(รีวิว) Greenland 2: Migration ฝ่าชะตา โลกาวินาศ [ในความสิ้นหวัง มีสิ้นหวังกว่า]

หลังจากรอดพ้นจากหายนะอุกกาบาต คลาร์ก ถล่มโลกในภาคแรก ครอบครัวแกริตี้ นำโดย จอห์น แกริตี้, อัลลิสัน และลูกชาย เนธาน ต้องใช้ชีวิตอยู่ในหลุมหลบภัยใต้ดินที่เกาะกรีนแลนด์มานานหลายปี ท่ามกลางโลกภายนอกที่กลายเป็นแดนร้าง

แต่ทว่า.… เสบียงที่มีเริ่มหมดลง และหลุมหลบภัยที่เคยปลอดภัยก็เริ่มจะไม่ตอบโจทย์การมีชีวิตรอดในระยะยาวอีกต่อไป ครอบครัวแกริตี้และกลุ่มผู้รอดชีวิตคนอื่นๆ จึงต้องตัดสินใจครั้งใหญ่ นั่นคือการละทิ้งความปลอดภัยหนึ่งเดียวที่พวกเขามี เพื่อออกเดินทางข้ามทวีปยุโรปที่กลายเป็นซากปรักหักพังที่ปกคลุมไปด้วยเถ้าถ่าน เพื่อค้นหาบ้านใหม่ที่พอจะหลงเหลือความหวังในการเริ่มต้นชีวิตอีกครั้ง

การเดินทางครั้งนี้ไม่ใช่แค่การหนีจากก้อนหินบนฟ้าเหมือนภาคก่อน แต่คือการเผชิญหน้ากับโลกที่พังทลาย สภาพอากาศที่โหดร้าย และ มนุษย์ ด้วยกันเองที่พร้อมจะทำทุกอย่างเพื่อความอยู่รอด!

การก้าวเท้าเข้าไปในโรงหนังเพื่อชม Greenland 2: Migration ฝ่าชะตา โลกาวินาศ มันให้ความรู้สึกเหมือนเรากำลังกลับไปเยี่ยมคนที่เราเคยไปช่วยเขาหนีตายเมื่อไม่กี่ปีก่อน ภาคแรกเราลุ้นจนเยี่ยวเหนียวแค่ไหนกับการวิ่งหนีอุกกาบาตลูกยักษ์ที่ชื่อว่า คลาร์ก มาภาคนี้ พี่จอห์น แกริตี้ ของเราฮียังคงรักษาคอนเซปต์ ชายผู้แบกโลกและความซวยแบบมหาประลัยซวยไว้บนบ่า ได้อย่างเหนียวแน่นเหมือนเดิม สิ่งแรกที่รู้สึกได้ทันทีที่หนังเริ่มเดินเรื่องไปสักพักคือ ความรู้สึกหดหู่และอนาถจิต เพราะหนังมันนำเสนอทุกอย่างออกมาได้โคตรสิ้นหวัง สภาพอากาศในหนังมันโหดร้ายมากๆ ไม่ว่าจะเป็นพายุสุริยะฝุ่นพิฆาตที่มาพร้อมกับสายฟ้าฟาดก้น แรงสั่นสะเทือนอาฟเตอร์ช็อกจากแผ่นดินไหว เศษสะเก็ดอุกกาบาตที่พร้อมตกลงมาทับหัวได้ทุกเมื่อ หรือแม้แต่คลื่นยักษ์สึนามิที่พร้อมกวาดล้างทุกอย่างบนผืนดิน หนังเรื่องนี้ไม่ได้มาเพื่อโชว์ CG ระเบิดตูมตามแบบล้างผลาญเหมือนหนังภัยพิบัติทั่วไป แต่มันมาเพื่อทำให้เรา หวาดกลัว เข้าไปถึงกระดูกดำ และทำให้เรารู้สึกว่า การมีชีวิตรอดในโลกที่พังทลายลงไปแล้วนั้น มันอาจจะลำบากกว่าการตายไปพร้อมกับอุกกาบาตลูกแรกซะอีก

