#อัคคิขันโธปมสูตร (กอดกองไฟยังดีกว่า...)
เนื้อหาของพระสูตรนี้มีโดยย่อว่า ขณะพระพุทธเจ้าทรงเดินทางไกลไปกับภิกษุกลุ่มใหญ่ในแคว้นโกศล ทรงเห็นกองไฟจึงได้ตรัสกับเหล่าภิกษุ ด้วยอุปมา ๗ อย่าง คือ
๑. นอนกอดกองไฟที่กำลังลุกโพลง
กับ นอนกอดผู้หญิง แบบไหนประเสริฐกว่า?
๒. ถูกเชือกหนังรัดพันแข้งบาดจนถึงเยื่อกระดูก
กับ ยินดีการกราบไหว้ของชาวบ้าน อย่างไหนประเสริฐกว่า?
๓. โดนหอกคมชะโลมน้ำมันพุ่งใส่กลางอก
กับ ยินดีการกราบไหว้ของชาวบ้าน อย่างไหนประเสริฐกว่า?
๔. โดนแผ่นเหล็กร้อนที่เผาไฟลุกโชนนาบกาย
กับ ใช้สอยจีวรที่เขาถวายด้วยศรัทธา อย่างไหนประเสริฐกว่า?
๕. โดนตะขอเหล็กร้อนที่เผาไฟลุกโชนง้างปากแล้วใส่ก้อนเหล็กร้อนที่เผาไฟลุกโชนเข้าไปในปากจนเหล็กร้อนนั้นไหม้ทะลุออกทางทวารเบื้องล่าง
กับ ฉันบิณฑบาตที่เขาถวายด้วยศรัทธา อย่างไหนประเสริฐกว่า?
๖. โดนจับหัวหรือคอแล้วให้นั่งทับหรือนอนทับเตียงเหล็กร้อนที่เผาไฟลุกโชน
กับ ใช้สอยเตียงตั่งที่เขาถวายด้วยศรัทธา อย่างไหนประเสริฐกว่า?
๗. โดนจับชูเท้าขึ้นห้อยศีรษะลงแล้วโยนลงในหม้อเหล็กร้อนที่เผาไฟลุกโชน ถูกไฟลวกเดือด โผล่ขึ้นเป็นฟองในหม้อเหล็กร้อนนั้น บางครั้งก็ลอยขึ้น บางครั้งก็จมลง บางครั้งก็ลอยขวาง
กับ ใช้สอยเสนาสนะที่เขาถวายด้วยศรัทธา อย่างไหนประเสริฐกว่า?
เมื่อทรงถามจบแต่ละข้อ เหล่าภิกษุล้วนตอบว่า อย่างหลังประเสริฐกว่า อย่างแรกนั้นเป็นทุกข์
พระองค์จึงรับสั่งว่า
"ภิกษุทั้งหลาย เราขอบอกเธอทั้งหลาย เราขอเตือนเธอทั้งหลาย การที่บุคคลผู้ทุศีล มีธรรมเลวทราม ไม่สะอาด มีความประพฤติที่น่ารังเกียจ มีการงานปกปิด ไม่ใช่สมณะแต่ปฏิญญาว่าเป็นสมณะ ไม่ใช่พรหมจารีแต่ปฏิญญาว่าเป็นพรหมจารี เน่าภายใน ชุ่มด้วยราคะ เป็นเหมือนขยะ เข้าไปนั่งกอดหรือนอนกอดธิดากษัตริย์ ลูกสาวพราหมณ์ หรือลูกสาวคหบดี จะประเสริฐอะไร การเข้าไปนั่งกอดหรือนอนกอดกองไฟใหญ่โน้นที่กําลังลุกโชนโชติช่วงนี้ประเสริฐกว่า ข้อนั้นเพราะเหตุไร? เพราะเขาจะพึงเข้าถึงความตายหรือทุกข์ปางตาย อันมีการเข้าไปนั่งกอดหรือนอนกอดกองไฟใหญ่นั้นเป็นเหตุ แต่เขาหลังจากตายแล้ว ก็จะไม่ไปเกิดในอบาย ทุคติ วินิบาต นรก เพราะการเข้าไปนั่งกอดหรือนอนกอดกองไฟนั้นเป็นปัจจัย
