ญี่ปุ่นเริ่มเก็บ 'ภาษีคนโสด'จากเบี้ยประกันสุขภาพเพิ่ม 50 บาท ใน 'คนวัยทำงาน' ทุกคน เพื่อนำไปเพิ่มสวัสดิการให้ 'คนมีลูก'

ทุกวันนี้ถ้าพูดถึงปัญหาสังคมผู้สูงอายุอันเกิดจากประชากรมีลูกกันน้อยลงก็เรียกได้ว่าเกิดในประเทศพัฒนาแล้วทั้งหมด และประเทศที่มีระดับพัฒนาเศรษฐกิจปานกลาง (เช่น ไทย จีน รัสเซีย) ก็หนีไม่พ้นปัญหานี้ และก็ไม่แปลกที่รัฐทั่วโลกที่เจอปัญหานี้จะเข็นนโยบายสารพัดมาเพื่อกระตุ้นให้คนมีลูกมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการ 'แจกเงิน' อัดฉีดตรงๆ แบบสิงคโปร์ ไปจนถึงนโยบายที่อาจฟังดูพิลึกอย่างการขึ้นภาษีถุงยางอนามัยของจีน หรือการจับหญิงโสดไปบำบัดจิตเพื่อให้อยากมีลูกแบบรัสเซีย
.
แน่นอน จนถึงทุกวันนี้ก็ยังไม่มีนโยบายใดที่จะกระตุ้นให้ประชากรเกิดในระดับที่น่าพึงพอใจได้ และถ้าาหากจะให้ประชากรไม่ลดลง ผู้หญิงทุกคนต้องมีลูกอย่างต่ำ 2 คน หรือสังคมต้องมี ‘อัตราการเจริญพันธ์ุรวม’ (Fertility rate) ไม่ต่ำกว่า 2 และจนถึงทุกวันนี้ยังไม่มีประเทศไหนที่ค่านี้ลงต่ำกว่า 2 แล้วทำให้กลับเพิ่มมาได้
.
หลายประเทศประสบปัญหานี้มานาน เรียกได้ว่าใช้ทุกนโยบายที่นึกออกมาหมดแล้ว แต่ก็ยังมีนโยบายใหม่ๆ ออกมาเรื่อยๆ และล่าสุดก็ถึงคราวญี่ปุ่น ซึ่งเป็นประเทศที่ประชากรลดมาก่อนชาวบ้านยาวนาน ตั้งแต่ปี 2008 (ไทยเริ่มลดปี 2021 จีนเริ่มลดปี 2022) และจะมีการเปิดตัวนโยบายกระตุ้นให้คนมีลูกมากขึ้น ที่จะเริ่มใน 1 เมษายน 2026 (เน้นว่า เริ่มจริงๆ ไม่ใช่เอพริลฟูลส์เดย์)
.
แล้วนโยบายล่าสุดของญี่ปุ่นคืออะไร? ชาวเน็ตญี่ปุ่นเรียกนโยบายนี้ว่า 'ภาษีคนโสด' และอันที่จริงชื่อทางการมันไม่ใช่ 'ภาษี' และไม่ได้เก็บกับ 'คนโสด' แต่จริงๆ ในทางปฏิบัติ มันก็คือ 'ภาษีคนโสด' ไม่ได้ต่างจากที่ชาวเน็ตญี่ปุ่นตั้งชื่อกันเล่นๆ
.
มาตรการนี้ชื่อทางการมันคือ 'เงินช่วยเหลือเด็กและการเลี้ยงเด็ก' ในทางปฏิบัติคือเงิน 'ประกันสุขภาพ' ที่รัฐเก็บเพิ่ม (หลายๆ ประเทศจะเก็บเงินประกันสุขภาพถ้วนหน้า แยกกับประกันบำนาญวัยเกษียณ จะไม่เก็บ 'เงินประกันสังคม' รวมเป็นก้อนเดียว) ก็คือเก็บเพิ่มเดือนละ 250 เยน เท่านั้น หรือคิดเป็นเงินไทยก็ประมาณ 50 บาท
.
