สักคิวบัสไม่ใช่ปีศาจแต่เป็นสิ่งมีชีวิตที่คล้ายมนุษย์ซึ่งดำรงเผ่าพันธุ์ด้วยกันสืบพันธุ์ด้วยรูปลักษณ์ที่ไม่เหมือนมนุษย์หรือรูปร่างหน้าตาของซัคคิวบัสที่แท้จริงนั้นฉันก็ไม่รู้เหมือนกันแต่สำหรับฉันนั้นเธอเป็นสิ่งมีชีวิตที่มีตัวตนอยู่จริงเท่าที่ถูกบันทึกเอาไว้เหยื่อทุกคนที่ได้สัมผัสกับซัคคิวบัสตังค์บอกกันว่าร่างกายของเธอนั้นตัวเย็นเฉียบและก็มีสารคัดหลั่งด้วยเหมือนมนุษย์เท่าถูกบันทึกไว้เหยื่อมักมีรอยบอบช้ำและร่องรอยอยู่เหมือนกันส่วนลักษณะของเธอนั้นทุกคนก็อาจจะรู้กันดีเหยื่อส่วนใหญ่บอกว่าดวงตาของเธอนั้นเป็นดวงตาที่คล้ายกับแมวซึ่งทำให้เธอมองเห็นได้ในตอนกลางคืนและก็ได้ข้อมูลอีกว่าร่างกายของเธอนั้นบางจุดของร่างกายก็มีเกล็ดเหมือนกันและเวลาที่เธอเสร็จภารกิจก็จะกางปีกที่เหมือนค้างคาวซ่อนไว้ด้านหลังออกมาและหายตัวไปอย่างรวดเร็วบางคนก็บอกว่าหายตัวไปในความมืดลักษณะก็เหมือนเธอไปหลบในมุมมืดของห้องเพื่อไม่ให้คนที่เป็นเหยื่อรู้สึกตัวและรอให้หลับไปและเพื่อให้เธอจะไม่ต้องโดนจับด้วยเพราะมันในสมัยนั้นถ้าโดนจับได้ก็เท่ากับตายแล้วเธอค่อยหาทางออกจากบ้านจากทางปล่องไฟหรือจุดอื่นๆของบ้านหากเรามองย้อนกลับไปในประวัติศาสตร์สถาปัตยกรรมของบ้านเรือนยุคเก่า (โดยเฉพาะในยุโรปช่วงยุคกลางจนถึงยุคก่อนศตวรรษที่ 19) ทฤษฎี "การแทรกตัวเข้าบ้าน" มีความเป็นไปได้สูงมากครับ เพราะบ้านสมัยก่อนไม่ได้มิดชิดเหมือนบ้านในปัจจุบัน
1.ปล่องไฟ
ทำไมต้องปล่องไฟ: ในยุโรปบ้านเกือบทุกหลัง ต้องมีเตาผิงเพื่อความอบอุ่น ปล่องไฟคือช่องเปิด ขนาดใหญ่ที่เชื่อมจากหลังคาลงมาสู่กลางห้อง นอนหรือห้องนั่งเล่นโดยตรง ในแง่ชีววิทยา: หากซัคคิวบัสมีปีกหรือมีความสามารถในการปีนป่ายเหมือนแมว การลงทางปล่องไฟถือเป็นเรื่องง่ายมาก และมันยังช่วยให้เธอลงมาถึงตัวเหยื่อได้โดยไม่ต้องผ่านประตูหน้าบ้านที่มีคนอื่นอยู่ครับ
2.ช่องระบายอากาศและช่องแสง (Transom Windows/Vents)
บ้านสมัยก่อนไม่มีเครื่องปรับอากาศ การระบาย อากาศจึงสำคัญมาก มักจะมีช่องลมเหนือประตู หรือช่องหน้าต่างเล็กๆ ที่ไม่ได้ติดกระจก (หรือ ติดเพียงผ้าบางๆ) เพื่อให้ลมถ่ายเท
