สุดยอดความคิดเห็น
ความคิดเห็นที่ 1
1. ไม่ผิด ออกมาเดี๋ยวนี้เลยค่ะ ใครว่าผิดให้มาออกตังค์แทนคุณ
2. ไม่เอาเปรียบค่ะ
3. ไม่เห็นแก่ตัวค่ะ
คห.ส่วนตัว แฟนคุณถือคติเลือดข้นกว่าน้ำ เห็นญาติดีกว่าแฟน ซึ่งไม่ผิดด้วยนะ
มันผิดตรงเบียดเบียนเงินคุณไปให้ญาตินี่แหละ และถ้าคุณมีสิทธิแค่เอาเงินคุณ
มาเลี้ยงดูหลานได้ แต่แตะหลานไม่ได้เลย เป็นเราก็ไม่เอาค่า เก็บเงินเราไว้กิน
เองดีกว่า
และการที่แฟนประกาศต่อหน้าหลานว่าบ้านนี้ไม่ใช่ของคุณ คุณคือผู้อาศัย
เจ้าของตัวจริงคือหลานชั้นคนนี้ ถ้าเราเป็นคุณเราเดินออกจากบ้านตั้งแต่วันนั้นละ
สรุปเลยนะคะ ปัญหามันไม่ได้อยู่ที่ใครกู้ใครจ่าย อันนั้นเรื่องเล็ก ปัญหาคือ
แฟนคุณไม่ให้เกียรติไม่ให้ค่าอะไรคุณเลย เขาไม่ต้องมาเลี้ยงมาทุ่มอะไรให้คุณหรอก
แค่พูดดี ๆ กับคุณยังให้ไม่ได้เลย
2. ไม่เอาเปรียบค่ะ
3. ไม่เห็นแก่ตัวค่ะ
คห.ส่วนตัว แฟนคุณถือคติเลือดข้นกว่าน้ำ เห็นญาติดีกว่าแฟน ซึ่งไม่ผิดด้วยนะ
มันผิดตรงเบียดเบียนเงินคุณไปให้ญาตินี่แหละ และถ้าคุณมีสิทธิแค่เอาเงินคุณ
มาเลี้ยงดูหลานได้ แต่แตะหลานไม่ได้เลย เป็นเราก็ไม่เอาค่า เก็บเงินเราไว้กิน
เองดีกว่า
และการที่แฟนประกาศต่อหน้าหลานว่าบ้านนี้ไม่ใช่ของคุณ คุณคือผู้อาศัย
เจ้าของตัวจริงคือหลานชั้นคนนี้ ถ้าเราเป็นคุณเราเดินออกจากบ้านตั้งแต่วันนั้นละ
สรุปเลยนะคะ ปัญหามันไม่ได้อยู่ที่ใครกู้ใครจ่าย อันนั้นเรื่องเล็ก ปัญหาคือ
แฟนคุณไม่ให้เกียรติไม่ให้ค่าอะไรคุณเลย เขาไม่ต้องมาเลี้ยงมาทุ่มอะไรให้คุณหรอก
แค่พูดดี ๆ กับคุณยังให้ไม่ได้เลย
ความคิดเห็นที่ 6
เรา ผญ นะ ขอออกความเห็นแรงๆ กระทุ้งความคิด จขกท ตรงๆ แต่ที่เขียนนี่น่าจะเป็นประโยชน์ในแง่การจัดการบ้านเจ้าปัญหานี่ได้
ความสัมพันธ์ของ จขกท มันเดินมาถึงจุดสิ้นสุดแล้ว ต้องยอมรับตรงนี้ก่อนเลยว่า คนรักกันแต่ไม่แคร์กันจะเรียกว่าคนรักกันได้ยังไง แต่พอเห็นประโยคนี้ " พยายามนึกถึงช่วงผ่านร้อนผ่านหนาว ลำบาก มาด้วยกัน จนมีวันนี้ แต่เหมือนคิดไปเองคนเดียว" มันใช่เลยว่า คุณน่ะ ยึดติดแต่เรื่องในอดีต ทั้งๆที่ชีวิตมันเดินไปข้างหน้า สิ่งที่ควรโฟกัสคือเรื่องที่จะเกิดจากนี้ ไม่ใช่เรื่องที่ผ่านมา เพราะงั้น "ตัดเรื่องในอดีตทิ้งไปเลย" แล้วเดินหน้าคิดแต่อนาคตว่าฉันจะอยู่ยังไง ฉันต้องมีอะไร ฉันต้องเตรียมอะไรต่อจากนี้ เป้าหมายคือ ตายดีบนเตียงในบ้าน ไม่ใช่ไปตายข้างถนนเพียงเพราะว่า ยังคงดื้อรั้นคงความสัมพันธ์เพราะรู้สึกผิดแบบคิดไปเอง (ซึ่งผิดอะไรยังอ่านไม่เจอเลย)
