ผมเชื่อว่าทุกคนตระหนักดีว่า "ค่าหมอแพงกว่าค่าทอง" การมีประกันไว้สักเล่มคือเรื่องจำเป็น แต่สิ่งที่น่ากลัวกว่าการไม่มีประกัน คือการ "มีประกันผิดแบบ" หรือ "เข้าใจไปเองว่าคุ้มครองทุกอย่าง" พอถึงเวลาป่วยจริง กลับเคลมไม่ได้หรือต้องจ่ายส่วนต่างมหาศาล
วันนี้ผมขอสรุป 5 กับดักที่คนทำประกันมักพลาด จนกลายเป็นความเศร้าเมื่ออยู่ที่โรงพยาบาลครับ
"แถลงสุขภาพ" ไม่ครบ = ประกันเป็นโมฆะ
นี่คือสาเหตุอันดับ 1 ที่ทำให้เคลมไม่ได้ครับ ตัวแทนบางคนอาจบอกว่า "ไม่ต้องบอกหรอก โรคเก่าเป็นมานานแล้ว" หรือ "หมอไม่ตรวจหรอก"
ความจริง: ในปี 2026 ระบบข้อมูลสุขภาพเชื่อมถึงกันหมดครับ ถ้าบริษัทตรวจสอบเจอว่าคุณปกปิดประวัติแม้เพียงนิดเดียว เขาบอกเลิกสัญญาได้ทันที และไม่จ่ายค่าชดเชยใดๆ ครับ
"ประกันออมทรัพย์" ไม่ใช่ "ประกันสุขภาพ"
หลายคนโดนขายประกันโดยเน้นเรื่อง "เงินคืน" หรือ "ลดหย่อนภาษี" จนลืมดูว่ามันคุ้มครองค่าห้องเท่าไหร่
ผลลัพธ์: พอเข้าโรงพยาบาลจริงๆ ถึงเพิ่งรู้ว่าประกันเล่มนั้นจ่ายค่าห้องแค่ 2,000 บาท ในขณะที่ค่าห้องจริงปี 2026 เริ่มต้นที่ 6,000 บาท ส่วนต่างที่เหลือคุณต้องจ่ายเองทั้งหมดครับ
กับดัก "เหมาจ่าย" (แต่มันมีเพดาน!)
คำว่า "ประกันเหมาจ่าย" ฟังดูดีมาก แต่ต้องดูไส้ในว่าเหมาจ่ายต่อครั้ง หรือเหมาจ่ายต่อปี? และมีวงเงิน "Co-payment" (เราต้องช่วยจ่ายเองส่วนแรก) หรือเปล่า?
คำเตือน: อย่าดูแค่เลขกลมๆ ว่าเหมาจ่าย 5 ล้าน 10 ล้าน ให้ดูเงื่อนไขยิบย่อยว่า "หมวดไหนที่ไม่เหมา" เช่น ค่ายาบางประเภท หรือค่าอุปกรณ์พิเศษครับ
"Waiting Period" (ระยะเวลารอคอย)
ซื้อประกันวันนี้ ไม่ได้คุ้มครองวันนี้ครับ!
ทั่วไปต้องรอ 30 วันสำหรับโรคทั่วไป และ 120 วันสำหรับโรคเรื้อรัง/เนื้องอก ถ้าคุณตรวจเจอในช่วงนี้ บริษัทไม่จ่ายครับ หลายคนไปตรวจสุขภาพทันทีหลังซื้อประกัน แล้วก็ต้องมาช้ำใจเพราะเคลมไม่ได้
ประกันติดมากับ "บัตรเครดิต" หรือ "แอปฯ"
สะดวกจริง แต่ส่วนใหญ่วงเงินต่ำมาก และเงื่อนไขการเคลมยุ่งยากกว่าประกันที่มีตัวแทนดูแล
ข้อแนะนำ: ใช้เป็นส่วนเสริมได้ แต่อย่าใช้เป็นประกันหลักสำหรับชีวิตคุณครับ
วิธีเลือกประกันให้ "คุ้มและเคลมได้จริง:
เน้น "ค่ารักษา" มากกว่า "เงินคืน": ถ้าเงินมีจำกัด ให้ซื้อประกันสุขภาพแบบเหมาจ่ายก่อนประกันออมทรัพย์
อ่าน "ข้อยกเว้น" ก่อนอ่าน "ความคุ้มครอง": ดูว่าเขาไม่จ่ายกรณีไหนบ้าง (เช่น โรคที่เป็นมาก่อนการทำประกัน)
เลือกตัวแทนที่ "อยู่ยาว": ไม่ใช่คนที่ขายจบแล้วหาย เพราะเวลาเคลมคุณจะต้องการคนช่วยประสานงานกับโรงพยาบาลครับ
"ประกันมีไว้เพื่อไม่ให้ความมั่งคั่งของเราหายไปกับค่าหมอ ไม่ใช่มีไว้เพื่อเสี่ยงดวงครับ"
เพื่อนๆ เคยเจอประสบการณ์เคลมประกันยาก หรือทำแล้วรู้สึกไม่คุ้มบ้างไหมครับ? หรือใครมีทริคการเลือกแผนประกันที่ "จ่ายน้อยแต่คุ้มครองครบ" มาแชร์กันได้นะครับ กระทู้นี้จะเป็นแนวทางให้คนไทยมีสวัสดิการที่กินได้จริงครับ!
