คำตอบที่ได้รับเลือกจากเจ้าของกระทู้
ความคิดเห็นที่ 3
ความเห็นส่วนตัว
เป็นอีกคนที่รู้สึกไม่สบายใจเช่นกัน เลยใช้วิธีชำระเงินตามช่องทางปกติ ไม่ใช้อย่างน้อยข้อมูลส่วนตัวก็ไม่หลุด ยิ่งช่วงนี้หลังธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนดมาตรการ จึงทำให้เกิดการหลอกลวงบุคคล Scan หน้า และยืนยันตัวตน หลอกให้ลงทะเบียนซิมการ์ดโทรศัพท์ ระบาดหนักมาก เลยอยากให้ทุกท่านพึงระวัง คดีประเภทนี้กำลังเพิ่มขึ้นเป็นทวีคูณ และที่สำคัญ ด้านหลังบัตรมี Laser ID 12 หลัก หลังบัตรเอาไว้ใช้เปิดบัญชีธนาคารออนไลน์, ขอกู้, ทำธุรกรรมสำคัญกับภาครัฐได้ ถ้าหลุดไปคือเสี่ยงถูกสวมรอยสูงมาก หน่วยงานรัฐและ PDPC เองยังเคยเตือนว่าไม่ควรขอสำเนาหลังบัตรถ้าไม่มีเหตุจำเป็นตามกฎหมาย และต้องใช้หลัก Data Minimization ตาม PDPA
ประกาศ ธปท. ที่ 18/2568 ไม่ได้กำหนดให้ต้องถ่ายด้านหลังบัตรประชาชนครับ ไม่มีตรงไหนในประกาศที่บอกให้ผู้ให้บริการ e-Money ต้องเก็บภาพหลังบัตรเลย
ธปท. กำหนดอะไรไว้จริงๆ ประกาศนี้ออกมาเพื่อกันบัญชีม้าและการสวมรอยโอนเงิน สำหรับพวก e-Wallet ที่โอนออกไปต่างธนาคารได้ เช่น ShopeePay, TrueMoney สิ่งที่บังคับจริงๆ คือ 5 ข้อนี้:
1. ยืนยันตัวตนด้วยใบหน้าแบบมีชีวิต ต้องมีกระบวนการ `face comparison + liveness detection / presentation attack detection` เพื่อให้มั่นใจว่าคนทำรายการคือเจ้าของบัญชีตัวจริง ตามเอกสารหน้า 4-5 ข้อ 5.2.1 (4) กำหนดให้ต้องทำเมื่อ: โอนครั้งละ 50,000 บาทขึ้นไป, หรือโอนรวมครบ 200,000 บาท/วัน, หรือขอปรับเพิ่มวงเงินเป็น 50,000 บาทขึ้นไป ซึ่งตรงกับที่ ธปท. ประกาศใช้ทั่วไปว่า ต้องยืนยันตัวตนด้วย biometric ผ่าน Face Recognition สำหรับธุรกรรมวงเงินสูงและต้องยกระดับความเข้มงวดด้วยการใช้เทคโนโลยีเปรียบเทียบข้อมูลอัตลักษณ์ทางกายภาพ เช่น สแกนใบหน้า
2. ผูก 1 บัญชี ต่อ 1 อุปกรณ์ ห้ามใช้แอปเดียวกันพร้อมกันหลายเครื่อง
3. ห้ามแนบลิงก์ทุกประเภทผ่าน SMS / อีเมล
4. ต้องมีระบบตรวจจับแอปปลอมบน Official App Store เช่น Play Store, App Store, Galaxy Store
5. กำหนดเพดานวงเงินตามความเสี่ยง เช่น อายุต่ำกว่า 15 ปี ไม่เกิน 50,000 บาท/วัน