แน่นอนเงินจำนวนเท่านี้เรียกว่าน้อยนิดมากในระดับค่าครองชีพญี่ปุ่น แต่ชาวเน็ตญี่ปุ่นที่ไปเจอนโยบายนี้ของรัฐกลับไม่พอใจ เพราะเงินส่วนนี้ 'เก็บกับทุกคนไม่ว่าจะมีลูกหรือไม่' นั่นหมายความว่าคนที่ไม่มีลูกจะต้องจ่ายเงินฟรี ส่วนคนที่มีลูกก็จะได้เงินส่วนนี้ (มากกว่าที่ตัวเองต้องจ่าย) แล้วถ้ามีลูกเยอะ ก็ยิ่งได้เยอะอีกด้วย
.
อย่างที่พอรู้กันว่าญี่ปุ่นมี 'คนโสด' จำนวนมากอยู่แล้ว สถิติปี 2022 เพิ่งชี้ว่ารูปแบบครอบครัวที่มีมากที่สุดในญี่ปุ่นคือ 'ครอบครัวแบบคนเดียว' ทั้งนี้แม้จะรวมกลุ่มผู้สูงอายุที่อยู่อย่างโดดเดี่ยวเข้าไปด้วย แต่ตัวเลขก็ชี้ว่าจำนวนคนหนุ่มสาวที่มีครอบครัวแบบนี้ก็ยังมีเพิ่มมากขึ้น
.
จึงไม่แปลกที่ประชากรจำนวนมากที่โสดจะไม่พอใจกับนโยบายนี้ และมองว่าเป็น 'ภาษีคนโสด' ในแง่ที่ว่ามันเหมือนลงโทษคนโสดที่ต้องจ่ายเงินสุทธิในนโยบายนี้มากกว่าคนที่มีลูก
.
แต่จากมุมรัฐบาลญี่ปุ่น มาตรการนี้สมเหตุสมผลทุกประการ
.
อย่างแรก ญี่ปุ่นไม่มีเงินจะอัดฉีดให้คนมีลูกแล้ว นี่คือประเทศที่สัดส่วนหนี้สาธารณะต่อรายได้ประชาชาติสูงที่สุด ที่ประชากรก็น้อยลงทุกปี คนจ่ายภาษีก็น้อยลงเรื่อยๆ และทำให้แค่จะเลี้ยงดูผู้สูงอายุในประเทศไปพร้อมๆ กับใช้หนี้ รัฐบาลก็แทบกระอักเลือดแล้ว
.
ดังนั้น รัฐบาลญี่ปุ่นไม่มีงบระดับอลังการงานสร้างเพื่อจะพลิกสถานการณ์ประชากรแน่ๆ และถ้าจะทำอะไรใหม่ๆ ก็ต้องเก็บภาษีเพิ่มเพื่อเอามาทำนโยบายใหม่ๆ โดยเฉพาะ และภาษีที่ว่านั้นก็คือ 'ภาษีคนโสด' ที่แน่นอนว่าในทางกฎหมายก็จะไม่เรียกว่า 'ภาษี' เพราะประชาชนเกลียดคำนี้ แม้ว่าจริงๆ มันก็คือการ 'เก็บเงินประชาชนเพิ่ม' เหมือนกัน แค่เก็บผ่านระบบประกันสังคม และแน่นอนว่ามันก็จะนำไปสู่มาตรการสนับสนุนการมีลูก
.
ตรงนี้ก็ต้องเข้าใจก่อนว่าระบบญี่ปุ่นปัจจุบัน การอุดหนุนให้คนมีลูกนั้นไม่แย่เลย ถ้ามีลูก รัฐจะให้ 'ค่าขนม' (ญี่ปุ่นเรียก ‘Jido Teate’) เดือนละ 3,000 บาท (15,000 เยน) ทุกเดือนไปจนถึงอายุ 3 ขวบ และจะให้เดือนละ 2,000 บาท (10,000 เยน) ยาวๆ ไปจนเด็กจบมัธยมปลาย โดยเงินอัดฉีดนี้เพิ่งมีการปรับปรุงในปี 2024 ว่า ค่าขนมที่รัฐออกให้เด็กนี้เป็นการจ่ายสำหรับลูก 2 คนแรก ถ้ามีลูก 3 คน หรือมากกว่านั้น สามคนขึ้นไปรับไปเลยเดือนละ 6,000 บาท (30,000 เยน) ต่อคน ตั้งแต่เกิดจนถึงจบมัธยมปลาย
.