ความยืดหยุ่น: ถ้าสรีระของพวกเธอไม่มีกระดูก ไหปลาร้าหรือมีความยืดหยุ่นสูงเหมือน "หนู" หรือ "แมว" แค่ช่องขนาดเล็กเท่าหัวมนุษย์ เธอก็ สามารถแทรกตัวผ่านเข้ามาได้อย่างสบายครับ
3.ใต้ถุนบ้านหรือช่องว่างใต้หลังคา (Crawls Spaces)
บ้านไม้หรือบ้านดินในยุคเก่ามักมีรอยแยกตามพื้นไม้หรือรอยต่อระหว่างผนังกับหลังคา
หากพวกเธอเป็นสิ่งมีชีวิตที่ชอบความมืดและซอก หลืบ เธออาจจะแอบเข้ามาพักพิงอยู่ในช่องว่าง ใต้หลังคาตั้งแต่ตอนกลางวัน และรอเวลาที่ทุกคน หลับใหลเพื่อลงมาหาเหยื่อครับ
4.ประตูที่ไม่ได้ล็อก "กลอนชั้นใน
ในอดีต กลอนประตูมักเป็นไม้หรือเหล็กที่ขัดไว้เฉยๆ หากมีความฉลาดระดับเดียวกับ "แรคคูน" หรือ "ลิง" การยื่นนิ้วเรียวๆ เข้าไปตามร่องประตูเพื่อยกกลอนขึ้นย่อมทำได้ไม่ยากเลยครับ
บ้านมนุษย์ในอดีตเต็มไปด้วยช่องโหว่ทางสถาปัตยกรรม สิ่งที่มนุษย์เรียกว่า 'การปรากฏตัวดั่งปาฏิหาริย์' แท้จริงแล้วคือความสามารถในการปีนป่ายและการแทรกตัวผ่านซอกหลืบของสิ่งมีชีวิตที่มีกายภาพยืดหยุ่นสูงครับ
แล้วมนุษย์ยุคนั้นมักมองว่าตัวเองคือสิ่งที่ถูกต้องและถ้าสิ่งอื่นที่ไม่เหมือนกับเคยที่เคยเห็นมาก่อนหรือก็มักจะบอกว่าเป็นสัตว์ประหลาดหรือปีศาจขนาดสัตว์ยังมีแตกต่างสายพันธุ์แล้วทำไมมนุษย์ถึงไม่มีกัน
ในตำนานดั้งเดิม (โดยเฉพาะในตำราความเชื่อยุคกลาง) ซัคคิวบัส (Succubus) จะนำน้ำเชื้อที่รวบรวมได้ไปส่งต่อให้กับ อินคิวบัส (Incubus)เพื่อให้อินคิวบัสเอาไปใช้กับมนุษย์เพศหญิงเพื่อนได้สายพันธุ์ครึ่งปีศาจและถ้าถูกจับได้ก็จะถูกประหารแต่ฉันคิดว่าเด็กที่เป็นปีศาจไม่ใช่ความจริงเด็กที่เขาเรียกว่าเครื่องปีศาจในยุคนั้นคือเด็กที่เกิดมาผิดปกติไม่เหมือนกับเด็กปกติทั่วไปซึ่งยุคปัจจุบันสามารถพิสูจน์ได้แล้ว
ส่วน ซัคคิวบัส ก็เป็นมนุษย์อีกเผ่าพันธุ์นึงซึ่งฉันเชื่อว่าเป็นเผ่าพันธุ์ที่ออกลูกได้แต่เพศหญิงเลยต้องอาศัยร่างกายของผู้ชายในการขยายเผ่าพันธุ์ของพวกเขาแต่มนุษย์กับมองว่าพวกเขาเป็นสัตว์ประหลาดหรือเป็นปีศาจในเชิงด้านมืดพวกเขาเลยกลัวการถูกประหารได้ใช้ชีวิตแบบหลบๆซ่อนๆในถ้ำหรือในป่าและเหยื่อของซัคคิวบัสก็เคยได้บอกว่าเท่าที่ถูกบันทึกไว้ตัวของซัคคิวบัสนั้นเย็นเฉียบเป็นไปได้ว่าซัคคิวบัสเป็นเผ่าพันธุ์เลือดเย็นส่วนหลังจากซัคคิวบัสมาหาได้หลายวันแล้วผู้นั้นเสียชีวิตมันเกิดได้จากหลายสาเหตุสาเหตุต้นๆก็คือการติดเชื้อทางการมีเพศสัมพันธ์ซึ่งอันปัจจุบันก็สามารถพิสูจน์ได้แล้วเหมือนกันเเต่มนุษย์กลับมองมาว่าซัคคิวบัสเป็นปีศาจร้ายที่พลาดชีวิตของผู้คนไป