เราจะไม่วิจารณ์ว่าแฟนคุณเป็นคนยังไงนะ แต่ในกรณีถ้าเราเป็นคุณ เราจะทำงี้
1. ต่อรองว่าคุณจะไม่ผ่อนต่อแล้ว "จนกว่าจะมีการแก้ไขสัญญาหลังโฉนดบ้านและที่ดินให้คุณมีสิทธิ์ในนั้น" ไม่ง้ั้นคือหยุดส่งต่อ "ทันที" และปล่อยให้บ้านโดยยึดไปเลย ซึ่งแน่นอนว่า ผญ ด่าแน่ แต่ปล่อยให้เขาด่าไป "นั่นเป็นปัญหาของเขาไม่ใช่ปัญหาของคุณ คุณไม่ต้องไปคิดแก้ปัญหาแทน " ปล่อยให้เธอหาวิธีแก้ของเธอไป ส่วนคุณคือมีทางเลือกนี้ให้เธอทางเดียวเท่านั้น
2. ถ้าเขาอ้างว่า เขาต่อเติมไป 2-3 ล้านแล้ว คุณก็บอกว่าได้ คุณจะออกในนั้นให้ครึ่งนึง แต่แน่นอนว่ามันต้องเกิดขึ้นหลังข้อ 1 แล้วเท่านั้น ตรงนี้สามารถเขียนสัญญาเพิ่มเติมกันเองได้ ถ้าคุณไม่ผ่อนต่อหลังจากที่คุยกันไว้ ก็ให้เขาถือสัญญาไปฟ้องศาลแพ่งได้เลย
3. เรื่องผู้รับผลประโยชน์ ไม่ต้องไปแก้ก็ได้ เพราะถ้าคุณได้ข้อ 1 มันก็แทบจะครอบคลุมสิทธิ์ในบ้านแล้ว ลองพิจารณาเหตุการณ์ที่อาจเกิดขึ้นดังนี้
3.1 ถ้าบ้านยังผ่อน คนกู้ตายก่อน ประกันจะจ่ายธนาคารที่กู้ ไม่ใช่ผู้รับผลประโยชน์ บ้านจะถูกปิดจบและคุณจะยังมีสิทธิ์ในบ้านนั้น
3.2 ถ้าบ้านผ่อนหมดแล้ว คนกู้ตายไม่ว่าด้วยกรณีใดๆ ประกันจะจ่ายตามชื่อคนรับประโยชน์ ซึ่งก็คือ หลาน แต่สิทธิ์ในบ้านยังคงเป็นของคุณ อันนี้คุณก็ปล่อยไปเลย
4. ถ้าทำข้อ 1 แล้ว คุณไม่อยากไปต่อกับ ผญ คนนี้ก็ประกาศขายบ้านต่อ แล้วแยกย้ายกันได้เลย ซึ่งแนะนำให้มาเวย์นี้ค่ะ
5. กรณี ผญ เป็นห่วงว่าหลานจะไม่ได้สมบัติ ก็แนะนำให้ขายบ้าน แล้วเงินหารครึ่ง ผญ ก็เอาเงินส่วนนี้ให้หลานเขาไป ซึ่งมันไม่เกี่ยวอะไรกับคุณ แต่ถ้ายังขายไม่ได้ หลานจะมานอนบ้านก็ได้ แต่หลานก็จะได้เจอคุณในนั้นด้วย เชื่อเถอะว่า สุดท้ายหลานจะไม่เอาบ้านหลังนี้ เพราะพอโตขึ้นเด็กมันจะคิดได้เองว่า อยู่ไปก็ไม่แฮปปี้ เด็กมันจะย้ายออกเอง คุณก็ค่อยคุยกับ ผญ แล้วจะขายบ้านหรือจะยังไงก็ตามใจคุณได้เลย
เพราะงั้น สำคัญคือ ยืนกรานข้อ 1 ให้ได้ ถ้าทำไม่ได้ คุณก็จบ อนาคตได้เห็นตัวเองนอนตุยข้างถนนแน่นอน...