ใน Q&A ท้ายประกาศ 11 ข้อ ก็พูดถึงแต่เรื่อง official app store, การจำกัดอุปกรณ์, การโอนเงิน - ไม่มีข้อไหนพูดถึงการถ่ายหลังบัตรเลย
ทำไม Shopee ขอหลังบัตร น่าจะป็น นโยบายของบริษัทเองที่ทำเกินกว่าที่ ธปท. กำหนด ไม่ใช่ข้อบังคับของแบงก์ชาติครับ
โดยปกติ KYC ที่ถูกต้องตามกฎหมาย ปปง. + แนวทาง e-KYC ของ ธปท. คือ
1. ถ่ายด้านหน้าบัตร เพื่ออ่านเลข 13 หลัก + รูปหน้า
2. สแกนใบหน้าเทียบกับรูปในบัตร และเทียบกับฐานข้อมูลกรมการปกครอง (DOPA) ผ่าน NDID / ThaID
แค่นี้ก็ยืนยันตัวตนได้แล้ว
เพราะโดยหลักกฎหมายการทำ KYC (Know Your Customer) ที่ถูกต้องตามกฎหมาย ต้องดำเนินการตามกระบวนการหลัก ได้แก่
ขั้นตอนการดำเนินการ KYC
1. รวบรวมข้อมูลพื้นฐาน: ขอข้อมูลชื่อ วันเกิด ที่อยู่ สัญชาติ และเลขบัตรประชาชน จากเอกสารราชการที่น่าเชื่อถือ เช่น บัตรประจำตัวประชาชนหรือหนังสือเดินทาง
2. พิสูจน์และยืนยันตัวตน (Verification): ตรวจสอบว่าผู้ทำธุรกรรมมีตัวตนจริง ผ่านการเจอตัวต่อหน้า (Face-to-face) หรือระบบอิเล็กทรอนิกส์ (e-KYC) เช่น การสแกนใบหน้า ตรวจสอบลายนิ้วมือ หรือใช้ระบบ National Digital ID (NDID)
3. ประเมินความเสี่ยงและตรวจสอบเชิงลึก (CDD / EDD): คัดกรองรายชื่อกับฐานข้อมูลควบคุมความเสี่ยง เช่น บุคคลที่มีความเกี่ยวข้องทางการเมือง (PEP) หรือกลุ่มเสี่ยงฟอกเงิน
4. ติดตามและจัดเก็บข้อมูล: เฝ้าระวังความผิดปกติของธุรกรรมอย่างต่อเนื่อง และจัดเก็บหลักฐานการยืนยันตัวตนไว้อย่างปลอดภัยตามกำหนดเวลาทางกฎหมาย
กรณีถ้ากังวล ควรทำยังไง
1. ถามกลับไปที่ Shopee ให้เป็นลายลักษณ์อักษร ว่า "ขอหลังบัตรตามกฎหมายฉบับไหน มาตราไหน" เพราะถ้าอ้าง ธปท. คุณเอาไฟล์ประกาศนี้ไปยืนยันได้เลยว่าไม่มี
2. ขอทางเลือกอื่น (ถ้ามี)
3. ถ้าจำเป็นต้องให้จริงๆ ให้ทำ Watermark ทับรูปว่า "ใช้เพื่อยืนยันตัวตน ShopeePay วันที่....... เท่านั้น" และปิด Laser ID บางส่วน (แต่ระบบอาจปฏิเสธถ้าปิด)
4. ถ้ารู้สึกว่าเป็นการขอข้อมูลเกินความจำเป็น ร้องเรียนได้ที่ ศูนย์คุ้มครองผู้ใช้บริการทางการเงิน ธปท. 1213 หรือ PDPC
