เคล็ดลับคนวัย 50+ เล่นกีฬายังไงให้เข่าไม่พัง

กระทู้สนทนา
🎾🏸🏐⚽️
“หมอครับ ผมยังจะเล่นเทนนิสได้อีกไหมครับ ถ้าผมหยุดเล่น ผมคงเฉาตายแน่ๆ”

คำถามนี้มาจากคนไข้ชายวัย 55 ปีท่านหนึ่ง ที่เดินเข้ามาในห้องตรวจด้วยท่าทางกะเผลกเล็กน้อย พร้อมกับผลเอกซเรย์ในมือ แววตาของเขาเต็มไปด้วยความกังวล ไม่ใช่แค่ความเจ็บปวดที่หัวเข่า แต่คือความกลัวว่าจะสูญเสียสิ่งที่รักที่สุดไป

คนไข้ท่านนี้ชื่นชอบกีฬาเทนนิสเป็นชีวิตจิตใจ เล่นมาตั้งแต่วัยหนุ่ม สัปดาห์ละ 3-4 วัน แต่ช่วงหลังมานี้ ทุกครั้งที่จบเกม จะมีอาการปวดตื้อๆ ที่เข่าขวา บางวันตื่นมาเข่าบวมตุ่ยๆ จนงอขาไม่ค่อยลง พักสัก 2-3 วันก็ยุบ พอกลับไปเล่นใหม่ก็บวมอีก วนเวียนอยู่แบบนี้

จนล่าสุดไปเอกซเรย์ พบว่าเป็น “ข้อเข่าเสื่อมระยะที่ 2-3” ซึ่งถือว่าเป็นระยะปานกลาง ฟังดูเหมือนเป็นคำตัดสินประหารชีวิตนักกีฬา แต่ความจริงแล้ว มันคือสัญญาณเตือนให้เราต้อง “ปรับ” ไม่ใช่ให้เรา “หยุด” ใช้ชีวิตครับ

วันนี้หมออยากชวนทุกคนมาทำความเข้าใจภาวะเข่าเสื่อมในคนที่ยังอยากแอคทีฟ อยากเล่นกีฬา ว่าเราจะอยู่ร่วมกับมันอย่างไรให้มีความสุข และยืดอายุการใช้งานของเข่าเราไปให้นานที่สุด

ข้อเข่าเสื่อมระยะ 2-3 คืออะไร เปรียบเทียบให้เห็นภาพ

เพื่อให้เข้าใจง่ายที่สุด ลองจินตนาการว่าข้อเข่าของเราเหมือน “ยางรถยนต์” ครับ ผิวข้อกระดูกอ่อนคือดอกยาง ที่ทำหน้าที่รับแรงกระแทกและทำให้การเคลื่อนไหวลื่นไหล

ในระยะที่ 1 ดอกยางอาจจะแค่เริ่มแข็ง ไม่นิ่มนวลเหมือนใหม่ แต่ยังใช้งานได้ดี

แต่พอเข้าสู่ระยะที่ 2 และ 3 แปลว่า “ดอกยางเริ่มสึก” จนบางลงอย่างเห็นได้ชัด พื้นผิวที่เคยเรียบเริ่มขรุขระ เหมือนถนนลูกรัง เวลาขยับหรือลงน้ำหนัก กระดูกสองชิ้นจะเริ่มเสียดสีกันมากขึ้น ไม่ลื่นไหลเหมือนเดิม

เมื่อเกิดการเสียดสี ร่างกายของเรามีกลไกตอบสนองครับ โดยการสร้าง “น้ำ” ออกมาในข้อเข่ามากขึ้น เพื่อพยายามหล่อลื่นและลดความร้อนจากการเสียดสีนั้น นี่คือสาเหตุที่ทำไมคนไข้ถึงมีอาการ “เข่าบวม” หรือมีน้ำในข้อเข่าหลังจากการใช้งานหนักๆ เหมือนเครื่องยนต์ที่ร้อนจัดจนหม้อน้ำเดือดนั่นเอง

อาการฟ้อง ว่าเข่าเริ่มประท้วง

อาการของคนไข้รายนี้ เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนมากของคนที่เป็นเข่าเสื่อมระยะกลางแล้วยังใช้งานหนักครับ