สุดท้าย ตอบคำถามที่ จขกท ถาม 3 ข้อนะ
1. ไม่ผิด
2. ไม่ได้เอาเปรียบ และมีแนวทางเสนออย่างยุติธรรมให้แล้ว ตามข้อ 1-2
3. ไม่เห็นแก่ตัว แต่ที่คุณรู้สึกผิด มันความรู้สึกคุณเอง คิดเอง เออเอง แล้วก็ยอมจ่ายให้เธอเอง เพียงเพราะอยากให้เธอยอมรับว่าคุณไม่ผิดเนี่ย ... ก็ทำไปได้เนอะ...อยากจะตบเรียกสติเสียจริงๆ
ความสัมพันธ์ของ จขกท มันเดินมาถึงจุดสิ้นสุดแล้ว ต้องยอมรับตรงนี้ก่อนเลยว่า คนรักกันแต่ไม่แคร์กันจะเรียกว่าคนรักกันได้ยังไง แต่พอเห็นประโยคนี้ " พยายามนึกถึงช่วงผ่านร้อนผ่านหนาว ลำบาก มาด้วยกัน จนมีวันนี้ แต่เหมือนคิดไปเองคนเดียว" มันใช่เลยว่า คุณน่ะ ยึดติดแต่เรื่องในอดีต ทั้งๆที่ชีวิตมันเดินไปข้างหน้า สิ่งที่ควรโฟกัสคือเรื่องที่จะเกิดจากนี้ ไม่ใช่เรื่องที่ผ่านมา เพราะงั้น "ตัดเรื่องในอดีตทิ้งไปเลย" แล้วเดินหน้าคิดแต่อนาคตว่าฉันจะอยู่ยังไง ฉันต้องมีอะไร ฉันต้องเตรียมอะไรต่อจากนี้ เป้าหมายคือ ตายดีบนเตียงในบ้าน ไม่ใช่ไปตายข้างถนนเพียงเพราะว่า ยังคงดื้อรั้นคงความสัมพันธ์เพราะรู้สึกผิดแบบคิดไปเอง (ซึ่งผิดอะไรยังอ่านไม่เจอเลย)
เราจะไม่วิจารณ์ว่าแฟนคุณเป็นคนยังไงนะ แต่ในกรณีถ้าเราเป็นคุณ เราจะทำงี้
1. ต่อรองว่าคุณจะไม่ผ่อนต่อแล้ว "จนกว่าจะมีการแก้ไขสัญญาหลังโฉนดบ้านและที่ดินให้คุณมีสิทธิ์ในนั้น" ไม่ง้ั้นคือหยุดส่งต่อ "ทันที" และปล่อยให้บ้านโดยยึดไปเลย ซึ่งแน่นอนว่า ผญ ด่าแน่ แต่ปล่อยให้เขาด่าไป "นั่นเป็นปัญหาของเขาไม่ใช่ปัญหาของคุณ คุณไม่ต้องไปคิดแก้ปัญหาแทน " ปล่อยให้เธอหาวิธีแก้ของเธอไป ส่วนคุณคือมีทางเลือกนี้ให้เธอทางเดียวเท่านั้น
