เปิด 10 ซีอีโอบิ๊กเทค เทขายหุ้นบริษัท ปี 68 โกย 1.6 หมื่นล้านดอลลาร์

10 ซีอีโอบิ๊กเทคเทขายหุ้น ทำกำไรช่วงหุ้นเทคโนโลยีสหรัฐ ‘ขาขึ้น‘ โกยเงินเข้ากระเป๋า 1.6 หมื่นล้านดอลลาร์ หลัง AI ดันดัชนีพุ่งตลอดปี 2568 ‘เจฟฟ์ เบโซสส์‘ ขึ้นอันดับ 1

ตลาดหุ้นสหรัฐ ในปี 2568 ที่ผ่านมาพุ่งทะยานอย่างร้อนแรง โดยเฉพาะในกลุ่มเทคโนโลยีและ AI ส่งผลให้บรรดาเจ้าของบริษัทและซีอีโอระดับมหาเศรษฐีฉวยจังหวะนี้ "เทขายหุ้น" ออกมาทำกำไรเข้ากระเป๋ารวมกันกว่า 1.6 หมื่นล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 5.4 แสนล้านบาท
จากการรายงานข้อมูลของ Washington Service พบว่าในปีที่ผ่านมา เหล่าผู้ก่อตั้งและผู้บริหารระดับสูงหลายรายได้กลายเป็น "ผู้ขายหุ้นภายใน" รายใหญ่ที่สุด โดย "เจฟฟ์ เบโซสส์" (Jeff Bezos) ผู้ก่อตั้งบริษัทอีคอมเมิร์ซระดับโลกครองแชมป์ขายหุ้นสูงสุด 
วันนี้ “กรุงเทพธุรกิจ” รวบรวม 10 ผู้บริหารบริษัทเทคที่ขายหุ้นตลอดปีที่ผ่านมา ตามรายงานของบลูมเบิร์ก แต่สิ่งที่น่าสนใจคือ มหาเศรษฐีเกือบทุกคนรวมถึงเบโซส  ต่างใช้วิธีขายหุ้นผ่าน “แผนการซื้อขาย 10b5-1” ซึ่งเป็นการตั้งคำสั่งขายไว้ล่วงหน้าตามกฎระเบียบ เพื่อป้องกันข้อหาการใช้ข้อมูลภายในและเพื่อแสดงความโปร่งใสต่อเหล่านักลงทุน

อันดับ 1  “เจฟฟ์ เบโซสส์” (Jeff Bezos) 
เจฟฟ์ เบโซส์ (Jeff Bezos) ผู้ก่อตั้งบริษัทอีคอมเมิร์ซระดับโลก ซีอีโอเจ้าขายหุ้นบริษัทอเมซอน (Amazon) ขาย หุ้นจำนวน25,000,000 หุ้น และได้รับเงินสดประมาณ 5,654 ล้านดอลลาร์ หรือราว 1.9 แสนล้านบาท โดยการขายครั้งนี้ไม่ใช่การตัดสินใจปุบปับ แต่เป็นการทำตาม "แผนการซื้อขายล่วงหน้า" ที่วางไว้แล้ว เพื่อความโปร่งใสทางธุรกิจ
เบโซสเริ่มดำเนินการขายหุ้นจำนวน 25 ล้านหุ้นนี้ในช่วงเดือนมิ.ย.และก.ค.ปีที่แล้ว ซึ่งเป็นช่วงเวลาเดียวกับที่เขาจัดงานแต่งงานสุดอลังการที่เมืองเวนิส ประเทศอิตาลี
ตามข้อมูลจาก Bloomberg  นับตั้งแต่ปี 2545 เป็นต้นมา เบโซสขายหุ้น Amazon ออกมาแล้วรวมมูลค่ากว่า 50,000 ล้านดอลลาร์ 
เงินมหาศาลที่ได้จากการขายหุ้น มักถูกนำไปใช้เพื่อกระจายความเสี่ยงในการลงทุน และเป็นทุนสนับสนุนหลักให้กับ Blue Origin บริษัทสำรวจอวกาศส่วนตัวของเขาเอง

