5 เรื่องที่คุณอาจไม่เคยรู้เกี่ยวกับ Google Maps Offline: นำทางแม่นยำแม้ไม่มีอินเทอร์เน็ต!

กระทู้สนทนา
เคยไหมครับ เวลาขับรถเที่ยวต่างจังหวัดในเส้นทางที่ไม่คุ้นเคย แล้วจู่ๆ สัญญาณโทรศัพท์ก็หายไปดื้อๆ? ความกังวลเริ่มก่อตัวขึ้นทันที แผนที่ที่เคยนำทางอยู่ดีๆ ก็หยุดทำงาน ทำให้เราไม่แน่ใจว่าต้องเลี้ยวซ้ายหรือขวา สถานการณ์แบบนี้เป็นฝันร้ายของนักเดินทางหลายคน แต่ปัญหานี้แก้ได้ง่ายๆ ด้วยฟีเจอร์ "แผนที่ออฟไลน์" ของ Google Maps ที่หลายคนรู้จัก แต่เชื่อหรือไม่ว่าเบื้องหลังการทำงานของมันมีความลับที่น่าทึ่งซ่อนอยู่ ซึ่งหลายคนอาจยังไม่เคยรู้มาก่อน บทความนี้จะพาไปสำรวจ 5 ข้อเท็จจริงสุดเซอร์ไพรส์เกี่ยวกับโหมดออฟไลน์ ที่จะทำให้คุณใช้งานมันได้อย่างมืออาชีพยิ่งขึ้น
--------------------------------------------------------------------------------
1. ตำแหน่ง GPS กับแผนที่อินเทอร์เน็ต คือคนละส่วนกัน
นี่คือความจริงพื้นฐานที่น่าประหลาดใจที่สุด: GPS และอินเทอร์เน็ตเป็นเทคโนโลยีที่แยกจากกันโดยสิ้นเชิง! ความจริงแล้ว โทรศัพท์มือถือของคุณมีชิป GPS ในตัวที่ทำหน้าที่สื่อสารกับดาวเทียมที่โคจรอยู่รอบโลกโดยตรงเพื่อระบุตำแหน่งของคุณ (เจ้าจุดสีน้ำเงินบนแผนที่นั่นเอง) และกระบวนการนี้ ไม่จำเป็นต้องใช้อินเทอร์เน็ตเลยแม้แต่น้อย
ส่วนอินเทอร์เน็ตนั้นมีความจำเป็นในการดาวน์โหลดข้อมูล "ภาพ" ของแผนที่ เช่น ถนน อาคาร สถานที่สำคัญ ชื่อร้านค้าต่างๆ รวมถึงข้อมูลแบบเรียลไทม์อย่างสภาพการจราจร
ตัวชิป GPS ทำหน้าที่คำนวณหาพิกัดดิบๆ ของคุณบนโลก นั่นคือค่าละติจูดและลองจิจูด แต่ตัวมันเองไม่รู้ว่าพิกัดนั้นคือร้านกาแฟหรือบ้านของคุณ
แล้วทำไม Maps ถึงยังต้องใช้อินเทอร์เน็ตอยู่ล่ะ? ก็เพราะว่าผลลัพธ์จากการคำนวณข้างต้นเป็นเพียงแค่พิกัดละติจูดและลองจิจูด (กับเวลา) เท่านั้น มันไม่ได้บอกว่าพิกัดชุดนั้นคือโรงเรียนหรือที่ทำงานของคุณ ข้อมูลเหล่านี้จะถูกดาวน์โหลดเข้ามาทันทีโดยใช้อินเทอร์เน็ต
การเข้าใจความแตกต่างนี้เป็นเรื่องสำคัญมาก เพราะมันช่วยไขข้อสงสัยว่าทำไมโทรศัพท์ของเราถึงสามารถระบุตำแหน่งได้ทุกที่บนโลก แม้จะอยู่ในพื้นที่ที่ไม่มีสัญญาณโทรศัพท์ก็ตาม