ในบันทึกประวัติศาสตร์ไม่เคยมีรายงานว่าซัคคิว บัสยกพวกไปฆ่าล้างหมู่บ้านมนุษย์แม้แต่ครั้งเดียว แต่กลับมีบันทึกว่ามนุษย์ยกพวกไปเผาทำลายและ ประหารผู้ที่คิดว่าเกี่ยวข้องกับพวกเธออย่างโหด เหี้ยม... แล้วแบบนี้ ใครกันแน่ที่เป็นปีศาจ
1.พวกเธอไม่ใช่ผี แต่เป็น "สิ่งมีชีวิตเลือดเย็น
บันทึกโบราณบอกว่าสัมผัสของพวกเธอ "เย็นเฉียบ" มนุษย์ยุคนั้นจึงสรุปว่าเป็นศพเดินได้ แต่ตรรกะที่แท้จริงคือ พวกเธออาจเป็นสายพันธุ์ที่ วิวัฒนาการมาแบบ สัตว์เลือดเย็น (คล้ายสัตว์เลื้อยคลาน) ซึ่งต้องดูดซับความร้อนจากร่างกายมนุษย์ในขณะทำภารกิจเพื่อรักษาอุณหภูมิของตัวเอง
2.อวัยวะพิเศษ: ปีกพังผืดและการแทรกตัว
ปีกค้างคาวที่มนุษย์กลัว แท้จริงคืออวัยวะที่ใช้ พับห่อหุ้มร่างกาย เพื่อรักษาความอบอุ่นและใช้ปีนป่าย พวกเธอไม่ได้ใช้เวทมนตร์ทะลุกำแพง แต่ใช้ ร่างกายที่ยืดหยุ่นสูง แทรกตัวเข้าตามปล่องไฟหรือรอยแยกของบ้านเรือนในสมัยก่อน เพื่อลอบเข้ามาหา "ทรัพยากร" ที่จำเป็น
3.การรีดน้ำเชื้อ = การดิ้นรนเพื่อดำรงเผ่าพันธุ์
การที่พวกเธอต้องการน้ำเชื้อ ไม่ใช่เรื่องของกามารมณ์ที่ชั่วร้าย แต่เพราะพวกเธออาจเป็นสายพันธุ์ที่มีแต่เพศเมีย หรือขาดแคลนพันธุกรรมในการปฏิสนธิ อาการ "สั่นสะท้าน" ที่เหยื่อสัมผัสได้ คือกลไกการบีบรัดของกล้ามเนื้อเพื่อเก็บกักน้ำเชื้อให้มีประสิทธิภาพที่สุด เป็นสัญชาตญาณแม่ที่ต้องการมีลูก ไม่ต่างจากสิ่งมีชีวิตอื่นบนโลก
4.เหยื่อที่ล้มป่วย: ผลข้างเคียงทางระบาดวิทยา
ความตายที่เกิดขึ้นในอดีตไม่ใช่ "คำสาป" แต่คือ โรคติดต่อ หรือแบคทีเรียข้ามสายพันธุ์ที่มนุษย์ในยุคนั้นไม่มีภูมิคุ้มกัน พวกเธออาจไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่าสัมผัสของเธอนำพาความเจ็บป่วยมาสู่เหยื่อ แต่มนุษย์กลับใช้เหตุผลนี้ในการ "พิพากษา" และตามล่าพวกเธออย่างทารุณ