อันดับ 2 “ซาฟรา แคทซ์” (Safra Catz)
“ซาฟรา แคทซ์” (Safra Catz)  รองประธานคณะกรรมการบริหารของออราเคิล (Oracle ) ยักษ์ใหญ่ด้านเทคโนโลยีสารสนเทศสัญชาติอเมริกัน ได้ขายหุ้นจำนวน 12,500,000 หุ้น ทำให้มีเงินสดที่ได้รับประมาณ 2,531 ล้านดอลลาร์ หรือราว 8.6 หมื่นล้านบาท
แคทซ์ขึ้นชื่อเรื่องการรีบขายหุ้นที่ได้รับมาทันที โดยในปีที่แล้ว เธอเลือกใช้สิทธิขายหุ้นออปชั่น (Stock Options) ในช่วงครึ่งปีแรก ซึ่งเป็นจังหวะที่ราคาหุ้น Oracle พุ่งทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์
หลังจากนั่งเก้าอี้ซีอีโอมานานถึง 11 ปี เธอตัดสินใจลาออกเมื่อเดือนก.ย.ที่ผ่านมา โดยปัจจุบันขยับไปดำรงตำแหน่งรองประธานคณะกรรมการบริหารแทน
ต่างจากผู้ก่อตั้งอย่าง "แลร์รี เอลลิสัน" ที่เน้นถือหุ้นสะสมไว้เยอะๆ แต่สำหรับแคทซ์ เธอจะถือหุ้นไว้เพียงจำนวนน้อย ปัจจุบันเหลือประมาณ 1.1 ล้านหุ้น และเน้นเปลี่ยนเป็นเงินสดมากกว่า
นอกจากงานที่ Oracle แล้ว เธอยังเข้าไปนั่งเป็นบอร์ดบริหารของ Paramount Skydance Corp. ซึ่งบริหารโดยลูกชายของแลร์รี เอลลิสัน อีกด้วย
ปัจจุบันเธอมีทรัพย์สินรวมประมาณ 3.5 พันล้านดอลลาร์ โดยยังไม่รวมหุ้นบางส่วนใน Paramount

อันดับ 3 “ไมเคิล เดลล์” (Michael Dell)
ไมเคิล เดลล์ ซีอีโอของเดลล์ เทคโนโลยีส์ (Dell Technologies) บริษัทยักษ์ใหญ่ด้านโครงสร้างพื้นฐานเทคโนโลยีระดับโลก ขายหุ้นจำนวน 16,253,968 หุ้น ทำให้มีเงินสดที่ได้รับประมาณ 2,223 ล้านดอลลาร์ หรือราว 7.5 หมื่นล้านบาท
 เมื่อเดือนธันวาคมที่ผ่านมา เดลล์และภรรยาได้ประกาศบริจาคเงินจำนวนมหาศาลถึง 6.25 พันล้านดอลลาร์ เพื่อตั้งบัญชีช่วยเหลือเด็กชาวอเมริกันกว่า 25 ล้านคน ซึ่งคาดว่าเงินทุนส่วนหนึ่งมาจากกำไรที่เขาขายหุ้นออกมาตลอดทั้งปีนั่นเอง
 อย่างไรก็ดี สไตล์การขายหุ้นของเดลล์นั้นไม่เหมือนใคร ต่างจากมหาเศรษฐีคนอื่นที่มักขายหุ้นตามแผนล่วงหน้า (10b5-1) แต่เดลล์มักจะตัดสินใจขายหุ้นก้อนใหญ่ด้วยตัวเองตามจังหวะที่เหมาะสม โดยในปี 2568 เขาเทขายหุ้นไป 2 รอบใหญ่ในเดือนมิถุนายนและตุลาคม
ตามข้อมูลจาก Bloomberg นับตั้งแต่เริ่มขายหุ้นมาจนถึงปัจจุบัน เดลล์โกยเงินสดไปแล้วรวมกว่า 1.3 หมื่นล้านดอลลาร์  และแม้จะขายออกมาเยอะขนาดนี้ แต่เขายังคงถือครองหุ้นในบริษัท Dell Technologies อยู่ในสัดส่วนที่สูงถึง 40%