2. แผนที่ออฟไลน์มี "วันหมดอายุ"
เป็นเรื่องที่หลายคนคาดไม่ถึงว่าแผนที่ที่เราดาวน์โหลดเก็บไว้จะสามารถ "หมดอายุ" ได้ จากข้อมูลพบว่าแผนที่ออฟไลน์จำเป็นต้องได้รับการอัปเดตเป็นระยะๆ (อาจจะภายใน 15 วัน หรือมีอายุสูงสุด 1 ปี) เพื่อให้ยังคงใช้งานได้ เหตุผลก็เพราะว่าโลกของเราเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ทั้งถนนเส้นใหม่ๆ ธุรกิจที่เปิดหรือปิดตัวลง และข้อมูลสถานที่ต่างๆ ที่ต้องอัปเดตให้เป็นปัจจุบันเสมอ
ทางแก้ที่ง่ายที่สุดคือการเปิดใช้งานฟีเจอร์ "อัปเดตอัตโนมัติ" (Auto-update) ในการตั้งค่าแผนที่ออฟไลน์ โดยแนะนำให้ตั้งค่าให้อัปเดตเฉพาะเมื่อเชื่อมต่อ Wi-Fi เท่านั้น เพื่อเป็นการประหยัดดาต้ามือถือของคุณ
นี่คือเคล็ดลับสำคัญที่ช่วยป้องกันไม่ให้คุณเจอสถานการณ์น่าผิดหวัง เมื่อพบว่าแผนที่ที่อุตส่าห์ดาวน์โหลดมาหมดอายุไปแล้วในเวลาที่คุณต้องการมันมากที่สุด

3. ไม่ใช่ทุกฟีเจอร์ที่จะใช้งานได้เมื่อออฟไลน์
แม้ว่าแผนที่ออฟไลน์จะมีประโยชน์มาก แต่ก็มีข้อจำกัดที่สำคัญและไม่สามารถทำงานได้เต็มรูปแบบเหมือนเวอร์ชันออนไลน์ โดยฟีเจอร์หลักๆ ที่จะ ไม่สามารถใช้งานได้ ในโหมดออฟไลน์ ได้แก่:
ข้อมูลการจราจรแบบเรียลไทม์ (Real-time traffic)
เส้นทางเลือก (Alternative routes)
คำแนะนำการเปลี่ยนเลน (Lane guidance)
โหมดนำทางสำหรับการเดิน, ปั่นจักรยาน, หรือขนส่งสาธารณะ (Walking, cycling, or transit directions)
มุมมองดาวเทียม (Satellite view)
อย่างไรก็ตาม ฟังก์ชันหลักที่จำเป็นสำหรับการขับขี่ยังคงทำงานได้อย่างยอดเยี่ยม ไม่ว่าจะเป็นการนำทางด้วยเสียงแบบเลี้ยวต่อเลี้ยว (Turn-by-turn voice navigation) การประมาณเวลาเดินทาง และการค้นหาสถานที่ สิ่งสำคัญที่ต้องรู้คือ คุณสามารถค้นหาได้เฉพาะสถานที่และที่อยู่ที่มีข้อมูลอยู่แล้วในแผนที่ที่คุณดาวน์โหลดไว้เท่านั้น แต่จะไม่สามารถค้นหาข้อมูลใหม่ๆ แบบสดๆ ที่ต้องใช้อินเทอร์เน็ตได้