2. ถ้าเขาอ้างว่า เขาต่อเติมไป 2-3 ล้านแล้ว คุณก็บอกว่าได้ คุณจะออกในนั้นให้ครึ่งนึง แต่แน่นอนว่ามันต้องเกิดขึ้นหลังข้อ 1 แล้วเท่านั้น ตรงนี้สามารถเขียนสัญญาเพิ่มเติมกันเองได้ ถ้าคุณไม่ผ่อนต่อหลังจากที่คุยกันไว้ ก็ให้เขาถือสัญญาไปฟ้องศาลแพ่งได้เลย
3. เรื่องผู้รับผลประโยชน์ ไม่ต้องไปแก้ก็ได้ เพราะถ้าคุณได้ข้อ 1 มันก็แทบจะครอบคลุมสิทธิ์ในบ้านแล้ว ลองพิจารณาเหตุการณ์ที่อาจเกิดขึ้นดังนี้
3.1 ถ้าบ้านยังผ่อน คนกู้ตายก่อน ประกันจะจ่ายธนาคารที่กู้ ไม่ใช่ผู้รับผลประโยชน์ บ้านจะถูกปิดจบและคุณจะยังมีสิทธิ์ในบ้านนั้น
3.2 ถ้าบ้านผ่อนหมดแล้ว คนกู้ตายไม่ว่าด้วยกรณีใดๆ ประกันจะจ่ายตามชื่อคนรับประโยชน์ ซึ่งก็คือ หลาน แต่สิทธิ์ในบ้านยังคงเป็นของคุณ อันนี้คุณก็ปล่อยไปเลย
4. ถ้าทำข้อ 1 แล้ว คุณไม่อยากไปต่อกับ ผญ คนนี้ก็ประกาศขายบ้านต่อ แล้วแยกย้ายกันได้เลย ซึ่งแนะนำให้มาเวย์นี้ค่ะ
5. กรณี ผญ เป็นห่วงว่าหลานจะไม่ได้สมบัติ ก็แนะนำให้ขายบ้าน แล้วเงินหารครึ่ง ผญ ก็เอาเงินส่วนนี้ให้หลานเขาไป ซึ่งมันไม่เกี่ยวอะไรกับคุณ แต่ถ้ายังขายไม่ได้ หลานจะมานอนบ้านก็ได้ แต่หลานก็จะได้เจอคุณในนั้นด้วย เชื่อเถอะว่า สุดท้ายหลานจะไม่เอาบ้านหลังนี้ เพราะพอโตขึ้นเด็กมันจะคิดได้เองว่า อยู่ไปก็ไม่แฮปปี้ เด็กมันจะย้ายออกเอง คุณก็ค่อยคุยกับ ผญ แล้วจะขายบ้านหรือจะยังไงก็ตามใจคุณได้เลย
เพราะงั้น สำคัญคือ ยืนกรานข้อ 1 ให้ได้ ถ้าทำไม่ได้ คุณก็จบ อนาคตได้เห็นตัวเองนอนตุยข้างถนนแน่นอน...