อย่าเพิ่งเซ็นชื่อซื้อ "ประกัน" ถ้ายังไม่ได้เช็ก 5 สิ่งนี้... จากบทเรียนคนเคยเคลมไม่ได้ จนต้องควักเงินเก็บจ่ายเองหลักแสน!
วันนี้ผมขอสรุป 5 กับดักที่คนทำประกันมักพลาด จนกลายเป็นความเศร้าเมื่ออยู่ที่โรงพยาบาลครับ
"แถลงสุขภาพ" ไม่ครบ = ประกันเป็นโมฆะ
นี่คือสาเหตุอันดับ 1 ที่ทำให้เคลมไม่ได้ครับ ตัวแทนบางคนอาจบอกว่า "ไม่ต้องบอกหรอก โรคเก่าเป็นมานานแล้ว" หรือ "หมอไม่ตรวจหรอก"
ความจริง: ในปี 2026 ระบบข้อมูลสุขภาพเชื่อมถึงกันหมดครับ ถ้าบริษัทตรวจสอบเจอว่าคุณปกปิดประวัติแม้เพียงนิดเดียว เขาบอกเลิกสัญญาได้ทันที และไม่จ่ายค่าชดเชยใดๆ ครับ
"ประกันออมทรัพย์" ไม่ใช่ "ประกันสุขภาพ"
หลายคนโดนขายประกันโดยเน้นเรื่อง "เงินคืน" หรือ "ลดหย่อนภาษี" จนลืมดูว่ามันคุ้มครองค่าห้องเท่าไหร่
ผลลัพธ์: พอเข้าโรงพยาบาลจริงๆ ถึงเพิ่งรู้ว่าประกันเล่มนั้นจ่ายค่าห้องแค่ 2,000 บาท ในขณะที่ค่าห้องจริงปี 2026 เริ่มต้นที่ 6,000 บาท ส่วนต่างที่เหลือคุณต้องจ่ายเองทั้งหมดครับ
กับดัก "เหมาจ่าย" (แต่มันมีเพดาน!)
คำว่า "ประกันเหมาจ่าย" ฟังดูดีมาก แต่ต้องดูไส้ในว่าเหมาจ่ายต่อครั้ง หรือเหมาจ่ายต่อปี? และมีวงเงิน "Co-payment" (เราต้องช่วยจ่ายเองส่วนแรก) หรือเปล่า?
คำเตือน: อย่าดูแค่เลขกลมๆ ว่าเหมาจ่าย 5 ล้าน 10 ล้าน ให้ดูเงื่อนไขยิบย่อยว่า "หมวดไหนที่ไม่เหมา" เช่น ค่ายาบางประเภท หรือค่าอุปกรณ์พิเศษครับ
"Waiting Period" (ระยะเวลารอคอย)
ซื้อประกันวันนี้ ไม่ได้คุ้มครองวันนี้ครับ!
ทั่วไปต้องรอ 30 วันสำหรับโรคทั่วไป และ 120 วันสำหรับโรคเรื้อรัง/เนื้องอก ถ้าคุณตรวจเจอในช่วงนี้ บริษัทไม่จ่ายครับ หลายคนไปตรวจสุขภาพทันทีหลังซื้อประกัน แล้วก็ต้องมาช้ำใจเพราะเคลมไม่ได้
ประกันติดมากับ "บัตรเครดิต" หรือ "แอปฯ"
สะดวกจริง แต่ส่วนใหญ่วงเงินต่ำมาก และเงื่อนไขการเคลมยุ่งยากกว่าประกันที่มีตัวแทนดูแล
ข้อแนะนำ: ใช้เป็นส่วนเสริมได้ แต่อย่าใช้เป็นประกันหลักสำหรับชีวิตคุณครับ
วิธีเลือกประกันให้ "คุ้มและเคลมได้จริง:
เน้น "ค่ารักษา" มากกว่า "เงินคืน": ถ้าเงินมีจำกัด ให้ซื้อประกันสุขภาพแบบเหมาจ่ายก่อนประกันออมทรัพย์
อ่าน "ข้อยกเว้น" ก่อนอ่าน "ความคุ้มครอง": ดูว่าเขาไม่จ่ายกรณีไหนบ้าง (เช่น โรคที่เป็นมาก่อนการทำประกัน)
เลือกตัวแทนที่ "อยู่ยาว": ไม่ใช่คนที่ขายจบแล้วหาย เพราะเวลาเคลมคุณจะต้องการคนช่วยประสานงานกับโรงพยาบาลครับ
"ประกันมีไว้เพื่อไม่ให้ความมั่งคั่งของเราหายไปกับค่าหมอ ไม่ใช่มีไว้เพื่อเสี่ยงดวงครับ"
เพื่อนๆ เคยเจอประสบการณ์เคลมประกันยาก หรือทำแล้วรู้สึกไม่คุ้มบ้างไหมครับ? หรือใครมีทริคการเลือกแผนประกันที่ "จ่ายน้อยแต่คุ้มครองครบ" มาแชร์กันได้นะครับ กระทู้นี้จะเป็นแนวทางให้คนไทยมีสวัสดิการที่กินได้จริงครับ!