แต่ไม่ใช่แค่นี้ ญี่ปุ่นก็ยังมีแผนจะเพิ่มระบบการช่วยเลี้ยงดูเด็กสำหรับพ่อแม่วัยทำงานสารพัด เช่นจัดทำศูนย์เลี้ยงดูเด็กในตอนเย็น ที่จะช่วยให้พ่อแม่เลี้ยงเดี่ยวสามารถเลี้ยงลูกโดยลำพังได้ง่ายขึ้นด้วย (คนญี่ปุ่นทำงานดึกเป็นปกติ)
.
แน่นอน นโยบายทั้งหมดนี้ต้องใช้เงินไม่น้อย และพอรัฐไม่มีเงินอย่างที่ว่ามา สิ่งที่รัฐทำก็คือเก็บ 'ภาษีคนโสด' ดังที่เล่ามานั่นเอง
.
สำหรับคนที่คุ้นเคยกับนโยบายทั้งหลายในโลกที่พยายามจะพลิกอัตราการเกิดของคนในประเทศ ก็จะมองว่านี่ก็เป็นอีกหนึ่งของ 'ความพยายามอย่างสิ้นหวัง' ในการทำสิ่งที่ไม่มีใครเคยทำได้
.
เพราะสุดท้ายสิ่งที่ทุกคนที่รู้เรื่องนโยบายประชากรรู้อยู่แก่ใจก็คือ ทุกประเทศในโลก ถ้า 'ผู้หญิง' เริ่มได้รับการศึกษาเพิ่มขึ้น สิ่งที่จะตามมาคืออัตราการมีลูกที่ลดลงอย่างไม่มีข้อยกเว้น เพราะสุดท้ายเมื่อผู้หญิงมีการศึกษามากขึ้น และเข้าสู่ตลาดแรงงาน พวกเธอก็จะมีลูกช้าลงเป็นอย่างน้อย ไม่มีลูกเลยเป็นอย่างมาก เป็นทุกประเทศ ไม่มีข้อยกเว้น และก็ไม่มีเครื่องมือทางนโยบายอะไรที่มนุษย์รู้จักที่จะสามารถทำให้ผู้หญิงที่มีการศึกษาสูงๆ กลับไปมีลูกเต็มบ้านหลานเต็มเมืองได้แบบยุคที่ผู้หญิงไม่มีการศึกษาและต้องพึ่งพาผู้ชายได้เลย
.
ที่มา : BrandThink
ญี่ปุ่นเริ่มเก็บ 'ภาษีคนโสด'จากเบี้ยประกันสุขภาพเพิ่ม 50 บาท ใน 'คนวัยทำงาน' ทุกคน
ทุกวันนี้ถ้าพูดถึงปัญหาสังคมผู้สูงอายุอันเกิดจากประชากรมีลูกกันน้อยลงก็เรียกได้ว่าเกิดในประเทศพัฒนาแล้วทั้งหมด และประเทศที่มีระดับพัฒนาเศรษฐกิจปานกลาง (เช่น ไทย จีน รัสเซีย) ก็หนีไม่พ้นปัญหานี้ และก็ไม่แปลกที่รัฐทั่วโลกที่เจอปัญหานี้จะเข็นนโยบายสารพัดมาเพื่อกระตุ้นให้คนมีลูกมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการ 'แจกเงิน' อัดฉีดตรงๆ แบบสิงคโปร์ ไปจนถึงนโยบายที่อาจฟังดูพิลึกอย่างการขึ้นภาษีถุงยางอนามัยของจีน หรือการจับหญิงโสดไปบำบัดจิตเพื่อให้อยากมีลูกแบบรัสเซีย
.
แน่นอน จนถึงทุกวันนี้ก็ยังไม่มีนโยบายใดที่จะกระตุ้นให้ประชากรเกิดในระดับที่น่าพึงพอใจได้ และถ้าาหากจะให้ประชากรไม่ลดลง ผู้หญิงทุกคนต้องมีลูกอย่างต่ำ 2 คน หรือสังคมต้องมี ‘อัตราการเจริญพันธ์ุรวม’ (Fertility rate) ไม่ต่ำกว่า 2 และจนถึงทุกวันนี้ยังไม่มีประเทศไหนที่ค่านี้ลงต่ำกว่า 2 แล้วทำให้กลับเพิ่มมาได้
.
