รู้จัก “เฮดี ลามาร์” จากดาวค้างฟ้าฮอลลีวูดสู่ผู้วางรากฐาน WiFi



เนื่องในโอกาสวันสตรีสากล (International Women’s Day) ซึ่งตรงกับวันที่  8 มีนาคม ของทุกปี  
หากพูดถึงผู้หญิงที่ทรงอิทธิพลในโลกเทคโนโลยี ชื่อของ เฮดี ลามาร์ (Hedy Lamarr) มักถูกยกมาเป็นตำนานอันดับต้น ๆ
เพราะเธอไม่ใช่แค่นักแสดงสาวสวยในยุคทองของฮอลลีวูด แต่เธอยังเป็นอัจฉริยะด้านเทคโนโลยี
ผู้ซึ่งมีบทบาทสำคัญต่อแนวคิดด้านการพัฒนาระบบสื่อสารไร้สาย ซึ่งกลายมาเป็นรากฐานของเทคโนโลยีสมัยใหม่อย่างไวไฟ (WiFi) บลูทูธ (Bluetooth) และระบบนำทาง (GPS) ที่เราใช้กันอยู่ทุกวันนี้

ทำความรู้จัก เฮดี ลามาร์

เฮดี ลามาร์ (Hedy Lamarr) มีชื่อจริงว่า เฮดวิก เอวา คีสเลอร์ (Hedwig Eva Kiesler)
เกิดเมื่อวันที่ 9 พฤศจิกายน ค.ศ. 1914 ที่กรุงเวียนนา ประเทศออสเตรีย
ก่อนจะอพยพมายังสหรัฐอเมริกาและเข้าสู่วงการภาพยนตร์ฮอลลีวูดในช่วงปี ค.ศ. 1930

เธอกลายเป็นหนึ่งในนักแสดงหญิงที่โด่งดังที่สุดของยุคนั้น จากผลงานภาพยนตร์หลายเรื่อง เช่น Algiers (1938), Boom Town (1940) และ Samson and Delilah (1949) อย่างไรก็ตาม เบื้องหลังภาพลักษณ์ของนักแสดงดาวเด่นนั้น
เธอยังเป็นคนที่สนใจวิทยาศาสตร์และการประดิษฐ์มาตั้งแต่วัยเด็ก
และมักใช้เวลาว่างทดลองแนวคิดทางเทคโนโลยีและออกแบบสิ่งประดิษฐ์ต่าง ๆ อยู่เสมอ

จากดาวค้างฟ้าสู่ผู้วางรากฐาน WiFi และ Bluetooth

ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ขณะที่อุตสาหกรรมภาพยนตร์ยกย่องให้เธอเป็นสัญลักษณ์แห่งความงาม
เธอกลับใช้เวลาว่างในกองถ่ายและที่บ้านเพื่อประดิษฐ์สิ่งของต่าง ๆ เธอมีมุมส่วนตัวที่มีโต๊ะร่างแบบและอุปกรณ์ครบมือ
โดยมีฮาวเวิร์ด ฮิวจ์ส (Howard Hughes) มหาเศรษฐี นักบิน และผู้ผลิตภาพยนตร์ชื่อดังชาวอเมริกันในยุคนั้น
เป็นผู้สนับสนุนอุปกรณ์ต่าง ๆ ให้เธอได้ทดลองประดิษฐ์คิดค้นนวัตกรรมใหม่ ๆ 

จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นเมื่อ เฮดี ลามาร์ ต้องการช่วยกองทัพสหรัฐฯ ในช่วงสงครามที่ต้องสู้รบกับนาซีเยอรมนี
เธอสังเกตว่าอาวุธยิงระเบิดอย่างตอร์ปิโดที่ควบคุมด้วยสัญญาณวิทยุในยุคนั้น
สามารถถูกศัตรูดักจับหรือรบกวนสัญญาณได้ง่าย ทำให้ไม่สามารถโจมตีเป้าหมายได้อย่างแม่นยำ

