JJNY : พิธา-กุลธิดาแลกเปลี่ยนคนไทยในเยอรมนี│วิโรจน์แฉขบวนการ IO│"ข้าวไทย"ถึงจุดเปลี่ยน│ศาลสูงสหรัฐจ่อฟังความเห็นคดีภาษี

พิธา-กุลธิดา แลกเปลี่ยนคนไทยในเยอรมนี ชื่นชมตื่นตัวลงประชามติ-เลือกตั้ง สูงกว่าค่าเฉลี่ย
https://www.matichon.co.th/politics/election69/news_5555929
.

.
คนไทยทั่วเยอรมันพบ พิธา–กุลธิดา แสดงพลังความตื่นตัว ลงประชามติและเลือกตั้งนอกราชอาณาจักร
.
เมื่อวันที่ 19 มกราคม นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ อดีตหัวหน้าพรรคก้าวไกล พร้อมด้วย นางสาวกุลธิดา รุ่งเรืองเกียรติ อดีตรองหัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ เดินทางถึงกรุงเบอร์ลินตามคำเชิญของพี่น้องชาวไทยในเยอรมนี เพื่อพบปะและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับคนไทยที่พำนักอยู่ในเมืองต่าง ๆ อาทิ มิวนิก ฮัมบูร์ก เบรเมน แฟรงก์เฟิร์ต และ พัสเซา
.
นายพิธา ชื่นชมความตื่นตัวทางประชาธิปไตยของชาวไทยในเยอรมนี ที่มีจำนวนผู้ลงทะเบียนเลือกตั้งและประชามติเพิ่มขึ้นจากประมาณ 5,000 คน เป็นกว่า 8,000 คน คิดเป็นอัตราการเติบโต มากกว่า 60% ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยของคนไทยในต่างประเทศทั่วโลก สะท้อนพลังของคนไทยไกลบ้านที่ยังคงห่วงใยและมีส่วนร่วมกับอนาคตของประเทศ
.
ในวงแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ชาวไทยในเยอรมนีได้ร่วมพูดคุยถึงคุณภาพชีวิตและสวัสดิการของรัฐ รวมถึงโครงสร้างการจัดเก็บภาษีที่แตกต่างจากประเทศไทย โดยมีการแลกเปลี่ยนอย่างรอบด้านถึงทั้งข้อดีและข้อจำกัดของระบบภาษีสูง-สวัสดิการสูง ซึ่งแม้จะช่วยให้รัฐสามารถลงทุนในบริการสาธารณะและความมั่นคงทางสังคมได้อย่างต่อเนื่อง แต่ขณะเดียวกันก็มีความท้าทายด้านภาระภาษี ค่าครองชีพ และแรงกดดันต่อภาคธุรกิจและแรงงานเช่นกัน
.
ประเด็นที่ได้รับความสนใจเป็นพิเศษคือ การลงทุนด้านการพัฒนาทักษะ (Upskill และ Reskill) ซึ่งเยอรมนีให้ความสำคัญในระดับแนวหน้าของโลก เพื่อรองรับแรงงานวัยกลางคนที่อาจได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงของโครงสร้างเศรษฐกิจ เทคโนโลยี และปัญญาประดิษฐ์ (AI) โดยมุ่งสร้างโอกาสใหม่ให้แรงงานสามารถปรับตัวได้ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลง
.
นายพิธากล่าวว่า ไม่มีประเทศใดเหมือนกันทั้งหมด และไม่อาจนำรูปแบบของประเทศหนึ่งไปปรับใช้กับอีกประเทศหนึ่งได้โดยตรง อย่างไรก็ตาม ประสบการณ์จากเยอรมนีสะท้อนให้เห็นว่า การออกแบบระบบภาษีและสวัสดิการที่เหมาะสมสามารถเป็นเครื่องมือสำคัญในการลงทุนกับคุณภาพชีวิตของประชาชน ตั้งแต่การศึกษา สุขภาพ ไปจนถึงความมั่นคงของแรงงาน ซึ่งเป็นบทเรียนที่ประเทศไทยสามารถนำมาพิจารณาและปรับใช้ให้สอดคล้องกับบริบทของตนเอง
.

.
เอาจริง! วิโรจน์ แฉขบวนการ IO ปั่นข่าวป้ายสี ปชน. รวบหลักฐานดำเนินคดีไอ้โม่ง
https://www.khaosod.co.th/update-news/news_10103521
.