หลายประเทศประสบปัญหานี้มานาน เรียกได้ว่าใช้ทุกนโยบายที่นึกออกมาหมดแล้ว แต่ก็ยังมีนโยบายใหม่ๆ ออกมาเรื่อยๆ และล่าสุดก็ถึงคราวญี่ปุ่น ซึ่งเป็นประเทศที่ประชากรลดมาก่อนชาวบ้านยาวนาน ตั้งแต่ปี 2008 (ไทยเริ่มลดปี 2021 จีนเริ่มลดปี 2022) และจะมีการเปิดตัวนโยบายกระตุ้นให้คนมีลูกมากขึ้น ที่จะเริ่มใน 1 เมษายน 2026 (เน้นว่า เริ่มจริงๆ ไม่ใช่เอพริลฟูลส์เดย์)
.
แล้วนโยบายล่าสุดของญี่ปุ่นคืออะไร? ชาวเน็ตญี่ปุ่นเรียกนโยบายนี้ว่า 'ภาษีคนโสด' และอันที่จริงชื่อทางการมันไม่ใช่ 'ภาษี' และไม่ได้เก็บกับ 'คนโสด' แต่จริงๆ ในทางปฏิบัติ มันก็คือ 'ภาษีคนโสด' ไม่ได้ต่างจากที่ชาวเน็ตญี่ปุ่นตั้งชื่อกันเล่นๆ
.
มาตรการนี้ชื่อทางการมันคือ 'เงินช่วยเหลือเด็กและการเลี้ยงเด็ก' ในทางปฏิบัติคือเงิน 'ประกันสุขภาพ' ที่รัฐเก็บเพิ่ม (หลายๆ ประเทศจะเก็บเงินประกันสุขภาพถ้วนหน้า แยกกับประกันบำนาญวัยเกษียณ จะไม่เก็บ 'เงินประกันสังคม' รวมเป็นก้อนเดียว) ก็คือเก็บเพิ่มเดือนละ 250 เยน เท่านั้น หรือคิดเป็นเงินไทยก็ประมาณ 50 บาท
.
แน่นอนเงินจำนวนเท่านี้เรียกว่าน้อยนิดมากในระดับค่าครองชีพญี่ปุ่น แต่ชาวเน็ตญี่ปุ่นที่ไปเจอนโยบายนี้ของรัฐกลับไม่พอใจ เพราะเงินส่วนนี้ 'เก็บกับทุกคนไม่ว่าจะมีลูกหรือไม่' นั่นหมายความว่าคนที่ไม่มีลูกจะต้องจ่ายเงินฟรี ส่วนคนที่มีลูกก็จะได้เงินส่วนนี้ (มากกว่าที่ตัวเองต้องจ่าย) แล้วถ้ามีลูกเยอะ ก็ยิ่งได้เยอะอีกด้วย
.
อย่างที่พอรู้กันว่าญี่ปุ่นมี 'คนโสด' จำนวนมากอยู่แล้ว สถิติปี 2022 เพิ่งชี้ว่ารูปแบบครอบครัวที่มีมากที่สุดในญี่ปุ่นคือ 'ครอบครัวแบบคนเดียว' ทั้งนี้แม้จะรวมกลุ่มผู้สูงอายุที่อยู่อย่างโดดเดี่ยวเข้าไปด้วย แต่ตัวเลขก็ชี้ว่าจำนวนคนหนุ่มสาวที่มีครอบครัวแบบนี้ก็ยังมีเพิ่มมากขึ้น
.
จึงไม่แปลกที่ประชากรจำนวนมากที่โสดจะไม่พอใจกับนโยบายนี้ และมองว่าเป็น 'ภาษีคนโสด' ในแง่ที่ว่ามันเหมือนลงโทษคนโสดที่ต้องจ่ายเงินสุทธิในนโยบายนี้มากกว่าคนที่มีลูก
.
แต่จากมุมรัฐบาลญี่ปุ่น มาตรการนี้สมเหตุสมผลทุกประการ
.
อย่างแรก ญี่ปุ่นไม่มีเงินจะอัดฉีดให้คนมีลูกแล้ว นี่คือประเทศที่สัดส่วนหนี้สาธารณะต่อรายได้ประชาชาติสูงที่สุด ที่ประชากรก็น้อยลงทุกปี คนจ่ายภาษีก็น้อยลงเรื่อยๆ และทำให้แค่จะเลี้ยงดูผู้สูงอายุในประเทศไปพร้อมๆ กับใช้หนี้ รัฐบาลก็แทบกระอักเลือดแล้ว
.