อันดับ 4 “เจนเซ่น หวง” (Jensen Huang)
เจนเซ่น หวง ผู้ร่วมก่อตั้งและ CEO ของ Nvidia บริษัทเทคโนโลยีชั้นนำด้านชิปกราฟิกและ AI ขายหุ้นไปทั้งหมด 6,000,000 หุ้น ในปีที่ผ่านมา ซึ่งทำให้เขาได้รับเงินสดประมาณ 1,049 ล้านดอลลาร์ ราว 3.6 หมื่นล้านบาท
เดิมทีมีการคาดการณ์ว่าการขายหุ้น 6 ล้านหุ้นในครั้งนี้จะทำเงินให้เขาประมาณ 865 ล้านดอลลาร์ แต่ด้วยกระแส AI ที่ร้อนแรงฉุดไม่อยู่ ทำให้ราคาหุ้น Nvidia พุ่งสูงขึ้นเรื่อยๆ จนมูลค่าขายจริงทะลุ 1 พันล้านดอลลาร์ ไปอย่างเหนือชั้น
ในขณะที่เขากำลังทยอยขายหุ้น บริษัท Nvidia ก็ได้สร้างสถิติเป็นบริษัทที่มีมูลค่าสูงถึง 4 ล้านล้านดอลลาร์ แห่งแรกของโลกในเดือนกรกฎาคม 2568 และพุ่งแตะ 5 ล้านล้านดอลลาร์ ได้สำเร็จในเดือนตุลาคมปีเดียวกัน
เจนเซ่นได้บริจาคเงินกว่า 300 ล้านดอลลาร์ เข้ากองทุนการกุศลและมูลนิธิส่วนตัวของเขา อย่างไรก็ตาม เขายังมีโจทย์ใหญ่คือต้องเพิ่มยอดบริจาคเป็น 2 เท่าในปี 2026 เพื่อให้สัดส่วนการบริจาคทันกับมูลค่าทรัพย์สินที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วจากราคาหุ้น

อันดับ 5 “เจย์ชรี อุลลัล”
เจย์ชรี อุลลัล (Jayshree Ullal) คือนักธุรกิจหญิงชาวอเมริกันเชื้อสายอินเดียผู้ทรงอิทธิพลในวงการเทคโนโลยีระดับโลก ดำรงตำแหน่งประธานและซีอีโอของ อาริสต้า เน็ตเวิร์กส์ (Arista Networks) ได้ขายหุ้นทั้งหมด 7,560,143 หุ้น ได้รับเงินสดประมาณ 976 ล้านดอลลาร์ หรือราว 3.3 หมื่นล้านบาท เช่นเดียวกับผู้บริหารคนอื่นๆ เธอขายหุ้นผ่านแผนการซื้อขายล่วงหน้า (10b5-1) เพื่อรักษาความเชื่อมั่นของนักลงทุน
อุลลัลพา Arista Networks พุ่งทะยานอย่างมากในปี 2568 โดยราคาหุ้นพุ่งขึ้นเกือบ 50% ในช่วงเดือนตุลาคม ซึ่งเป็นช่วงที่เธอตัดสินใจเทขายหุ้นออกมาทำกำไรในระดับที่สร้างสถิติสูงสุดใหม่ของเธอเช่นกัน
เธอเป็นหนึ่งในมหาเศรษฐีที่หาได้ยากในกลุ่มนี้ เพราะเธอ "ไม่ได้เป็นผู้ก่อตั้งบริษัท" แต่ไต่เต้าจนเป็นซีอีโอที่ร่ำรวยระดับโลก และได้รับการยอมรับว่าเป็นหนึ่งในผู้บริหารหญิงที่รวยที่สุดในโลก
แม้จะขายหุ้นออกมาเกือบ 1 พันล้านดอลลาร์ แต่เธอยังคงถือหุ้นในบริษัทอยู่อีก 2.4% ซึ่งคิดเป็นมูลค่าทรัพย์สินมหาศาลถึง 6.1 พันล้านดอลลาร์ หรือราว 2 แสนล้านบาทแสดงให้เห็นว่าความมั่งคั่งส่วนใหญ่ของเธอยังผูกพันอยู่กับความสำเร็จของบริษัท

อันดับ 6 “มาร์ค ซัคเคอร์เบิร์ก” (Mark Zuckerberg)
มาร์ค ซัคเคอร์เบิร์ก       ซีอีโอและผู้ก่อตั้งบริษัทเมตา แพลตฟอร์มส์ ( Meta Platforms ) มีการขายหุ้นบริษัทออกมา 1,387,605 หุ้น ทำให้มีเงินสดที่ได้รับประมาณ 945 ล้านดอลลาร์ หรือราว 3.2 หมื่นล้านบาท ซึ่งการขายหุ้นครั้งนี้ทำในนามของตัวเขาเอง และ Chan Zuckerberg Initiative (CZI) องค์กรการกุศลที่เขาก่อตั้งร่วมกับภรรยา ซึ่งเขายังคงยึดมั่นในปณิธานเดิมที่จะบริจาคหุ้น 99% ของเขาเพื่อการกุศลในช่วงชีวิตที่เหลือ
หุ้นของ Meta ปรับตัวเพิ่มขึ้น 13% ในปี 2568 เป็นผลมาจากการปรับตัวเข้าสู่ยุค AI อย่างเต็มตัว ส่งผลให้มูลค่าหุ้นที่ซัคเคอร์เบิร์กขายออกมามีมูลค่าสูงตามไปด้วย
ปัจจุบันซัคเคอร์เบิร์กยังคงถือครองหุ้นใน Meta อยู่ประมาณ 13% ซึ่งเพียงพอที่จะรักษาอำนาจในการควบคุมบริษัทที่เขาร่วมก่อตั้งขึ้นมา