วิโรจน์ แฉขบวนการ IO สั่งลุยป้ายสี ปชน.ช่วงโค้งสุดท้ายเลือกตั้ง รวบหลักฐานมัดตัวไอ้โม่งเบื้องหลังปั่นข่าวเท็จ ‘เท้งรื้อรั้ว-บิดเบือนแก้ 112’ จี้กกต.ฟันผิดกม.เลือกตั้ง-พ.ร.บ.คอมพ์
.
เมื่อวันที่ 19 ม.ค.2569 ที่อาคารอนาคตใหม่ นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร รองหัวหน้าพรรคประชาชน (ปชน.) แถลงว่า ตอนนี้ใกล้ถึงจุดโค้งสุดท้ายของการเลือกตั้ง 2569 หลายกรณีที่พรรคถูกวิพากษ์วิจารณ์ ก็เป็นข้อบกพร่องที่พรรคต้องรับฟัง และนํามาแก้ไขปรับปรุงจริง ที่ผ่านมาพรรคก็จะแสดงความรับผิดชอบต่อสาธารณะและสังคมมาตลอด
.
แต่สิ่งที่เกิดขึ้นไม่หยุด ตลอดการหาเสียง คือปฏิบัติการใส่ร้ายป้ายสี เผยแพร่ข้อความและข้อมูลอันเป็นเท็จ เพื่อทําให้ประชาชนเข้าใจพรรคประชาชนผิดซ้ำแล้วซ้ำเล่า ถือว่าเป็นการกระทําความผิดต่อพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) ว่าด้วยการเลือกตั้งอย่างชัดเจน
.
เมื่อดูรายละเอียดจะพบว่า ลักษณะของข้อความจะเป็นแบบซ้ำๆ โดยทีมงานจะเก็บรวบรวมข้อความจากแอคเคาท์ต่างๆ เพื่อเชื่อมโยงกัน โดยหวังเป็นอย่างยิ่งว่า เราจะแกะรอยไปถึงกลุ่มการเมืองที่อยู่เบื้องหลังได้ และฝ่ายกฎหมายของพรรค จะรวบรวมหลักฐานทั้งหมด เพื่อส่งให้สํานักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ดําเนินคดีตามกฎหมายต่อไป
.
พรรคประชาชนเราน้อมรับทุกเสียงวิจารณ์อยู่แล้ว ถ้าคําตําหนินั้น เป็นคําวิพากษ์วิจารณ์จากประชาชนตามธรรมชาติ ต่อให้เป็นคําด่าทอต่อว่าด้วยถ้อยคําที่รุนแรง เราพร้อมน้อมรับเสมอ แต่สิ่งที่เกิดขึ้นตอนนี้ เป็นขบวนการที่จัดตั้ง เพื่อใส่ร้ายพรรคด้วยข้อความอันเป็นเท็จ ไม่ใช่การวิจารณ์ที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ” นายวิโรจน์ กล่าว
.
ยกตัวอย่าง เช่น การใส่ร้ายเรื่องประเด็นความมั่นคงว่า นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน จะรื้อรั้วออกให้หมด หากได้เป็นนายกรัฐมนตรี ซึ่งนายณัฐพงษ์ ไม่เคยมีความคิดและไม่เคยให้สัมภาษณ์ด้วยข้อความเช่นนี้เลย ยังนําประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 กลับมาโจมตี ใส่ร้ายว่าพรรคประชาชน มีนโยบายแก้ไข ทั้งที่คําวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ระบุเอาไว้ชัดเจนแล้ว
.
ที่แย่ที่สุด คือการทําให้ประชาชนเข้าใจว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญนั้น คือการแก้ไข ม.112 รวมถึงการสร้างข้อความบิดเบือน และกล่าวหาว่าเป็นการจัดฉาก โดยมีเพจที่เป็นเครือข่ายรับลูก ปั่นโพสต์ แชร์กันต่อ และเหตุการณ์ในลักษณะนี้ ยังเกิดขึ้นกับผู้สมัคร สส.ของเราอีกหลายคน ซึ่งเป็นการกล่าวหาที่เลื่อนลอย ไม่สนข้อเท็จจริงใดๆ ทั้งสิ้น
.
นอกจากเพจเฟซบุ๊ก และโพสต์ที่เกี่ยวข้องแล้ว เรายังรวบรวมบัญชีผู้ใช้งานที่มีข้อมูลโยงใยถึงกันไว้ด้วย โดยจะนําส่งข้อมูลให้กับ กกต.เพื่อดําเนินการร้องเรียนและแจ้งความ ตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทําความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์
.

.
"ข้าวไทย" ถึงจุดเปลี่ยน รัฐต้องเลิกพยุงราคา-เร่งลดต้นทุน วอนรัฐแก้ปัญหาให้ตรงจุด
.