เป็นอีกคนที่รู้สึกไม่สบายใจเช่นกัน เลยใช้วิธีชำระเงินตามช่องทางปกติ ไม่ใช้อย่างน้อยข้อมูลส่วนตัวก็ไม่หลุด ยิ่งช่วงนี้หลังธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนดมาตรการ จึงทำให้เกิดการหลอกลวงบุคคล Scan หน้า และยืนยันตัวตน หลอกให้ลงทะเบียนซิมการ์ดโทรศัพท์ ระบาดหนักมาก เลยอยากให้ทุกท่านพึงระวัง คดีประเภทนี้กำลังเพิ่มขึ้นเป็นทวีคูณ และที่สำคัญ ด้านหลังบัตรมี Laser ID 12 หลัก หลังบัตรเอาไว้ใช้เปิดบัญชีธนาคารออนไลน์, ขอกู้, ทำธุรกรรมสำคัญกับภาครัฐได้ ถ้าหลุดไปคือเสี่ยงถูกสวมรอยสูงมาก หน่วยงานรัฐและ PDPC เองยังเคยเตือนว่าไม่ควรขอสำเนาหลังบัตรถ้าไม่มีเหตุจำเป็นตามกฎหมาย และต้องใช้หลัก Data Minimization ตาม PDPA
ประกาศ ธปท. ที่ 18/2568 ไม่ได้กำหนดให้ต้องถ่ายด้านหลังบัตรประชาชนครับ ไม่มีตรงไหนในประกาศที่บอกให้ผู้ให้บริการ e-Money ต้องเก็บภาพหลังบัตรเลย
ธปท. กำหนดอะไรไว้จริงๆ ประกาศนี้ออกมาเพื่อกันบัญชีม้าและการสวมรอยโอนเงิน สำหรับพวก e-Wallet ที่โอนออกไปต่างธนาคารได้ เช่น ShopeePay, TrueMoney สิ่งที่บังคับจริงๆ คือ 5 ข้อนี้:
1. ยืนยันตัวตนด้วยใบหน้าแบบมีชีวิต ต้องมีกระบวนการ `face comparison + liveness detection / presentation attack detection` เพื่อให้มั่นใจว่าคนทำรายการคือเจ้าของบัญชีตัวจริง ตามเอกสารหน้า 4-5 ข้อ 5.2.1 (4) กำหนดให้ต้องทำเมื่อ: โอนครั้งละ 50,000 บาทขึ้นไป, หรือโอนรวมครบ 200,000 บาท/วัน, หรือขอปรับเพิ่มวงเงินเป็น 50,000 บาทขึ้นไป ซึ่งตรงกับที่ ธปท. ประกาศใช้ทั่วไปว่า ต้องยืนยันตัวตนด้วย biometric ผ่าน Face Recognition สำหรับธุรกรรมวงเงินสูงและต้องยกระดับความเข้มงวดด้วยการใช้เทคโนโลยีเปรียบเทียบข้อมูลอัตลักษณ์ทางกายภาพ เช่น สแกนใบหน้า
2. ผูก 1 บัญชี ต่อ 1 อุปกรณ์ ห้ามใช้แอปเดียวกันพร้อมกันหลายเครื่อง
3. ห้ามแนบลิงก์ทุกประเภทผ่าน SMS / อีเมล
4. ต้องมีระบบตรวจจับแอปปลอมบน Official App Store เช่น Play Store, App Store, Galaxy Store
5. กำหนดเพดานวงเงินตามความเสี่ยง เช่น อายุต่ำกว่า 15 ปี ไม่เกิน 50,000 บาท/วัน
ใน Q&A ท้ายประกาศ 11 ข้อ ก็พูดถึงแต่เรื่อง official app store, การจำกัดอุปกรณ์, การโอนเงิน - ไม่มีข้อไหนพูดถึงการถ่ายหลังบัตรเลย
ทำไม Shopee ขอหลังบัตร น่าจะป็น นโยบายของบริษัทเองที่ทำเกินกว่าที่ ธปท. กำหนด ไม่ใช่ข้อบังคับของแบงก์ชาติครับ