อันดับ 7 “แม็กซ์ เดอ โกรน” (Max de Groen)
แม็กซ์ เดอ โกรน กรรมการบริษัทนูทานิกซ์ ( Nutanix ) ได้ขายหุ้นทั้งหมด 10,980,467 หุ้น มีเงินสดที่ได้รับประมาณ 831 ล้านดอลลาร์หรือราว 2.8 หมื่นล้านบาท
แม็กซ์ เดอ โกรน ในฐานะกรรมการบริหาร เป็นตัวแทนของ Bain Capital บริษัทการลงทุนชื่อดังจากบอสตัน ซึ่งได้เทขายหุ้น Nutanix ออกมาถึง 2 ใน 3 ของที่ถือครองอยู่ทั้งหมด
ก่อนหน้านี้ ในปี 2567 ทาง Bain Capital เคยแจ้งว่าไม่มีเจตนาจะขายหุ้นที่ได้จากการแปลงพันธบัตรจำนวน 16.9 ล้านหุ้น แต่พอเข้าสู่ปี 2568 กลับตัดสินใจขายล็อตใหญ่ออกมาเกือบ 11 ล้านหุ้นในช่วงเดือนมีนาคมและมิถุนายน โดยการขายเกิดขึ้นในช่วงที่ราคาหุ้น Nutanix พุ่งแตะระดับสูงสุด ก่อนที่ราคาหุ้นจะร่วงลงอย่างหนักในช่วงปลายปี หลังจากบริษัทปรับลดเป้าหมายรายได้ในอนาคตลง

อันดับ 8 “แฟรงค์ สลูทแมน” (Frank Slootman)
แฟรงค์ สลูทแมน ซีอีโอของสโนว์เฟลก (Snowflake )บริษัทด้านคลาวด์ข้อมูล ได้ขายหุ้นจำนวน  3,437,162 หุ้น ทำให้ได้รับเงินสดประมาณ 758 ล้านดอลลาร์ หรือราว 2.6 หมื่นล้านบาท
สลูทแมนเป็นตัวอย่างที่หาได้ยากของ "ผู้บริหารรับจ้าง" (Non-founder CEO) ที่สร้างความร่ำรวยมหาศาลจากการนำพาบริษัทเทคโนโลยีถึง 3 แห่งประสบความสำเร็จ จนมีความมั่งคั่งแซงหน้าซีอีโอชื่อดังอย่าง ทิม คุก ซีอีโอบริษัท Apple และ ซัตยา นาเดลลา ซีอีโอ Microsoft
แม้เขาจะวางมือจากตำแหน่งซีอีโอของ Snowflake ไปเมื่อปี 2567 แต่เขายังคงดำรงตำแหน่งประธานกรรมการอยู่ และในปี 2568 นี้ เขาได้ใช้สิทธิซื้อหุ้นในราคาต่ำ   แล้วนำมาขายออกตามราคาตลาดผ่านแผนการซื้อขายล่วงหน้า (10b5-1)
การขายหุ้นส่วนใหญ่ของเขาเกิดขึ้นในช่วงที่ราคาหุ้นของ Snowflake ปรับตัวสูงขึ้นตามกระแสความต้องการใช้คลาวด์และดาต้าเพื่อรองรับ AI ทำให้เขาสามารถทำกำไรจากออปชั่นที่มีอยู่ได้อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย

อันดับ 9 “นิเคช อโรรา” (Nikesh Arora)

อันดับ 10 “ใบจู บัตต์” (Baiju Bhatt)

อันดับ 9 และ 10 อ่านต่อที่ https://www.bangkokbiznews.com/world/economics/1216025


แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่