีที่สุดคือ “ไม่ควร” เก็บอาหารที่ตกพื้นแล้วขึ้นมารับประทานอีกค่ะ แม้ว่าจะเสียดายแค่ไหนก็ตาม เพราะสุขภาพของเราสำคัญกว่าเสมอค่ะ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มเด็กเล็ก ผู้สูงอายุ หรือผู้ที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่อง ควรจะต้องระมัดระวังเป็นพิเศษเลยนะคะ แค่ตัดใจทิ้งอาหารชิ้นนั้นไป ก็ช่วยลดความเสี่ยงที่จะต้องเข้าโรงพยาบาลได้แล้วค่ะ 😊
อ้างอิง :
[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้
ที่มา : อย่าฝากชีวิตไว้กับหมอ