สุดท้าย ตอบคำถามที่ จขกท ถาม 3 ข้อนะ
1. ไม่ผิด
2. ไม่ได้เอาเปรียบ และมีแนวทางเสนออย่างยุติธรรมให้แล้ว ตามข้อ 1-2
3. ไม่เห็นแก่ตัว แต่ที่คุณรู้สึกผิด มันความรู้สึกคุณเอง คิดเอง เออเอง แล้วก็ยอมจ่ายให้เธอเอง เพียงเพราะอยากให้เธอยอมรับว่าคุณไม่ผิดเนี่ย ... ก็ทำไปได้เนอะ...อยากจะตบเรียกสติเสียจริงๆ
แสดงความคิดเห็น
อยากรู้มุมมองด้านผู้กญิงและด้านผู้ชาย เพื่อตัดสินใจในแนวทางของชีวิตคู่ครับ
วันแรกที่ทำสัญญา จะต้องทำประกันชีวิตเพราะบ้านราคา 5.5 ล้าน รคาสูง เลยต้องทำสัญญาเพื่อป้องกันกรณีผู้ซื้อเสียชีวิตก่อนครบกำหนดจ่ายครบ โดยต้องระบุผู้รับมรดกเป็นบ้านที่ซื้อ วันนั้นผมอยู่ด้วยและได้เห็นว่า แฟนผมใส่ชื่อพ่อ และ แม่ โดยไม่มีชื่อผมเลย โดยให้เหตุผลว่าธนาคารปล่อยกู้ให้ได้เฉพาะญาติ (ในข้อนี้ผมขอชี้แจงนะครับว่าจริงๆ แล้วระบุเป็นชื่อใครก็ได้ เพราะผมเคยซื้อบ้านมาแล้วหลังนึงแล้วระบุเป็นชื่อเขา) ผมไม่อยากทำให้เขาเสียหน้าต่อหน้าเจ้าหน้าที่ เลยปล่อยผ่าน จากนั้นเขาก็เริ่มต่อเติมโดยใช้เงินส่วนตัว หมดไป 2-3 ล้าน แต่ผมก็ช่วยส่งบ้าน ค่าใช้จ่ายในบ้าน
จะมียืนพื้นที่ ค่าบ้าน 15000 + ค่าใช้จ่ายในบ้านประมาณ 5000 รวมแล้วเป็น 2 หมื่น (ตอนยังไม่ซื้อบ้านค่าใช้จ่ายเฉพาะบ้าน ผมอยู่เดือนละ 8-9 พัน)
ผมยอมแบกรับค่าใช้จ่ายเพราะคำว่าชีวิตคู่โดยยังไม่ได้จดทะเบียน เกริ่นเท่านี้ก่อนนะครับ ผมจะเข้าเรื่องที่ เริ่มเป็นปัญหา แล้วนะครับ
ทะเลาะกันบ่อยด้วยคำถามที่ว่า ถ้าผมต้องมาแบกค่าใช้จ่ายให้เดือนละ 2 หมื่น ตลอด 5 ปี มานี่ ผมหมดเงินไปเกินล้านแล้ว ถ้าเขาเป็นอะไรไป บ้านจะเป็นของใคร และผมจะอยู่ยังไง? (ถ้าสืบสันดานจะเรียงตามนี้นะครับ เขา ไป พ่อ+แม่ ไปหลาน ไป ครอบครัวหลาน)
คำตอบคือ ให้ผมอยู่ไปไม่มีใครมาไล่หรอก
พอผมเรียกร้องว่ามีอะไรเป็นหลักประกันได้บ้างว่าผมจะไม่เร่ร่อน เพราะมาเอาเงินทั้งชีวิตที่หามามาลงบ้านให้ด้วยเหตุผลว่าผมต้องการเป็นครอบครัวกับเขา และรักเขา จึงยอม แต่ขอเรียกร้องแค่ให้มีชื่อผมเป็นผู้รับผมประโยชน์ หรือเป็นส่วนหนึ่งในบ้านหลังนี้บ้างอย่างน้อยครึ่งหนึ่งก็ยังดี
