สรุปประท้วง "อิหร่าน" 2026 ความหวังเปลี่ยนแปลงการปกครองประเทศ



จุดเริ่มต้นประท้วงอิหร่านครั้งล่าสุด

28 ธันวาคม 2025 การประท้วงในกรุงเตหะรานได้ปะทุขึ้น หลังจากภาวะเศรษฐกิจตกต่ำอย่างหนักดำเนินมาตลอดปีที่ผ่านมา 
และค่าเงินเรียลของอิหร่านอ่อนค่าลงอย่างรวดเร็ว โดยสูญเสียมูลค่าไปมากกว่า 40% 
นับตั้งแต่เกิดความขัดแย้ง 12 วันระหว่างอิสราเอลกับอิหร่านในเดือนมิถุนายนปีที่แล้ว 
ความขัดแย้งดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เศรษฐกิจอิหร่านล่มสลาย โดยค่าเงินเรียลลดลงเกือบ 90 % 
นับตั้งแต่สหรัฐฯ ถอนตัวออกจากข้อตกลงนิวเคลียร์และกลับมาใช้มาตรการคว่ำบาตรอิหร่านอีกครั้งในปี 2018

การประท้วงลุกลามอย่างรวดเร็วไปทั่วประเทศ เมื่อกลุ่มนักศึกษาเข้าร่วมการประท้วงด้วย ทำให้การประท้วงปัญหาด้านเศรษฐกิจ 
กลายเป็นการประท้วงต่อต้านรัฐบาล และกลายเป็นความท้าทายที่ท้าทายที่สุดต่อรัฐบาลอิหร่าน 
นับตั้งแต่การเคลื่อนไหว “สตรี ชีวิต เสรีภาพ” ในปี 2022-2023 
ยิ่งไปกว่านั้น การประท้วงเกิดขึ้นท่ามกลางความเสี่ยงจากการแทรกแซงจากต่างประเทศ เมื่ออิสราเอลขู่ว่าจะโจมตีอิหร่านอีกครั้ง

ส่วนสหรัฐฯ แสดงถึงความพร้อมที่จะดำเนินการอย่างเด็ดขาดด้วยการจับกุมประธานาธิบดีเวเนซุเอลา 
นิโคลัส มาดูโร เมื่อวันที่ 3 มกราคม 2026 จึงมีความเสี่ยงที่สหรัฐฯ อาจจะฉวยโอกาสนี้ ใช้กำลังทหารแทรกแซงการประท้วงในอิหร่านด้วย

ในช่วงต้นเดือนมกราคม การประท้วงได้ปะทุขึ้นทั่วทั้ง 31 จังหวัดในอิหร่าน
บางพื้นที่กลายเป็นการปะทะรุนแรงกับกองกำลังความมั่นคง ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตหลายสิบคน

รัฐบาลตอบโต้การประท้วงอย่างไร

มาซูด เปเซชเคียน ประธานาธิบดีอิหร่าน ได้วางตัวเป็นผู้ไกล่เกลี่ยการประท้วง 
ในขณะที่เขายอมรับข้อเรียกร้องของผู้ประท้วงและเรียกร้องให้มีการเจรจา 
พร้อมยังเน้นย้ำถึงความสามัคคีเพื่อรับมือกับภัยคุกคามจากภายนอก

สื่อของรัฐได้รายงานข่าวการประท้วงทางโทรทัศน์ โดยระบุว่า เป็นผลมาจากวิกฤตเศรษฐกิจ 
แต่ไม่ได้กล่าวถึงข้อเรียกร้องให้มีการเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครอง ในขณะเดียวกัน การปะทะกันระหว่างกองกำลังความมั่นนคง 
และผู้ประท้วงก็ทวีความรุนแรงขึ้น โดยมีรายงานผู้เสียชีวิตรายแรกจากการประท้วงเมื่อวันที่ 31 ธันวาคม

สองวันต่อมา ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ขู่ว่าจะเข้าแทรกแซงหากผู้ประท้วงยังคงถูกฆ่าตาย 
ในขณะที่อิสราเอลไม่พลาดใช้โอกาสนี้ ประณามรัฐบาลอิหร่านที่กดขี่สิทธิเสรีภาพของประชาชนมาอย่างยาวนาน 
จนทำให้เกิดการลุกฮือประท้วงในครั้งนี้ เพราะประชาชนชาวอิหร่านทนไม่ไหวอีกต่อไป 
และอิสราเอลได้เพิ่มความพร้อมในการทำสงครามท่ามกลางความไม่มั่นคงรอบใหม่ในอิหร่าน 
อย่างไรก็ตาม มีรายงานผู้เสียชีวิตหลายสิบคนในอีกไม่กี่วันต่อมา ขณะที่รัฐบาลอิหร่านพยายามควบคุมการประท้วงไม่ให้ลุกลาม

9 มกราคม เกือบสองสัปดาห์หลังจากการประท้วงเริ่มขึ้น อาลี คาเมเนอี ผู้นำสูงสุดอิหร่าน
ได้ใช้มาตรการที่แข็งกร้าวต่อการประท้วง โดยกล่าวหาผู้ประท้วงว่าทำลาย “ประเทศของตนเองเพียงเพื่อเอาใจประธานาธิบดีของสหรัฐอเมริกา”

ความหวังในการเปลี่ยนแปลงประเทศ

ชาวอิหร่านจำนวนมากเชื่อว่าการเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองจะยุติการที่อิหร่านถูกทอดทิ้งจากประชาคมโลก
และช่วยลดข้อจำกัดทางเศรษฐกิจและความมั่นคงต่อชาวอิหร่านลง แต่ชาวอิหร่านบางส่วน
แม้แต่ในกลุ่มที่สนับสนุนการเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครอง ก็มองว่าการเผชิญหน้ากับภัยคุกคามจากภายนอกเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง
ไม่ว่าใครจะเป็นผู้ปกครองก็ตาม เปเซชเคียน ซึ่งมีจุดยืนอยู่ตรงกลาง
ได้หาเสียงโดยเน้นการปรองดองกับตะวันตกเป็นแนวทางในการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจของอิหร่าน
แต่เขาก็สนับสนุนการป้องปรามการรุกรานของอิสราเอลและสหรัฐอเมริกาด้วย

แหล่งที่มา : TNN Thailand
https://www.tnnthailand.com/world/222459/
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่