เธอจึงร่วมมือกับเพื่อนสนิทอย่างจอร์จ แอนไทล์ (George Antheil) นักเปียโนและนักประดิษฐ์ชาวอเมริกัน
คิดค้นระบบสื่อสารลับที่เรียกว่า Secret Communication System โดยใช้หลักการส่งสัญญาณวิทยุที่สลับความถี่
หรือที่เรียกว่า Frequency-Hopping Spread Spectrum ได้รับแรงบันดาลใจมาจากกระดาษปรุในเปียโนอัตโนมัติ (Player Piano)
โดยพวกเขาได้นำหลักการนี้มาประยุกต์ใช้ ผ่านสัญญาณวิทยุกระโดดสลับไปมาตามรหัสที่กำหนดไว้ระหว่างเครื่องรับและเครื่องส่ง
ทำให้ศัตรูไม่สามารถดักฟังหรือรบกวนสัญญาณได้สำเร็จ

ผลงานดังกล่าวได้รับสิทธิบัตรสหรัฐในปี 1942 อย่างไรก็ตาม ในเวลานั้นกองทัพเรือสหรัฐฯ มองว่าเทคโนโลยีดังกล่าวยังซับซ้อนเกินไป
จึงยังไม่ได้นำไปใช้งานจริง ดยแนะนำให้เธอไปช่วยขายพันธบัตรสงครามแทน ซึ่งเธอก็ทำได้ยอดเยี่ยมด้วยการระดมทุนได้มหาศาล

มรดกทางเทคโนโลยีที่โลกต้องจารึก

แม้สิทธิบัตรของเธอจะถูกเก็บเงียบไว้นานหลายทศวรรษ แต่เมื่อเทคโนโลยีดิจิทัลก้าวหน้าขึ้น หลักการ สลับความถี่ของพวกเขา
ก็ได้กลายเป็นหัวใจสำคัญในการพัฒนาการสื่อสารไร้สายยุคใหม่ ไม่ว่าจะเป็น

● ไวไฟ (WiFi): เทคโนโลยีเครือข่ายไร้สาย หรือ การเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตที่เราขาดไม่ได้
● บลูทูธ (Bluetooth): เทคโนโลยีสื่อสารไร้สายระยะสั้นในอุปกรณ์อัจฉริยะ
● จีพีเอส (GPS): ระบบการนำทางและแผนที่ในปัจจุบัน
● ซีดีเอ็มเอ (CDMA): เทคโนโลยีการสื่อสารไร้สายด้วยระบบดิจิทัล

ผู้หญิงที่พิสูจน์ว่าความสวยและสติปัญญาอยู่คู่กันได้

เฮดี้ ลามาร์ เคยกล่าวประโยคคลาสสิกไว้ว่า "Any girl can be glamorous. All you have to do is stand still and look stupid"
(ผู้หญิงคนไหนก็ดูสวยสง่าได้ แค่ยืนนิ่ง ๆ แล้วทำตัวโง่ ๆ)
ซึ่งเป็นการเสียดสีค่านิยมในยุคนั้นที่มักมองข้ามความสามารถทางสติปัญญาของผู้หญิง

ซึ่งกว่าโลกจะยอมรับเธอในฐานะนักประดิษฐ์ ก็เป็นช่วงท้ายของชีวิต โดยในปี 1997 เธอได้รับ Pioneer Award
จาก Electronic Frontier Foundation (EFF) ซึ่งเป็นองค์กรไม่แสวงหากำไรในสหรัฐอเมริกาที่ทำงานด้านสิทธิและเสรีภาพบนโลกดิจิทัล
โดยรางวัลดังกล่าว มอบให้แก่บุคคลที่มีผลงานบุกเบิกและสร้างผลกระทบสำคัญต่อเทคโนโลยีและอินเทอร์เน็ต

ต่อมาในปี 2014 เธอยังได้รับการบรรจุชื่อเข้าสู่ National Inventors Hall of Fame
ซึ่งเป็นหอเกียรติยศสำหรับนักประดิษฐ์ของสหรัฐฯ ที่จัดตั้งขึ้นเพื่อยกย่องบุคคลผู้สร้างสรรค์นวัตกรรมสำคัญของโลก
โดยการได้รับการบรรจุชื่อครั้งนี้เกิดขึ้นหลังจากที่เธอเสียชีวิตไปแล้วหลายปี

ที่มารูปภาพ : Wikimedia Commons

แหล่งที่มา : TNN Thailand

แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่