ดังนั้น รัฐบาลญี่ปุ่นไม่มีงบระดับอลังการงานสร้างเพื่อจะพลิกสถานการณ์ประชากรแน่ๆ และถ้าจะทำอะไรใหม่ๆ ก็ต้องเก็บภาษีเพิ่มเพื่อเอามาทำนโยบายใหม่ๆ โดยเฉพาะ และภาษีที่ว่านั้นก็คือ 'ภาษีคนโสด' ที่แน่นอนว่าในทางกฎหมายก็จะไม่เรียกว่า 'ภาษี' เพราะประชาชนเกลียดคำนี้ แม้ว่าจริงๆ มันก็คือการ 'เก็บเงินประชาชนเพิ่ม' เหมือนกัน แค่เก็บผ่านระบบประกันสังคม และแน่นอนว่ามันก็จะนำไปสู่มาตรการสนับสนุนการมีลูก
.
ตรงนี้ก็ต้องเข้าใจก่อนว่าระบบญี่ปุ่นปัจจุบัน การอุดหนุนให้คนมีลูกนั้นไม่แย่เลย ถ้ามีลูก รัฐจะให้ 'ค่าขนม' (ญี่ปุ่นเรียก ‘Jido Teate’) เดือนละ 3,000 บาท (15,000 เยน) ทุกเดือนไปจนถึงอายุ 3 ขวบ และจะให้เดือนละ 2,000 บาท (10,000 เยน) ยาวๆ ไปจนเด็กจบมัธยมปลาย โดยเงินอัดฉีดนี้เพิ่งมีการปรับปรุงในปี 2024 ว่า ค่าขนมที่รัฐออกให้เด็กนี้เป็นการจ่ายสำหรับลูก 2 คนแรก ถ้ามีลูก 3 คน หรือมากกว่านั้น สามคนขึ้นไปรับไปเลยเดือนละ 6,000 บาท (30,000 เยน) ต่อคน ตั้งแต่เกิดจนถึงจบมัธยมปลาย
.
แต่ไม่ใช่แค่นี้ ญี่ปุ่นก็ยังมีแผนจะเพิ่มระบบการช่วยเลี้ยงดูเด็กสำหรับพ่อแม่วัยทำงานสารพัด เช่นจัดทำศูนย์เลี้ยงดูเด็กในตอนเย็น ที่จะช่วยให้พ่อแม่เลี้ยงเดี่ยวสามารถเลี้ยงลูกโดยลำพังได้ง่ายขึ้นด้วย (คนญี่ปุ่นทำงานดึกเป็นปกติ)
.
แน่นอน นโยบายทั้งหมดนี้ต้องใช้เงินไม่น้อย และพอรัฐไม่มีเงินอย่างที่ว่ามา สิ่งที่รัฐทำก็คือเก็บ 'ภาษีคนโสด' ดังที่เล่ามานั่นเอง
.
สำหรับคนที่คุ้นเคยกับนโยบายทั้งหลายในโลกที่พยายามจะพลิกอัตราการเกิดของคนในประเทศ ก็จะมองว่านี่ก็เป็นอีกหนึ่งของ 'ความพยายามอย่างสิ้นหวัง' ในการทำสิ่งที่ไม่มีใครเคยทำได้
.
เพราะสุดท้ายสิ่งที่ทุกคนที่รู้เรื่องนโยบายประชากรรู้อยู่แก่ใจก็คือ ทุกประเทศในโลก ถ้า 'ผู้หญิง' เริ่มได้รับการศึกษาเพิ่มขึ้น สิ่งที่จะตามมาคืออัตราการมีลูกที่ลดลงอย่างไม่มีข้อยกเว้น เพราะสุดท้ายเมื่อผู้หญิงมีการศึกษามากขึ้น และเข้าสู่ตลาดแรงงาน พวกเธอก็จะมีลูกช้าลงเป็นอย่างน้อย ไม่มีลูกเลยเป็นอย่างมาก เป็นทุกประเทศ ไม่มีข้อยกเว้น และก็ไม่มีเครื่องมือทางนโยบายอะไรที่มนุษย์รู้จักที่จะสามารถทำให้ผู้หญิงที่มีการศึกษาสูงๆ กลับไปมีลูกเต็มบ้านหลานเต็มเมืองได้แบบยุคที่ผู้หญิงไม่มีการศึกษาและต้องพึ่งพาผู้ชายได้เลย
.
ที่มา : BrandThink