คำตอบคือ เขาต่อเติมไป 3 ล้าน แต่ผมแค่มาจ่ายค่าบ้านจ่ายรายเดือน แล้วจะมาเรียกร้องเอาทุกอย่างไปได้ยังไง เขาตั้งใจจะยกบ้านนี้ให้หลาน คนที่เขาบอกว่าเขารักมากที่สุดในชีวิต แล้วให้ผมที่เป็นคนจ่ายค่าบ้านเดือนละ 15000 มาตลอด 5 ปี อาศัยหลานอยู่ โดยให้ความมั่นใจว่าหลานจะไม่ทิ้งผมแน่นอน (แต่ใครจะรู้ใจหลายตอนโต ตอนมีครอบครัว)
เรื่องราวใหญ่โตจนทะเลาะกันต่อหน้าหลาน ที่อายุ 17-18 แล้ว เขาพูดต่อหน้าหลานว่า “บ้านนี้เขายกให้หลาน ผมไม่มีสิทธิ์ในบ้านหลังนี้” เรื่องนี้ทำให้ผมเกิดความน้อยใจ เพราะเรารักเขาแบบทุ่มแทมาก ยอมส่งบ้านด้วยหยาดเหงื่อ สุขภาพกายใจ โดยที่เขาไม่เคยให้กำลังใจ หรือแม้แต่ถามว่าเหนื่อยหรือเปล่า หาเงินแทบต่ยสุดท้านได้เป็นแค่ผู้อาศัย
ถามว่าทำไมยังไม่ไปจะอยู่ทำไม มีสองเหตุผลครับ
1. พยายามนึกถึงช่วงผ่านร้อนผ่านหนาว ลำบาก มาด้วยกัน จนมีวันนี้ แต่เหมือนคิดไปเองคนเดียว
2. บ้านนี้ตัดสินใจร่วมกันครับ ถ้าผมแยกออกมาตอนนี้เหมือนผมตัดช่องน้อยแต่พอตัว
ตอนนี้เหมือนผมใช้ชีวิตเหมือน “กลับตัวไม่ได้ เดินต่อไปก็กลัวจะเป็นการทิ้งเขาเอาตัวเองรอด”
เมื่อปีใหม่ 69 ที่ผ่านมา หลานมาอยู่ด้วย ผมแค่สอนหลาน ใช้หลานให้ดูแลย่า ช่วยย่าเขาถือของตอนไปข้างนอก โดยใช้น้ำเสียงที่ปกติ (ผมเป็นคนเสียงเหมือนดุ) นอกจากหลานไม่ยอมทำแล้ว ผมยังโดนแฟนต่อว่าที่ไปบังคับหลาน ผมเลยบอกไปว่า ถ้าผมสอนไม่ได้ แตะต้องไม่ได้ พูดไม่ได้ ผมคงอยู่ด้วยไม่ได้ พอกลับมา ผมเก็บของไปอยู่ข้างนอกช่วง ที่หลานมาเที่ยวปีใหม่
ผมไปอยู่ข้างนอก 2-3 วัน แบบเร่ร่อนเลย เช่าห้องรายวันถูกๆ แต่ไม่มีโทรศัพท์จากเข้าแม้แต่สายเดียวว่าผมจะอยู่ยังไง กินยังไง ทำงานยังไง
เอาเวลาพาหลานไปเที่ยว พอกลับมาบ้าน เขาเดินไป-มา ทำเหมือนผมเป็นคนอื่น ถ้าให้เดาน่าจะเกิดจากผมแสดงออกชัดเจนว่า ออกจากบ้านเพราะหลานมาอยู่