4. คุณไม่สามารถดาวน์โหลดแผนที่ "ทั้งประเทศ" ได้ในครั้งเดียว
นี่คือข้อจำกัดในทางปฏิบัติอย่างหนึ่ง คือผู้ใช้งานไม่สามารถดาวน์โหลดแผนที่ของทั้งประเทศมาเก็บไว้ในครั้งเดียวได้ แต่สามารถเลือกดาวน์โหลดเป็นส่วนๆ หรือภูมิภาคที่ต้องการแทน เหตุผลเบื้องหลังข้อจำกัดนี้คือการสร้างสมดุลระหว่างความครอบคลุมของข้อมูลกับข้อจำกัดด้านพื้นที่จัดเก็บและพลังการประมวลผลของสมาร์ทโฟนนั่นเอง ไฟล์แผนที่เหล่านี้อาจมีขนาดค่อนข้างใหญ่ (ในข้อมูลระบุว่าอาจสูงถึง 1.5 GB) ดังนั้นจึงควรเชื่อมต่อ Wi-Fi ในระหว่างการดาวน์โหลดเพื่อหลีกเลี่ยงการใช้ดาต้ามือถือจำนวนมาก
มีเคล็ดลับเพิ่มเติมสำหรับอุปกรณ์ที่รองรับ คือผู้ใช้สามารถเปลี่ยนตำแหน่งที่จัดเก็บข้อมูลแผนที่ไปยัง SD Card ได้ เพื่อช่วยประหยัดพื้นที่หน่วยความจำภายในของโทรศัพท์

5. เบื้องหลังความแม่นยำคือหลักฟิสิกส์ขั้นสูง
เพื่อให้คุณทึ่งกับเทคโนโลยีในมือมากขึ้นอีกนิด รู้หรือไม่ว่าเบื้องหลังการระบุตำแหน่งที่แม่นยำของโทรศัพท์คุณนั้นอาศัยกระบวนการที่เรียกว่า "การสามเหลี่ยม" (Triangulation) ซึ่งเป็นการคำนวณจากการรับสัญญาณจากดาวเทียม GPS หลายดวงที่โคจรอยู่รอบโลก
และนี่คือเกร็ดความรู้ที่น่าทึ่งที่สุด: การคำนวณที่ซับซ้อนเพื่อให้ได้ความแม่นยำระดับนี้จำเป็นต้องอาศัยการประยุกต์ใช้ ทฤษฎีสัมพัทธภาพของไอน์สไตน์ เข้ามาเกี่ยวข้องด้วย! เหตุผลก็เพราะว่าดาวเทียม GPS โคจรด้วยความเร็วสูงมากและอยู่ในสภาวะแรงโน้มถ่วงที่แตกต่างจากเราบนพื้นโลก ซึ่งตามทฤษฎีของไอน์สไตน์แล้ว ปัจจัยเหล่านี้ทำให้เวลาบนดาวเทียมเดินเร็วกว่าเวลาบนโลกเล็กน้อย การคำนวณของระบบ GPS จึงต้องนำทฤษฎีสัมพัทธภาพเข้ามาปรับแก้ความแตกต่างของเวลานี้อยู่ตลอดเวลา หากไม่มีการแก้ไขนี้ ตำแหน่ง GPS ของคุณจะคลาดเคลื่อนไปหลายกิโลเมตรในแต่ละวันเลยทีเดียว! นี่คือข้อเท็จจริงที่แสดงให้เห็นถึงวิทยาศาสตร์อันน่าเหลือเชื่อที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังเครื่องมือที่เราใช้กันในชีวิตประจำวัน

--------------------------------------------------------------------------------
Google Maps ในโหมดออฟไลน์คือเครื่องมือที่ทรงพลังอย่างยิ่งสำหรับนักเดินทางทุกคน และการได้รู้ความลับและข้อจำกัดของมันจะยิ่งทำให้คุณใช้งานได้อย่างชาญฉลาดและมีประสิทธิภาพมากขึ้น
เมื่อได้รู้ความลับเบื้องหลังแผนที่ออฟไลน์แล้ว ทริปต่อไปในที่ที่ไม่มีสัญญาณของคุณจะเป็นที่ไหน?

--------------------------------------------------------------------------------
ดูวิธีดาวน์โหลด "แผนที่ออฟไลน์" ไว้ใช้ กดดูคลิปตามลิงก์นี้เลยครับ
เพี้ยนปักหมุด
คลิกเพื่อดูคลิปวิดีโอ
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่