ในแง่ของอารมณ์หนัง ภาคนี้เปลี่ยนโทนจาก หนีตาย มาเป็น หนีตายยิ่งกว่า อย่างเต็มตัว แอบนึกขำในใจว่าอีตาจอห์นมันไปทำกรรมอะไรไว้นักหนาในชาติปางก่อน ชาตินี้ถึงได้รับแต่บทที่ต้องพาลูกเมียหนีตายกันแบบไม่คิดชีวิต แถมยังต้องมาเดินสายอพยพข้ามทวีปที่เต็มไปด้วยซากปรักหักพัง พร้อมกับสภาพอากาศที่แปรปรวนสุดขั้วอีกต่างหาก สิ่งที่ชอบมากๆ ในการเดินเรื่องของภาคนี้ คือการที่หนังไม่ได้พยายามจะทำตัวเอกให้เป็นฮีโร่จ๋า อีตาจอห์นไม่ได้กลายเป็นยอดมนุษย์ที่ยิงปืนแม่นหรือสู้กับคนนับสิบได้ด้วยมือเปล่า แต่ฮียังคงเป็น จอห์น แกริตี้ พ่อบ้านใจกล้าคนเดิมที่มีดีแค่ความอึด ความดื้อ และสัญชาตญาณความเป็นพ่อที่พร้อมจะเอาตัวเข้าแลกเพื่อปกป้องครอบครัว ความเป็นคนธรรมดาของตัวละครนี่แหละที่ทำให้เรารู้สึกอินไปกับทุกก้าวย่างของฮีแก เวลาฮีแกล้มเราก็เจ็บ เวลาอีแกหนาวเราก็สั่น และเวลาฮีแกต้องเผชิญหน้ากับกลุ่มคนที่หวังผลประโยชน์จากความสิ้นหวังของชาวบ้าน เราก็รู้สึกโกรธจนอยากจะทะลุจอไปช่วยฮีแกถีบยอดหน้าอีพวกนั้นสักทีสองที

มาพูดถึงความสัมพันธ์ในครอบครัวกันบ้าง ต้องยกนิ้วให้กับเคมีระหว่าง เจอร์ราร์ด บัตเลอร์ และ โมเรน่า บัคคาริน เลยจริงนะ พวกนางดูเหมือนคู่ผัวเมียที่ผ่านศึกมาอย่างโชกโชนจริงๆ (ซึ่งก็โชกโชนจริงๆ นั่นแหละจากภาคแรก สุดๆไปเลยพี่) ความสัมพันธ์ในภาคนี้มันขยับไปอีกระดับ มันไม่ใช่แค่การดูแลกันเพราะความรัก แต่มันคือการเป็น ทีมเดียวกัน ในโลกที่ไม่มีกติกาเหลืออยู่อีกต่อไป โมเรน่า บัคคาริน ในบทอัลลิสัน ภาคนี้นางมีความแกร่งและนิ่งขึ้นมาก นางเป็นตัวแทนของผู้หญิงที่ความกลัวถูกแทนที่ด้วยความจำเป็นที่จะต้องรอด จำเป็นที่จะต้องสู้ หนังทำให้เราเห็นว่าในภาวะวิกฤต ความเป็นแม่สามารถเปลี่ยนผู้หญิงธรรมดาให้กลายเป็นเสือที่พร้อมจะขย้ำหัวใครก็ตามที่มาขวางทางได้ ส่วนตัวลูกชายอย่างเนธานที่โตขึ้นมาหน่อย ก็เป็นตัวสะท้อนให้เห็นว่าเด็กที่เติบโตมาในโลกที่พังทลายฮีมีมุมมองต่อชีวิตที่เปลี่ยนไปอย่างไร มันมีความเศร้าที่ซ่อนอยู่ในสายตาของตัวละครเนธานอยู่เสมอเมื่อฮีต้องเห็นโลกที่ฮีเคยรู้จักค่อยๆ จางหายไปเหลือเพียงสีเทาของฝุ่นควัน เถ้าถ่านและความเงียบงัน

จุดที่หนังทำออกมาได้ กวนใจ (ในแง่ที่ดี) คือการสะท้อนธาตุแท้ของมนุษย์ หนังแนวเอาตัวรอด หรือการย้ายถิ่นฐานในภาวะหลังภัยพิบัติแบบนี้ มักจะเล่นกับประเด็น ความไว้ใจ ได้โคตรเยี่ยมเสมอ ตลอดทางที่ครอบครัวนี้ต้องเดินทางข้ามทวีปยุโรปที่กลายเป็นแดนรกร้าง เราจะได้เจอผู้คนหลากหลายรูปแบบ ทั้งคนที่ยังคงรักษาความเป็นมนุษย์ไว้ได้ และคนที่ทิ้งศีลธรรมไปพร้อมๆ กับตอนที่อุกกาบาตตก หนังมันทำให้เราต้องกลับมาถามตัวเองว่า ถ้าเป็นเราล่ะ? เราจะมีน้ำใจให้เพื่อนร่วมโลกในวันที่อาหารคำสุดท้ายกำลังจะหมดลงไหม? หรือเราจะเลือกเก็บมันไว้ให้ลูกเราคนเดียว? ความขมขื่นมันอยู่ตรงที่สถานการณ์บางอย่างมันดูโคตรสิ้นหวังจนเราแอบคิดว่า พวกหล่อนจะรอดกันไหมเนี่ยยยย? แต่หนังก็ยังอุตส่าห์หย่อนเศษเสี้ยวของความหวังมาให้เราเห็นเป็นระยะๆ เหมือนเห็นแสงสว่างปลายอุโมงค์ที่อยู่ไกลริบโลก จนแทบจะมองไม่เห็น