ตอนนี้ผมอึดอัดใจมาก เพราะถ้าหลานสอบติดมหาวิทยาลัย ใกล้บ้าน (ซึ่งคิดว่าตั้งใจมาแน่นอน) หลานจะมาอยู่ด้วย ผมจะต้องแบบรับความอึดอัดทุกครั้งที่จ่ายค่าบ้าน (ตอนนี้แฟนออกจากงานมาแล้ว 4-5 เดือน ปัจจุบันนี้ ผมแบกค่าใช้จ่ายทุกอย่างแบบ 100 เปอร์เซ็นต์ รวมทั้งหนี้ทุกช่องทางของแฟนด้วย) ค่าบ้านแฟน 27000 ค่าบัตรแฟน 20000 ค่าแมวแฟน 3-5000 ค่า ทุกอย่างแฟนค่ากิน รายเดือน รวมๆ แล้ว เดือนละเกือบ 6-7 หมื่น ยังไม่รวมหนี้สินของผมที่จ้องจ่ายเงินติดล้อ เดือนละ 2 หมื่น แต่ทุกครั้งที่มานั่งคิดเวลาหลานมาอยู่ ผมหาเงินมาให้แฟน เวลาจ่ายเงินไป มันรู้สึกทุเรศตัวเองที่มองดูหลานที่เป็นเจ้าของบ้านตัวจริงมากินอยู่สบาย แล้วผมคือตัวเหนื่อยมาตลอด 5 ปี และยังเหนื่อยค่าใช้จ่ายอยู่แทบทั้งหมด โดยที่เป็นได้แค่ผู้อาศัย
เข้าคำถามนะครับ
1. ถ้าผมตัดใจเดินออกมา ผมจะผิดหรือเปล่าครับ เพราะบ้านน่าจะโดนยึดและเหมือนตัดช่องน้อยแต่พอตัว
2. ผมไม่ได้ต่อเติมบ้าน 2-3 ล้านที่เสียไป (เงินแฟน ซึ่งผมก็ห้ามไม่ให้ต่อเติมเพราะบ้านเดิมๆ มีให้แทบครบอยู่แล้ว) แต่ผมดูแลส่งเสียค่าใช้จ่ายให้บ้านหลังนี้มาตลอด 5 ปี น่าจะเกิน ล้านบาท ไปแล้วผมได้เรียกร้องให้เขาทำอะไรก็ได้ว่า ถ้าเขาเป็นอะไรไป ให้ผมมีส่วนในบ้านหลังนี้ (ซึ่งการเรียกร้องนี้ทำให้ทะเลาะกันอยู่บ่อยๆ) ผมเอาเปรียบเขาอยู่หรือเปล่าครับ
3. ผมทำงานหนักมากแต่เขาจะเดินเข้ามากอดหรือให้กำลังใจเหมือนเมื่อก่อน ไม่มี เพราะว่าไม่ชอบเพราะผมเป็นผู้ชายปากไม่ดี (ทะเลาะแต่ไม่เคยมีคำหยาบนะครับ ส่วนใหญ่แฟนจะด่า ผมจะเป็นเชิงมีความเห็นแต่จะเสียงดังหน่อย เป็นจุดแกตกหักที่เขาบอกว่าความรักมันค่อยๆ หายไป) ไม่เคยลงไม้ลงมือนะครับ ตอนนี้มีแต่ความรู้สึกห่างเหิน เน้นเอาแต่ผลลัพธ์โดยไม่ให้กำลังใจทั้งๆ ที่ผมกำลังส่งบ้านให้เขาให้หลานเขา (เขาบอกว่าบ้านหลังนี้จะให้หลานทั้งๆที่ข้อตกลงแรกคือบ้านของเรา สองคน) แต่กลับมีแต่คำพูดที่ว่า ถ้าผมไม่จ่าย ก็ไม่ต้องอยู่ ถ้าผมจะเดินออกมาผมเห็นแก่ตัวหรือเปล่าครับ รู้สึกผิดที่มีความคิดแบบนี้
อยากรู้ในมุมมองของทั้งผู้หญิง และ ผู้ชายครับ (เรื่องจริงนะครับไม่ได้แต่ง) ขอภัยนะครับที่เรื่องยาวไปหน่อย อย่างบอกเล่าที่มาของปัญหาก่อนน่ะครับ
ขอบคุณทุกความเห็นและคำชี้แนะ ครับ