โดยปกติ KYC ที่ถูกต้องตามกฎหมาย ปปง. + แนวทาง e-KYC ของ ธปท. คือ
1. ถ่ายด้านหน้าบัตร เพื่ออ่านเลข 13 หลัก + รูปหน้า
2. สแกนใบหน้าเทียบกับรูปในบัตร และเทียบกับฐานข้อมูลกรมการปกครอง (DOPA) ผ่าน NDID / ThaID
แค่นี้ก็ยืนยันตัวตนได้แล้ว
เพราะโดยหลักกฎหมายการทำ KYC (Know Your Customer) ที่ถูกต้องตามกฎหมาย ต้องดำเนินการตามกระบวนการหลัก ได้แก่
ขั้นตอนการดำเนินการ KYC
1. รวบรวมข้อมูลพื้นฐาน: ขอข้อมูลชื่อ วันเกิด ที่อยู่ สัญชาติ และเลขบัตรประชาชน จากเอกสารราชการที่น่าเชื่อถือ เช่น บัตรประจำตัวประชาชนหรือหนังสือเดินทาง
2. พิสูจน์และยืนยันตัวตน (Verification): ตรวจสอบว่าผู้ทำธุรกรรมมีตัวตนจริง ผ่านการเจอตัวต่อหน้า (Face-to-face) หรือระบบอิเล็กทรอนิกส์ (e-KYC) เช่น การสแกนใบหน้า ตรวจสอบลายนิ้วมือ หรือใช้ระบบ National Digital ID (NDID)
3. ประเมินความเสี่ยงและตรวจสอบเชิงลึก (CDD / EDD): คัดกรองรายชื่อกับฐานข้อมูลควบคุมความเสี่ยง เช่น บุคคลที่มีความเกี่ยวข้องทางการเมือง (PEP) หรือกลุ่มเสี่ยงฟอกเงิน
4. ติดตามและจัดเก็บข้อมูล: เฝ้าระวังความผิดปกติของธุรกรรมอย่างต่อเนื่อง และจัดเก็บหลักฐานการยืนยันตัวตนไว้อย่างปลอดภัยตามกำหนดเวลาทางกฎหมาย
กรณีถ้ากังวล ควรทำยังไง
1. ถามกลับไปที่ Shopee ให้เป็นลายลักษณ์อักษร ว่า "ขอหลังบัตรตามกฎหมายฉบับไหน มาตราไหน" เพราะถ้าอ้าง ธปท. คุณเอาไฟล์ประกาศนี้ไปยืนยันได้เลยว่าไม่มี
2. ขอทางเลือกอื่น (ถ้ามี)
3. ถ้าจำเป็นต้องให้จริงๆ ให้ทำ Watermark ทับรูปว่า "ใช้เพื่อยืนยันตัวตน ShopeePay วันที่....... เท่านั้น" และปิด Laser ID บางส่วน (แต่ระบบอาจปฏิเสธถ้าปิด)
4. ถ้ารู้สึกว่าเป็นการขอข้อมูลเกินความจำเป็น ร้องเรียนได้ที่ ศูนย์คุ้มครองผู้ใช้บริการทางการเงิน ธปท. 1213 หรือ PDPC
แสดงความคิดเห็น
ความปลอดภัยส่วนบุคคล vs การยืนยันตัวตน Shopee
สอบถามแล้วสรุป shopee มันแบนไอดี
แล้วมันก็บอกผมว่า เพราะว่าไอดีผม ผูกกับร้านค้า
ซึ่งจริงๆเปิดไว้นานแล้ว ไม่ได้ใช้
ใน app จึงมีการถ่ายหน้าจริง และมีการจะให้ถ่ายบัตรประชาชนจริง
ความเอ๊ะก็เกิดขึ้นทันที