5.ใครคือปีศาจที่แท้จริง
ในประวัติศาสตร์ ไม่เคยมีบันทึกว่าซัคคิวบัสฆ่าล้างหมู่บ้าน แต่กลับมีบันทึกว่า มนุษย์ยกพวกไปเผาทำลายและประหาร ผู้ที่ถูกสงสัยว่าเกี่ยวข้องกับพวกเธอ พวกเธอถูกทำให้กลายเป็นปีศาจเพียงเพราะพวกเธอ "แตกต่าง" และมนุษย์ไม่เข้าใจพวกเธอ เหมือนกับการเหยียดสีผิวหรือการเหยียดสายพันธุ์ในอดีต
บทสรุป
ซัคคิวบัสอาจจะเป็นเพียงสายพันธุ์ที่น่าสงสาร ที่พยายามจะอยู่รอดในโลกที่ใจแคบ จนในที่สุดพวกเธอก็อาจจะสูญพันธุ์ไปจริงๆ จากการถูกตามล่าและพื้นที่ป่าที่ลดลง ถึงเวลาแล้วหรือยังที่เราจะเลิกเรียกพวกเธอว่าปีศาจ และยอมรับความจริงว่า "มนุษย์เราเองนั่นแหละที่น่ากลัวที่สุด
ซัคเคียวบัสไม่ใช่ปีศาจแต่เป็นเผ่าพันธุ์ที่มนุษย์ไม่รู้จักและมีตัวตนอยู่จริง
1.ปล่องไฟ
ทำไมต้องปล่องไฟ: ในยุโรปบ้านเกือบทุกหลัง ต้องมีเตาผิงเพื่อความอบอุ่น ปล่องไฟคือช่องเปิด ขนาดใหญ่ที่เชื่อมจากหลังคาลงมาสู่กลางห้อง นอนหรือห้องนั่งเล่นโดยตรง ในแง่ชีววิทยา: หากซัคคิวบัสมีปีกหรือมีความสามารถในการปีนป่ายเหมือนแมว การลงทางปล่องไฟถือเป็นเรื่องง่ายมาก และมันยังช่วยให้เธอลงมาถึงตัวเหยื่อได้โดยไม่ต้องผ่านประตูหน้าบ้านที่มีคนอื่นอยู่ครับ
2.ช่องระบายอากาศและช่องแสง (Transom Windows/Vents)
บ้านสมัยก่อนไม่มีเครื่องปรับอากาศ การระบาย อากาศจึงสำคัญมาก มักจะมีช่องลมเหนือประตู หรือช่องหน้าต่างเล็กๆ ที่ไม่ได้ติดกระจก (หรือ ติดเพียงผ้าบางๆ) เพื่อให้ลมถ่ายเท
ความยืดหยุ่น: ถ้าสรีระของพวกเธอไม่มีกระดูก ไหปลาร้าหรือมีความยืดหยุ่นสูงเหมือน "หนู" หรือ "แมว" แค่ช่องขนาดเล็กเท่าหัวมนุษย์ เธอก็ สามารถแทรกตัวผ่านเข้ามาได้อย่างสบายครับ
3.ใต้ถุนบ้านหรือช่องว่างใต้หลังคา (Crawls Spaces)
บ้านไม้หรือบ้านดินในยุคเก่ามักมีรอยแยกตามพื้นไม้หรือรอยต่อระหว่างผนังกับหลังคา
หากพวกเธอเป็นสิ่งมีชีวิตที่ชอบความมืดและซอก หลืบ เธออาจจะแอบเข้ามาพักพิงอยู่ในช่องว่าง ใต้หลังคาตั้งแต่ตอนกลางวัน และรอเวลาที่ทุกคน หลับใหลเพื่อลงมาหาเหยื่อครับ
4.ประตูที่ไม่ได้ล็อก "กลอนชั้นใน
ในอดีต กลอนประตูมักเป็นไม้หรือเหล็กที่ขัดไว้เฉยๆ หากมีความฉลาดระดับเดียวกับ "แรคคูน" หรือ "ลิง" การยื่นนิ้วเรียวๆ เข้าไปตามร่องประตูเพื่อยกกลอนขึ้นย่อมทำได้ไม่ยากเลยครับ
