อยากออกจากสามีที่บึ้งตึงกับคนในบ้าน แต่นอกบ้านเป็นคนดีของทุกคน

เข้าเรื่องเลยคือ เราและสามีมีลูกด้วยกัน 3 คนแล้ว ช่วงลูกเล็กๆเขารักลูกมากๆ กอด หอมลูกตลอด แต่เมื่อลูกๆโต กลับกลายเป็นว่า ห่างเกินกับลูก ไม่เคยรู้อะไรเกี่ยวกับลูกเลย ไม่เคยทำธุระที่เกี่ยวพันกับลูก จนลูกกับพ่อคือเหมือนคนไม่รู้จักกัน ทั้งๆที่ไม่ได้มีอะไรมากมาย เหมือนพ่อจะเก๊กเข้มทุกครั้งที่ลูกมาอยู่ด้วย (ปรกติลูกจะอยู่บ้านย่า มาเล่นบ้านพ่อแม่เกือบทุกวัน) กินข้าวก็ตวาด ทำอะไรก็จะถูกจับผิดตลอด ทำให้ลูกๆ เบื่อและไม่อยากเข้าใกล้เลย คนเป็นแม่คือใจจะขาด เพราะต้องเชื่อม และคอยบอกความเคลื่อนไหวว่าลูกทำอะไรบ้าง อยู่ยังไง จะไปไหน ให้พ่อเขารู้บ้าง หลังๆหนักคือไม่สนใจอะไรเกี่ยวกับครอบครัวเลย อดีตเราเคยมีเรื่องเกี่ยวกับการคบหาของเพื่อนในที่ทำงานของเขาที่ดูเกินเลย เพราะเราไปเจอแชทคุยกันในระดับหนึ่ง ก็ได้พูดคุยและเขาบอกว่าไม่มีอะไร ผู้หญิงคนนั้นก็ย้ายกลับบ้านตัวเองไปต่างจังหวัด สามีเรายังคงเข้มขรึมอยู่เสมอกับคนในบ้าน เราก็ทนๆไปในลักษณะที่ว่าปล่อยวาง และอยู่ข้างลูกๆ ให้เขามองพ่อว่าเป้นลักษณะนิสัยปรกติของเขา แต่เมื่ออยู่นอกบ้าน หรือที่ทำงาน เขาจะ เฟรนลี่กับทุกๆคนได้ ยิ้มแย้มแจ่มใส เป็นลุงที่ดีของลูกๆคนในที่ทำงาน ลูกของเพื่อนก็ทักทาย ลูกของญาติก็ยิ้มแย้มแจ่มใส จนลูกพูดเสมอว่า พ่อยิ้มให้แต่คนอื่น แต่ทำไมกับเราบึ้งตึงจังเลย คนเป็นแม่คือไม่รู้จะอธิบายและทำยังไงแล้ว เพราะเป็นแบบที่ลูกสัมผัสได้จริงๆ อีกทั้งไม่ได้ให้เงินดูแลลุกและครอบครัวเป็นชิ้นเป็นอัน กลับเป็นหน้าที่ของเราที่ดูแลทุกอย่างในบ้าน ก็ไม่รู้ว่าเพราะอะไรที่ทำให้เราต้องกลายเป็นแบบนี้คือกลืนไม่เข้าคายไม่ออกไปโดยปริยาย ล่าสุดมาเจอสลิปโอนเงินให้กับผู้หญิงคนที่เคยมีปัญหากัน มีประเด็นเรื่องความเกินเลยกัน ถามไถ่เขาไปเขาบอกว่าเป็นแค่การช่วยเหลือให้หยิบยืม แต่เราคืดว่ามันไม่เหมาะสม ที่จะไปดูแลให้เขาหยิบยืมแต่คนในบ้านไม่เคยรู้เลยว่าจะกินใช้พอหรือไม่ ทุกอย่างที่เกิดขึ้นกลายเป็นว่าเราเป็นฝ่ายผิดไปหมด โวยวายเกินงาม ตอนนี้คือไม่รู้จะทำยังไงให้เดินออกไปได้อย่างสง่างาม มีแต่คนที่บอกให้เราอดทนต่อไป ลึกๆคือเขาก็รักครอบครัวแต่ไม่เคยแสดงออก ให้เมียให้ลูกรับรู้ แต่เมื่อเขาไปเป็นคนแสนดีกับคนอื่น ทำให้เราหมดความรู้สึกรักไปหมดแล้ว
สุดยอดความคิดเห็น
ความคิดเห็นที่ 4
อ่านเรื่องราวของคุณแล้ว สัมผัสได้ถึงความอัดอั้นและความโดดเดี่ยวที่ต้องแบกรับมานานครับ สิ่งที่คุณเจอไม่ใช่เรื่องเล็กน้อย แต่มันคือการ "ถูกละเลยทางอารมณ์" (Emotional Neglect) และการที่เขาเป็นคนดีนอกบ้าน (Public Saint) แต่เป็นพิษในบ้าน (Private Devil) มันสร้างบาดแผลให้คนเป็นแม่และลูกลึกมากครับ
การที่เขาตวาดลูกและบึ้งตึงใส่ครอบครัว แต่ไปใจดีกับคนอื่น คือการแสดงออกว่าเขา "ให้ความสำคัญกับภาพลักษณ์ (Ego) มากกว่าความสัมพันธ์" และการแอบโอนเงินให้หญิงอื่นโดยไม่ดูแลคนในบ้าน คือการผิดหลักการเป็นหัวหน้าครอบครัวอย่างรุนแรงครับ