นายประทีป สันติวัฒนา ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มน้ำมันรำข้าวคิง บริษัท น้ำมันบริโภคไทย จำกัด เปิดเผยถึงภาพรวมสถานการณ์อุตสาหกรรมข้าวไทยในปัจจุบันว่า ข้าวไทยกำลังเผชิญความท้าทายครั้งใหญ่จากปัจจัยเชิงโครงสร้าง โดยเฉพาะปัญหาผลผลิตต่อไร่ที่ต่ำที่สุดเมื่อเทียบกับคู่แข่งอย่างเวียดนามหรืออินเดีย ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ
.
โดยปัญหาหลัก หรือ Pain Point สำคัญที่ชาวนาไทยต้องเผชิญขณะนี้ คือภาระต้นทุนการผลิตที่ยังอยู่ในระดับสูง ทั้ง ค่าเช่าที่ดิน ค่าจ้างแรงงาน และสารเคมีทางการเกษตร
.
ขณะที่ราคาข้าวในตลาดโลกมีความผันผวนรุนแรง โดยปัจจุบันราคาข้าวไทยปรับตัวลดลงจากกิโลกรัมละกว่า 10 บาท เหลือไม่ถึง 10 บาทแล้วในตอนนี้ หลังอินเดียเริ่มกลับมาส่งออกข้าวอีกครั้ง
.
"การผลักดันราคาข้าวให้สูงกว่าราคาตลาดโลกนั้นทำได้ยาก สิ่งที่รัฐบาลต้องเร่งทำคือการลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตต่อไร่ให้สูงขึ้น เพื่อให้ชาวนาสามารถอยู่รอดได้ท่ามกลางความผันผวนของราคา" นายประทีป กล่าว
.
ส่วนนโยบายของรัฐบาลชุดใหม่ที่อยากเห็นและให้เร่งลงมือทำนั้น คือ ปัญหาเรื่องการจัดการน้ำ เพราะมองว่ายังเป็นประเด็นที่รัฐบาลให้ความสำคัญน้อยเกินไป ทั้งที่เป็นปัจจัยพื้นฐานหลัก ที่กระทบต่อทุกภาคส่วน ทั้งเกษตรกรรม อุตสาหกรรม และการท่องเที่ยว เนื่องจาก ปัจจุบันปัญหา น้ำท่วม-น้ำแล้ง เกิดจากการขาดการบริหารจัดการอย่างมีประสิทธิภาพ แม้ปริมาณฝนจะใกล้เคียงเดิมทุกปี แต่ความต้องการใช้น้ำในภาคประชาชนทั้งประเทศรวมกัน และอุตสาหกรรมที่เพิ่มขึ้น ทำให้ชาวนาต้องเผชิญภาวะขาดแคลนน้ำมาโดยตลอด
.
ดังนั้นส่วนตัวจึงมองว่าหากภาครัฐไม่สามารถแก้ปัญหาเรื่องการจัดการน้ำได้อย่างเป็นระบบ ซึ่งไม่ได้ส่งผลเพียงแค่ชาวนาที่จะอยู่ไม่ได้ แต่อุตสาหกรรมและภาพรวมเศรษฐกิจไทยจะได้รับผลกระทบทั้งหมด 
.
นอกจากนี้ นายประทีป ยังได้ให้คำแนะนำ เพื่อเป็นทางรอดให้กับข้าวไทยด้วยว่า  สำหรับทางออกของอุตสาหกรรมข้าวไทย ขอเสนอให้นำนวัตกรรมมาใช้เพิ่มมูลค่าในทุกส่วนของข้าว (Supply Chain) ตั้งแต่แกลบ รำ จนถึงปลายข้าว เพื่อสร้างรายได้เข้าสู่อุตสาหกรรมให้มากขึ้น 
.
ขณะเดียวกันรัฐบาลก็ต้องสนับสนุนงบประมาณในการให้ความรู้และตรวจสอบคุณภาพในกระบวนการสีข้าว โดยเฉพาะ "รำข้าว" ซึ่งเป็นวัตถุดิบสำคัญในอุตสาหกรรมต่อเนื่อง เพื่อให้ได้คุณภาพที่สม่ำเสมอและรองรับการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับชาวนารวมถึงภาคอุตสาหกรรมข้าวไทยในอนาคต
.
อนาคตของข้าวไทยต้องขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรมและการลดต้นทุนเชิงโครงสร้าง มากกว่าการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าด้วยนโยบายระยะสั้น ข้าวไทยถึงจะไปต่อได้”  นายประทีป กล่าวทิ้งท้าย 
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่