บ้านมนุษย์ในอดีตเต็มไปด้วยช่องโหว่ทางสถาปัตยกรรม สิ่งที่มนุษย์เรียกว่า 'การปรากฏตัวดั่งปาฏิหาริย์' แท้จริงแล้วคือความสามารถในการปีนป่ายและการแทรกตัวผ่านซอกหลืบของสิ่งมีชีวิตที่มีกายภาพยืดหยุ่นสูงครับ
แล้วมนุษย์ยุคนั้นมักมองว่าตัวเองคือสิ่งที่ถูกต้องและถ้าสิ่งอื่นที่ไม่เหมือนกับเคยที่เคยเห็นมาก่อนหรือก็มักจะบอกว่าเป็นสัตว์ประหลาดหรือปีศาจขนาดสัตว์ยังมีแตกต่างสายพันธุ์แล้วทำไมมนุษย์ถึงไม่มีกัน
ในตำนานดั้งเดิม (โดยเฉพาะในตำราความเชื่อยุคกลาง) ซัคคิวบัส (Succubus) จะนำน้ำเชื้อที่รวบรวมได้ไปส่งต่อให้กับ อินคิวบัส (Incubus)เพื่อให้อินคิวบัสเอาไปใช้กับมนุษย์เพศหญิงเพื่อนได้สายพันธุ์ครึ่งปีศาจและถ้าถูกจับได้ก็จะถูกประหารแต่ฉันคิดว่าเด็กที่เป็นปีศาจไม่ใช่ความจริงเด็กที่เขาเรียกว่าเครื่องปีศาจในยุคนั้นคือเด็กที่เกิดมาผิดปกติไม่เหมือนกับเด็กปกติทั่วไปซึ่งยุคปัจจุบันสามารถพิสูจน์ได้แล้ว
ส่วน ซัคคิวบัส ก็เป็นมนุษย์อีกเผ่าพันธุ์นึงซึ่งฉันเชื่อว่าเป็นเผ่าพันธุ์ที่ออกลูกได้แต่เพศหญิงเลยต้องอาศัยร่างกายของผู้ชายในการขยายเผ่าพันธุ์ของพวกเขาแต่มนุษย์กับมองว่าพวกเขาเป็นสัตว์ประหลาดหรือเป็นปีศาจในเชิงด้านมืดพวกเขาเลยกลัวการถูกประหารได้ใช้ชีวิตแบบหลบๆซ่อนๆในถ้ำหรือในป่าและเหยื่อของซัคคิวบัสก็เคยได้บอกว่าเท่าที่ถูกบันทึกไว้ตัวของซัคคิวบัสนั้นเย็นเฉียบเป็นไปได้ว่าซัคคิวบัสเป็นเผ่าพันธุ์เลือดเย็นส่วนหลังจากซัคคิวบัสมาหาได้หลายวันแล้วผู้นั้นเสียชีวิตมันเกิดได้จากหลายสาเหตุสาเหตุต้นๆก็คือการติดเชื้อทางการมีเพศสัมพันธ์ซึ่งอันปัจจุบันก็สามารถพิสูจน์ได้แล้วเหมือนกันเเต่มนุษย์กลับมองมาว่าซัคคิวบัสเป็นปีศาจร้ายที่พลาดชีวิตของผู้คนไป
ในบันทึกประวัติศาสตร์ไม่เคยมีรายงานว่าซัคคิว บัสยกพวกไปฆ่าล้างหมู่บ้านมนุษย์แม้แต่ครั้งเดียว แต่กลับมีบันทึกว่ามนุษย์ยกพวกไปเผาทำลายและ ประหารผู้ที่คิดว่าเกี่ยวข้องกับพวกเธออย่างโหด เหี้ยม... แล้วแบบนี้ ใครกันแน่ที่เป็นปีศาจ
1.พวกเธอไม่ใช่ผี แต่เป็น "สิ่งมีชีวิตเลือดเย็น