หากคุณต้องการ "เดินออกไปอย่างสง่างาม" ผมขอแนะนำขั้นตอนที่ต้องใช้สติและกลยุทธ์ เพื่อปกป้องทั้งตัวคุณและลูกดังนี้ครับ:
1. จัดระเบียบ "ความจริง" (Evidence & Logistics)
ความสง่างามเริ่มต้นจากความพร้อมครับ อย่าเพิ่งใช้อารมณ์ปะทะจนเขาตั้งตัวทัน:
* รวบรวมหลักฐาน: เก็บภาพถ่ายสลิปเงินที่เขาโอนให้ผู้หญิงคนนั้น แชทที่เคยคุย ข้อมูลการไม่ส่งเสียเลี้ยงดูลูก สิ่งเหล่านี้สำคัญมากหากต้องมีการฟ้องร้องหย่า หรือเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูในอนาคต
* ตรวจสอบทรัพย์สิน: รู้ให้ชัดว่าบ้านเป็นชื่อใคร เงินในบัญชีมีเท่าไหร่ หนี้สินมีไหม คุณดูแลทุกอย่างในบ้านมาตลอด คุณมีสิทธิ์ในสินสมรสครับ
* ความพร้อมทางการเงิน: ในเมื่อคุณเป็นคนดูแลค่าใช้จ่ายหลักอยู่แล้ว ลองคำนวณดูว่าถ้าไม่มีเขา คุณจะประหยัดค่าใช้จ่ายส่วนของเขาไปได้เท่าไหร่ และคุณมีเงินสำรองพอที่จะตั้งตัวใหม่ไหม
2. หยุดเป็น "กาวใจ" ที่ไม่มีคนเห็นค่า
คุณบอกว่าพยายามเชื่อมลูกกับพ่อ... "หยุดทำหน้าที่นั้นครับ"
* ปล่อยให้ลูกได้รับรู้ความจริงตามวัยที่เหมาะสม ไม่ต้องไปแก้ตัวแทนพ่อเขาว่า "พ่อเขาเป็นแบบนี้แหละ" เพราะนั่นจะทำให้ลูกสับสนในคุณค่าของตัวเอง
* การที่คุณไปช่วยอธิบายแทนเขา ยิ่งทำให้เขาได้ใจว่าไม่ต้องทำอะไรเลยก็ได้ เดี๋ยวเมียก็จัดการให้
3. เลิกคาดหวัง "ความรักที่ซ่อนอยู่"
ที่คุณยังเจ็บ เพราะลึกๆ คุณยังเชื่อคำที่คนอื่นบอกว่า "เขารักครอบครัวแต่ไม่แสดงออก"
* ความจริงคือ: ความรักที่ทำร้ายจิตใจลูกและไม่ส่งเสียเลี้ยงดู ไม่ใช่ความรักที่สมบูรณ์ครับ
* เมื่อคุณยอมรับได้ว่า "เขาอาจจะไม่รักเราในแบบที่เราต้องการอีกต่อไปแล้ว" ใจคุณจะนิ่งขึ้น และมองการเดินออกมาเป็นการ "ย้ายที่อยู่" ไม่ใช่การ "สูญเสีย"
4. สื่อสารครั้งสุดท้ายอย่างเป็นระบบ (The Final Talk)
หากจะไปอย่างสง่างาม ต้องมีการพูดคุยที่นิ่งที่สุด:
* ไม่ใช่การโวยวายเรื่องผู้หญิง แต่เป็นการพูดเรื่อง "ความรับผิดชอบ"
* บอกเขาไปตรงๆ ว่า "การที่ลูกไม่อยากเข้าใกล้ และการที่คุณแอบช่วยเหลือคนอื่นในขณะที่ครอบครัวลำบาก คือจุดที่ฉันยอมรับไม่ได้อีกต่อไป"
* ดูปฏิกิริยาเขา ถ้าเขาปฏิเสธหรือโทษคุณ (Gaslighting) นั่นคือสัญญาณยืนยันว่าคุณคิดถูกแล้วที่ต้องไป
5. สร้างเครือข่ายสนับสนุน (Support System)
* คุยกับทางย่าของเด็กๆ (ถ้าท่านมีเหตุผลพอ) หรือครอบครัวฝั่งคุณ เพื่อขอกำลังใจหรือที่พักพิงชั่วคราว
* หาที่ปรึกษากฎหมาย เพื่อดูเรื่องสิทธิในการเลี้ยงดูบุตร
ก้าวต่อไปที่สง่างาม:
ความสง่างามไม่ใช่การเดินออกไปโดยไม่มีใครตำหนิ แต่คือการที่คุณเลือก "ความสุขของลูกและศักดิ์ศรีของตัวเอง" มาเป็นที่หนึ่ง
ลูกๆ จะขอบคุณคุณในวันที่เขาเติบโตขึ้น ว่าแม่ไม่ได้ทนอยู่ในบ้านที่เต็มไปด้วยเสียงตวาดและความเย็นชา แต่แม่พาเขาออกมาอยู่ในที่ที่ "ปลอดภัยต่อใจ" มากกว่า
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่