คำถามคือ การยืนยันตัวตน คืออะไร มันคือการพิสูจว่า คุณคือตัวจริง ไม่ใช่ตัวปลอม
ทั้งที่รูปถ่ายนั้น ก็ถ่ายหน้าไปแล้ว แต่จะเอาหน้าบัตร
ปัญหาคือความเชื่อมั่นใน security ของ shopee มันจำเป็นพอจะต้องเสี่ยงงั้นหรือไม่
ธนาคารซึ่งมี security สูงมาก ยังเอาแค่สำเนา กับการเอาบัตรไปเพื่อดึงข้อมูลเท่านั้น
หากจะทำซ้ำสำเนา ก็จะมีสภาพถ่ายสองรอบ ดังนั้นความชัดก็จะเปลี่ยนไป ต้องปลอมลายเซ็นตอีก ก็ต้องปรับแก้ไขหลายอย่างกว่าจะเอาไปใช้ได้
แต่ shopee เน้นง่ายตัวเอง เสี่ยงลูกค้า เอาบัตรจริง
ผมถามทุกท่านว่า มั่นใจเหรอกับ shopee มีข่าวลือว่าโดนแฮคมาด้วยหรือไม่ คุ้นๆผ่านหู
หรือ security มีดีแค่ไหน มีความรับผิดชอบลูกค้ามากขนาดไหน เห็นยังทะเลาะกับลูกค้าเรื่องสินค้าปลอมอยู่เลย แล้วไม่ยอมคืนเงิน
ส่วนตัวถ้าบีบบังคับขนาดนี้คงเลิกใช้ การเสี่ยงแบบนี้ ถ้าโดนขโมยข้อมูล เราๆท่านๆจะทราบไหม ว่าหลุดจาก shopee
เขาบ่ายเบี่ยงความรับผิดแน่
ความเสี่ยงฐานะเป็นผู้ใช้บริการ เป็นลูกค้า shopee คิดว่าคุ้มความเสี่ยงกันหรือไม่
ส่วนตัวผม ไม่ไว้ใจ และไม่ไว้ใจมากด้วย และสังเกต บางท่านก็มาร้องเรื่องความรับผิดชอบของ shopee ทั้งที ของราคาไม่กี่บาท ยังขาดความรับผิดชอบ
แล้วอันนี้ถ้าบัตรเราหลุดไป แก้ไขยังไง แน่นอนว่า จะถามหาความรับผิดชอบ คงไม่ง่าย
หรือมีวิธีการยันยันตนแบบอื่น ที่ผมไม่ทราบแนะนำได้นะครับ
ปัจจุบัน บอกว่ามีระบบ Zero Knowledge Proof เพื่อเป็นการยืนยันตนว่า บัตรนี้เป็นของฉันจริง โดยไม่ต้องส่งรูปบัตรไปเก็บเพื่อเพิ่มความเสี่ยงในต่างประเทศ
แต่ก็ไม่ทำกัน
หรือยังไง ใช้ใบขับขี่ หรือใช้ NDID ที่ปลอดภัยกว่า แต่ละท่าน คิดเห้นอย่างไร
แล้วจัดการกันอย่างไร
ขนาดธนาคาร จะเอาอะไร ผมยังไม่ให้มั่วๆเลย อันนี้แค่เวปซื้อของ security ดีแค่ไหน ความน่าเชื่อถือ ดีแค่ไหน ความรับผิดชอบ ดีแค่ไหน
ความมั่นคงดีแค่ไหน ประเมินแล้ว มีแต่ต่ำทุกตัว
โลกธุรกิจปัจจุบันยังเลือกใช้วิธีที่ "เสี่ยงต่อผู้บริโภคแต่ประหยัดสำหรับบริษัท"
เมื่อเขาได้ภาพถ่ายบัตรคุณไป เขาเก็บไว้ในฐานข้อมูลของเขาเอง เขาจะเอาไปวิเคราะห์ ไปเชื่อมโยงกับพฤติกรรมการซื้อของ หรือใช้ในบริการอื่นๆ (เช่น ให้กู้เงิน) อีกหรือเปล่า ใครเป็นประกันได้?
เพราะว่า เป็นเพียงลมปาก