ข้อมูลปี 2568 มีเด็กเกิดใหม่ 4 แสนเศษๆแต่มีผู้เสียชีวิตประมาณ 5.5 แสนคนซึ่งเป๋นปีที่ 5 ติดต่อกันแล้วที่มีตายมากก่วาเกิด ซึ่งแน่นอนล่ะว่าจะมีผลกระทบกับสังคมไทยหลายด้านในอนาคตไม่ว่าด้านแรงงาน,เศรษฐกิจในภาพรวมและปัญหาการเพิ่มของผู้สูงอายุซึ่งจะมีเพิ่มขึ้น 20% ก่วาของจำนวนประชากร ในอนาคตซึ่งขณะนี้ประชากรไทยอยู่ที่ 65 ก่วาล้านคน อย่างที่บอกอัตราการเกิดน้องลงเรื่อยซึ่งภาคก็มีความเป็นห่วงความสมดุลย์ของสังคมไทยก็เลยออกมาตรการต่างเพื่อกระตุ้นให้ผู้คนแต่งงานและมีลูกเพิ่มประชากร(เห็นว่าเมื่อ 60 ก่อนมีเด็กเกิดใหม่ปีละเกือบล้านคน) เช่น ลดหย่อนภาษี,เงินช่วยเหลือเมื่อมีมห้กำเนิดบุตร,เพิ่มวันลางานทั้งสามีภรรยาเพื่อดูบุตรแรกเกิดอื่นๆ..ทัศนคติขอวผู้คนยุคสมัยนี้ที่ไม่อยากมียุตรหรือมีไม่เกิน 1 คนเพราะคิดว่าเป็นภาระในด้านเศรษฐกิจและสังคมอย่าลืมว่าการเลี้ยงดูเด็กหนึ่งคนก่วาจะออกจากพ่อแม่ได้ต้องใช้ทุนเป็นล้านซึ่งก็นับเป็นภาระในสภาพเศรษฐกิจยุคปัจจุบัน นี่คือปัจจัยที่ทำให้การเกิดของเด็กน้อยลงในแต่ละปีซึ่งมันเกิดขึ้นในหลายๆประเทศทั่วโลก…ส่วนตัวคิดเห็นต่างจากภาครัฐว่าวิกฤตนี้มันท้าทายไทยในอนาคตเราต้องปรับเปลี่ยนรูปแบบใหม่ตามโลกยุคใหม่ด้านแรงงานคิดว่าเรามีแรงงานประเทศเพื่อนบ้าน(ต้องควบคุมให้ดี)ในการขับเคลื่อนด้านการอุสากกรรมการผลิตมาเน้นหนักอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวที่เรามีจุดเด่นระดับโลก ด้านผู้สูงอายุจะต้องส่งเสริมให้เขามีการออมเพื่อให้เขามีเงินใช้ตลอดชีพและบริการของรัฐไม่ว่าสถานที่ทางการแพทย์ต้องสะดวกสะบายเข้าใช้บริการได้ง่ายไม่แพง เพียงแต่รัฐต้องควบคุมงบประมาณแต่ละปีไม่มห้รั่วไหล(มห้นักการเมืองโกงไป)แล้วนำมาเป็นงบประมาณบริการของรัฐให้ผู้คนในสังคมอย่างสิงคโปร์,หรือประเทศบางประเทศในนุโรปเขาก็มีประชากรไม่มากแต่เขาบริหารจัดการดีก็ทำให้สังคมประเทศเขาเป็นแระเทศพัฒนาได้….เป็นความคิดเห็นส่วนตัว.
รัฐจะแก้ปัญหาอย่างไรกับ”คนไทย”เกิดน้อยลง?.