1. ปวดหลังใช้งาน: มักจะไม่ปวดทันทีที่ตีเทนนิส แต่จะปวดหลังจากเล่นเสร็จ หรือตื่นนอนในเช้าวันรุ่งขึ้น อาการปวดมักเป็นแบบตื้อๆ ลึกๆ ข้างในข้อ
2. ข้อฝืดตึง: โดยเฉพาะช่วงเช้า หรือหลังจากนั่งทำงานนานๆ พอลุกขึ้นยืนจะรู้สึกว่าข้อเข่ามันล็อคๆ ต้องขยับสักพักถึงจะเดินได้คล่อง
3. เข่าบวม: เป็นสัญญาณของการอักเสบเยื่อบุข้อ มีน้ำไขข้อผลิตออกมามากผิดปกติ บางครั้งจับดูจะรู้สึกอุ่นกว่าอีกข้าง
4. เสียงดังในข้อ: เวลาลุกนั่ง หรือเดินขึ้นบันได จะได้ยินเสียงกรอบแกรบ ซึ่งเกิดจากผิวข้อที่ขรุขระเสียดสีกัน

การวินิจฉัยที่แม่นยำ สำคัญกว่าแค่การดูฟิล์ม

การที่คนไข้ถือฟิล์มเอกซเรย์มา บอกว่าเป็นระยะ 2-3 นั้น เป็นเพียงข้อมูลส่วนหนึ่งครับ การตรวจวินิจฉัยที่ดี ต้องดูให้ลึกกว่านั้น

1. การตรวจร่างกาย: หมอจะดูแนวแกนขาว่าเริ่มโก่งหรือยัง ตรวจความมั่นคงของเส้นเอ็นรอบเข่า เพราะในนักเทนนิส เอ็นต้องรับแรงบิดหมุนเยอะมาก และที่สำคัญคือการคลำหาจุดเจ็บ เพื่อแยกโรคว่าปวดจากผิวข้อเสื่อม หรือปวดจากเอ็นอักเสบร่วมด้วย

2. เอกซเรย์ (X-ray): ในท่ายืนลงน้ำหนัก จะช่วยให้เราเห็น “ช่องว่าง” ระหว่างกระดูกชัดเจน ถ้าช่องว่างนี้แคบลง แปลว่ากระดูกอ่อนสึกไปเยอะ และอาจจะเห็นหินปูนงอกตามขอบกระดูก ซึ่งเป็นธรรมชาติของร่างกายที่พยายามสร้างฐานให้กว้างขึ้นเพื่อรับน้ำหนัก

3. อัลตราซาวด์ (Ultrasound): อันนี้สำคัญมากครับ ในกรณีที่เข่าบวม เครื่องอัลตราซาวด์จะช่วยให้หมอเห็น “น้ำในข้อ” ได้ทันที เห็นความหนาตัวของเยื่อบุข้อที่อักเสบ และยังเช็คสภาพเส้นเอ็นรอบๆ ได้ด้วย โดยไม่ต้องรอคิวทำ MRI นานๆ เป็นการตรวจที่ช่วยวางแผนการรักษาหน้างานได้ดีมาก

ปัจจัยเสี่ยง: ทำไมต้องเป็นเรา?

แน่นอนว่า “อายุ” เป็นปัจจัยหลักที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่สำหรับเคสนี้และหลายๆ ท่าน มีปัจจัยอื่นร่วมด้วยครับ

การใช้งานหนักซ้ำๆ: กีฬาเทนนิส เป็นกีฬาประเภท High Impact ที่มีการ “กระแทก-บิด-เบรค” ตลอดเวลา จังหวะที่วิ่งไปรับลูกแล้วหยุดกะทันหัน หรือจังหวะบิดตัวตบลูก แรงกระทำที่ข้อเข่าจะสูงกว่าน้ำหนักตัวหลายเท่า เมื่อทำซ้ำๆ มาหลายสิบปี ยางรถยนต์ย่อมสึกเร็วกว่ารถที่ขับทางเรียบปกติ

น้ำหนักตัว: ทุกๆ 1 กิโลกรัมที่เกินมา จะเพิ่มแรงกระทำต่อเข่า 3-4 กิโลกรัมขณะเดิน และอาจถึง 5-10 กิโลกรัมขณะวิ่งหรือกระโดด

กล้ามเนื้อไม่แข็งแรงพอ: หากกล้ามเนื้อต้นขา (Quadriceps) ไม่แข็งแรง แรงกระแทกทั้งหมดจะลงไปที่ข้อเข่าโดยตรง ไม่มีตัวช่วยดูดซับแรง

แนวทางการรักษา: ต้องเลิกเล่นเทนนิสไหม?