บันทึกโบราณบอกว่าสัมผัสของพวกเธอ "เย็นเฉียบ" มนุษย์ยุคนั้นจึงสรุปว่าเป็นศพเดินได้ แต่ตรรกะที่แท้จริงคือ พวกเธออาจเป็นสายพันธุ์ที่ วิวัฒนาการมาแบบ สัตว์เลือดเย็น (คล้ายสัตว์เลื้อยคลาน) ซึ่งต้องดูดซับความร้อนจากร่างกายมนุษย์ในขณะทำภารกิจเพื่อรักษาอุณหภูมิของตัวเอง
2.อวัยวะพิเศษ: ปีกพังผืดและการแทรกตัว
ปีกค้างคาวที่มนุษย์กลัว แท้จริงคืออวัยวะที่ใช้ พับห่อหุ้มร่างกาย เพื่อรักษาความอบอุ่นและใช้ปีนป่าย พวกเธอไม่ได้ใช้เวทมนตร์ทะลุกำแพง แต่ใช้ ร่างกายที่ยืดหยุ่นสูง แทรกตัวเข้าตามปล่องไฟหรือรอยแยกของบ้านเรือนในสมัยก่อน เพื่อลอบเข้ามาหา "ทรัพยากร" ที่จำเป็น
3.การรีดน้ำเชื้อ = การดิ้นรนเพื่อดำรงเผ่าพันธุ์
การที่พวกเธอต้องการน้ำเชื้อ ไม่ใช่เรื่องของกามารมณ์ที่ชั่วร้าย แต่เพราะพวกเธออาจเป็นสายพันธุ์ที่มีแต่เพศเมีย หรือขาดแคลนพันธุกรรมในการปฏิสนธิ อาการ "สั่นสะท้าน" ที่เหยื่อสัมผัสได้ คือกลไกการบีบรัดของกล้ามเนื้อเพื่อเก็บกักน้ำเชื้อให้มีประสิทธิภาพที่สุด เป็นสัญชาตญาณแม่ที่ต้องการมีลูก ไม่ต่างจากสิ่งมีชีวิตอื่นบนโลก
4.เหยื่อที่ล้มป่วย: ผลข้างเคียงทางระบาดวิทยา
ความตายที่เกิดขึ้นในอดีตไม่ใช่ "คำสาป" แต่คือ โรคติดต่อ หรือแบคทีเรียข้ามสายพันธุ์ที่มนุษย์ในยุคนั้นไม่มีภูมิคุ้มกัน พวกเธออาจไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่าสัมผัสของเธอนำพาความเจ็บป่วยมาสู่เหยื่อ แต่มนุษย์กลับใช้เหตุผลนี้ในการ "พิพากษา" และตามล่าพวกเธออย่างทารุณ
5.ใครคือปีศาจที่แท้จริง
ในประวัติศาสตร์ ไม่เคยมีบันทึกว่าซัคคิวบัสฆ่าล้างหมู่บ้าน แต่กลับมีบันทึกว่า มนุษย์ยกพวกไปเผาทำลายและประหาร ผู้ที่ถูกสงสัยว่าเกี่ยวข้องกับพวกเธอ พวกเธอถูกทำให้กลายเป็นปีศาจเพียงเพราะพวกเธอ "แตกต่าง" และมนุษย์ไม่เข้าใจพวกเธอ เหมือนกับการเหยียดสีผิวหรือการเหยียดสายพันธุ์ในอดีต
บทสรุป
ซัคคิวบัสอาจจะเป็นเพียงสายพันธุ์ที่น่าสงสาร ที่พยายามจะอยู่รอดในโลกที่ใจแคบ จนในที่สุดพวกเธอก็อาจจะสูญพันธุ์ไปจริงๆ จากการถูกตามล่าและพื้นที่ป่าที่ลดลง ถึงเวลาแล้วหรือยังที่เราจะเลิกเรียกพวกเธอว่าปีศาจ และยอมรับความจริงว่า "มนุษย์เราเองนั่นแหละที่น่ากลัวที่สุด