ในส่วนของงานโปรดักชั่น ต้องชมการออกแบบสภาพแวดล้อมที่ดูสมจริงจนน่ากลัวมาก ทวีปยุโรปในภาพจำของเราที่เป็นเมืองแฟชั่น เมืองท่องเที่ยวที่สวยงาม ในเรื่องนี้มันกลับกลายเป็นเหมือนสุสานขนาดยักษ์ที่ปกคลุมด้วยเถ้าถ่าน ซากเครื่องบิน ซากตึก และซากอารยธรรมต่างๆ ถูกจัดวางออกมาได้ดูหดหู่สุดๆ บรรยากาศมืดครึ้มในหนังมันช่วยตอกย้ำความรู้สึกอ้างว้างและสิ้นหวังได้ดีมาก นี่เป็นหนังแนวโลกแตกเอาตัวรอดอีกหนึ่งเรื่องที่ใช้บรรยากาศกดดันคนดูอย่างเราได้ดีมากๆ

หากจะพูดถึงความยาวและจังหวะของหนัง ภาคนี้อาจจะมีความเนิบในช่วงกลางเรื่องบ้าง แต่มันเป็นความเนิบที่ทำให้เราเห็นความเหนื่อยล้าของตัวละคร มันไม่ใช่การเดินทางที่รวดเร็วแบบในหนังแอ็กชั่น แต่มันคือการเดินทางที่ ทุกก้าวคือความทรมาน หนังจงใจแช่ภาพตัวละครที่เดินลุยพื้นที่แห้งแล้งนานๆ เพื่อให้เรารู้สึกว่าการจะผ่านไปได้แต่ละกิโลเมตรนั้นมันต้องใช้พลังใจมหาศาลแค่ไหน แอบขำตัวเองที่บางจังหวะเผลอเอาเท้าจิกพื้นโรงหนังตามตัวละครเวลาพวกนางต้องปีนป่ายเอาชีวิตรอดบนที่สูงหรือหลบซ่อนจากอันตราย ความตื่นเต้นของเรื่องนี้มันไม่ใช่ความมันส์สะใจ แต่มันคือความ ลุ้นระทึก ว่าวินาทีข้างหน้าพวกนางจะยังมีลมหายใจให้ใช้ชีวิตกันอยู่ในโลกที่มันสิ้นหวังแบบนี้กันต่อไหม

สรุปขมวดปมปึ้งงงง!…. โดยรวมหลังจากดู Greenland 2: Migration ฝ่าชะตา โลกาวินาศ ฉันเดินออกจากโรงพร้อมกับความรู้สึกที่อยากจะกลับบ้านไปกอดแม่ แล้วก็อยากจะรีบไปเช็คว่าที่บ้านมีผ้าห่มสำรองกับอาหารกระป๋องพอหรือเปล่า หนังเรื่องนี้ทำหน้าที่ของมันได้ดีเยี่ยมในการเป็นหนังภาคต่อที่รักษาจิตวิญญาณเดิมไว้ได้ แต่เพิ่มเติมคือความกดดันและความสิ้นหวังที่มากขึ้น ฉันอยากจะบอกทุกคนว่า ถ้าพวกแกหวังจะไปดูคนปล่อยพลังหรือยิงเอเลี่ยน พวกแกอาจจะมาผิดเรื่อง แต่ถ้าพวกแกอยากไปดูการต่อสู้ของมนุษย์ตัวเล็กๆ ที่มีอาวุธเพียงอย่างเดียวคือ ความรักและความหวัง เพื่อที่จะพาชีวิตที่เหลืออยู่ไปสู่ที่ที่มีอนาคตมากขึ้นอีกนิด หนังเรื่องนี้คือคำตอบที่เลิศเลยละ
แก้ไขข้อความเมื่อ
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่