นี่คือคำตอบที่คนไข้รอคอยครับ หมออยากบอกว่า “ไม่จำเป็นต้องเลิก แต่ต้องปรับเปลี่ยน” เป้าหมายของเราคือ เก็บเข่าไว้ใช้งานให้นานที่สุด โดยที่คุณภาพชีวิตต้องไม่เสียไป

การรักษาแบ่งเป็นลำดับขั้น ตามความรุนแรงของอาการ ณ ขณะนั้นครับ

1. ระยะอักเสบเฉียบพลัน (เข่าบวม ปวดมาก)

ช่วงที่มีน้ำในเข่าเยอะๆ คือช่วงที่ไฟกำลังไหม้บ้านครับ เราต้องดับไฟก่อน

- พักการใช้งานหนัก: ช่วงที่บวมต้องงดเทนนิสชั่วคราวครับ เปลี่ยนมาเดินในน้ำ หรือปั่นจักรยานเบาๆ แทน
- ประคบเย็น: ช่วยลดบวมและลดปวดได้ดีมาก
- ยาต้านการอักเสบ: ใช้ระยะสั้นๆ เพื่อลดกระบวนการอักเสบ ไม่ควรทานต่อเนื่องนานๆ เพราะอาจมีผลข้างเคียง

2. การรักษาด้วยหัตถการ (เมื่อยาเอาไม่อยู่)

หากมีน้ำในข้อเข่ามาก การดูดน้ำออกจะช่วยลดแรงดันและลดปวดได้ทันที แต่สิ่งที่สำคัญกว่าการดูดน้ำคือ “การระงับการอักเสบ”

- การฉีดยา: ปัจจุบันเรามีทางเลือกหลายอย่าง เช่น น้ำเลี้ยงข้อเทียม (Hyaluronic Acid) เพื่อช่วยหล่อลื่นเหมือนเติมน้ำมันเครื่อง หรือ เกร็ดเลือดเข้มข้น (PRP) ที่สกัดจากเลือดคนไข้เอง เพื่อช่วยกระตุ้นการซ่อมแซมเนื้อเยื่อตามธรรมชาติ หรือในบางกรณีที่อักเสบมากอาจใช้สเตียรอยด์ในปริมาณที่เหมาะสมและจำกัดครั้ง
- อัลตราซาวด์นำวิถี: ทุกครั้งที่หมอทำการฉีดรักษา หมอจะใช้เครื่องอัลตราซาวด์ช่วยระบุตำแหน่งเสมอ เพื่อให้มั่นใจว่ายาเข้าไปในจุดที่มีปัญหาจริงๆ และไม่ไปโดนเส้นเอ็นหรือเส้นประสาทที่สำคัญ เพิ่มความแม่นยำและความปลอดภัยครับ

3. การรักษาที่ยั่งยืนที่สุด: ปรับพฤติกรรมและกายภาพ

เมื่ออาการปวดหายไป ไม่ได้แปลว่าโรคหายไปครับ ผิวข้อที่เสื่อมยังคงอยู่ หัวใจสำคัญที่จะทำให้กลับไปตีเทนนิสได้คือ

- สร้างกล้ามเนื้อต้นขา (Quadriceps): นี่คือยาขนานเอกครับ ถ้ากล้ามเนื้อหน้าขาแข็งแรง มันจะทำหน้าที่เหมือน “โช้คอัพ” รับแรงกระแทกแทนข้อเข่า ต้องฝึกบริหารท่านั่งเตะขา (Leg extension) หรือทำ Squat แบบไม่ลงลึก (Half Squat) เป็นประจำ
- ปรับการเล่นเทนนิส:
- เปลี่ยนสนาม: หลีกเลี่ยงสนามปูน (Hard court) ที่แข็งกระด้าง ถ้าหาได้ สนามดิน (Clay court) หรือหญ้าเทียม จะช่วยซับแรงได้ดีกว่ามาก
- เล่นประเภทคู่: การเล่นคู่ช่วยลดพื้นที่การวิ่งลงครึ่งหนึ่ง ลดการเคลื่อนที่แบบกระชากตัวได้เยอะครับ
- เลือกรองเท้า: ใช้รองเท้าเทนนิสที่มีระบบรองรับแรงกระแทกที่ดี และเปลี่ยนรองเท้าเมื่อพื้นเริ่มแข็งหรือสึก
- วอร์มอัพ: ยืดเหยียดกล้ามเนื้อให้นานขึ้น ให้ร่างกายพร้อมก่อนลงสนาม

ข้อบ่งชี้ในการผ่าตัด

สำหรับระยะ 2-3 เรามักจะพยายามยื้อด้วยวิธีข้างต้นให้ถึงที่สุดครับ การผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียม จะพิจารณาก็ต่อเมื่อ:

1. รักษาทุกวิธีแล้วไม่หายปวด คุณภาพชีวิตแย่ลง
2. เข่าโก่งผิดรูปมาก จนเดินลำบาก
3. เอกซเรย์พบว่ากระดูกชนกันจนไม่มีช่องว่างเหลือแล้ว (ระยะ 4)

ในคนไข้รายนี้ ยังห่างไกลคำว่าผ่าตัดครับ แค่ต้องมีวินัยในการดูแลตัวเองมากขึ้น

พยากรณ์โรค: จะหายขาดไหม?

ต้องยอมรับความจริงว่า “ข้อเข่าเสื่อม เป็นแล้วไม่หายขาด” ครับ กระดูกอ่อนที่สึกไปแล้ว ร่างกายสร้างทดแทนใหม่ไม่ได้สมบูรณ์เหมือนผิวเด็ก แต่เราสามารถ “ชะลอความเสื่อม” ไม่ให้มันแย่ลงเร็วได้

ถ้าดูแลดีๆ ออกกำลังกายกล้ามเนื้อให้แข็งแรง ควบคุมน้ำหนัก ปรับวิธีการเล่นกีฬา หลายคนสามารถใช้งานเข่าเดิมไปได้อีก 10-20 ปี โดยไม่ต้องผ่าตัด และยังคงมีความสุขกับกีฬาทีรักได้ครับ

สิ่งสำคัญคือการฟังเสียงร่างกาย ถ้าเจ็บต้องพัก ถ้าบวมต้องรักษา อย่าฝืนเล่นทั้งที่เข่าประท้วง เพราะนั่นคือการเร่งวันเวลาให้เข่าพังเร็วกว่ากำหนด

ดูแลเข่าตั้งแต่วันนี้ เพื่อให้เข่าพาเราไปทำในสิ่งที่รักได้ตลอดชีวิตครับ

สรุป

สำหรับท่านที่รักการออกกำลังกายแต่มีปัญหาเข่าเสื่อมระยะเริ่มต้นถึงปานกลาง การหยุดออกกำลังกายไม่ใช่คำตอบครับ แต่คำตอบคือการออกกำลังกายให้ “ฉลาดขึ้น” เสริมสร้างกล้ามเนื้อให้ถูกจุด และรับการรักษาที่ตรงเป้าหมายเมื่อมีอาการกำเริบ ท่านก็จะสามารถหวดลูกเทนนิส หรือทำกิจกรรมที่รักต่อไปได้อีกนานครับ

บทความนี้ให้ข้อมูลทั่วไป หากอาการไม่ดีขึ้นควรปรึกษาแพทย์
สามารถปรึกษาปัญหากระดูกและข้อ หรืออาการปวด ได้ที่

ผศ.นพ.ธนินนิตย์ ลีรพันธ์ (หมอเก่ง)
ผู้เชี่ยวชาญโรคกระดูกและข้อ จังหวัดเชียงใหม่

CR ⬇️
[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้

โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่