ภิกษุทั้งหลาย ส่วนการที่บุคคลผู้ทุศีล มีธรรมเลวทราม ไม่สะอาด มีความประพฤติที่น่ารังเกียจ มีการงานปกปิด ไม่ใช่สมณะแต่ปฏิญญาว่าเป็นสมณะ ไม่ใช่พรหมจารีแต่ปฏิญญาว่าเป็นพรหมจารี เน่าภายใน ชุ่มด้วยราคะ เป็นเหมือนขยะ เข้าไปนั่งกอดหรือนอนกอดธิดากษัตริย์ ลูกสาวพราหมณ์ หรือลูกสาวคหบดีนั้น ย่อมเป็นไปเพื่อมิใช่ประโยชน์เกื้อกูล เพื่อทุกข์ตลอดกาลนานแก่บุคคลผู้ทุศีลนั้น และหลังจากตายแล้ว เขาย่อมไปเกิดในอบาย ทุคติ วินิบาต นรก"
แม้อุปมาข้อ ๒-๗ ก็ตรัสโดยนัยนี้
คำว่า #ไม่ใช่สมณะแต่ปฏิญญาว่าเป็นสมณะ #ไม่ใช่พรหมจารีแต่ปฏิญญาว่าเป็นพรหมจารี หมายถึง เป็นปาราชิกแล้วแต่ไม่ยอมสึกไป ยังเรียกตนว่า ‘เป็นภิกษุ‘ แล้วอยู่ร่วมกับภิกษุอื่นผู้มีศีล ใช้สิทธิ์ถือเอาลาภที่เกิดขึ้นในสงฆ์ (ดู องฺ.อฏฺ.๒/๘๖)
เมื่อตรัสอุปมา ๗ ข้อนี้จบแล้ว จึงตรัสเตือนภิกษุทั้งหลายว่า
"ภิกษุทั้งหลาย เพราะฉะนั้น เธอทั้งหลายพึงสําเหนียกอย่างนี้ว่า 'เราทั้งหลายใช้สอยจีวร บิณฑบาต เสนาสนะ และคิลานปัจจัยเภสัชบริขารของชนเหล่าใด สักการะเหล่านั้นของชนเหล่านั้น จักมีผลมาก มีอานิสงส์มาก และการบรรพชาของเราทั้งหลาย จักไม่เป็นหมัน มีผล มีกําไร' ภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายพึงสําเหนียกอย่างนี้แล
อีกประการหนึ่ง เธอทั้งหลายพึงสําเหนียกอย่างนี้ว่า
ภิกษุเมื่อพิจารณาเห็นประโยชน์ตน ก็ควรที่จะทําประโยชน์ตนนั้นให้สําเร็จด้วยความไม่ประมาทโดยแท้ เมื่อพิจารณาเห็นประโยชน์ของผู้อื่น ก็ควรทําประโยชน์ของผู้อื่นนั้นให้สําเร็จด้วยความไม่ประมาทโดยแท้ หรือเมื่อพิจารณาเห็นประโยชน์ทั้ง ๒ อย่าง ก็ควรทําประโยชน์ทั้ง ๒ อย่างนั้นให้สําเร็จด้วยความไม่ประมาท”
พระผู้มีพระภาคได้ตรัสเวยยากรณภาษิตนี้แล้ว และเมื่อพระองค์กําลังตรัสเวยยากรณภาษิตนี้อยู่
ภิกษุประมาณ ๖๐ รูปได้กระอักเลือดอุ่นๆ ออกมา
ภิกษุประมาณ ๖๐ รูป ได้บอกสละสิกขากลับมาเป็นคฤหัสถ์ด้วยกราบทูลว่า “ข้าแต่พระผู้มีพระภาค การประพฤติพรหมจรรย์ทําได้ยากแสนยาก ข้าแต่พระผู้มีพระภาค การประพฤติพรหมจรรย์ทําได้ยากแสนยาก”
ภิกษุอีกประมาณ ๖๐ รูป มีจิตหลุดพ้นจากอาสวะทั้งหลาย เพราะไม่ถือมั่น ฉะนี้แล
(จบ อัคคิขันโธปมสูตร อังคุตตรนิกาย สัตตกนิบาต)
ในอรรถกถาของอัจฉราสังฆาตสูตร (องฺ.อฏฺ.๑/๕๙-๖๐) ได้อธิบายในส่วนของอัคคิขันโธปมสูตรนี้ไว้ว่า
เพราะฟังเวยยากรณภาษิตนั้น นามกายของภิกษุประมาณ ๖๐ รูปก็เร่าร้อน เมื่อนามกายเร่าร้อน กรัชกายก็รุ่มร้อน เมื่อกรัชกายรุ่มร้อน โลหิตอุ่นที่คั่งก็พุ่งออกจากปาก
ภิกษุประมาณ ๖๐ รูป คิดว่า “การประพฤติพรหมจรรย์ให้บริสุทธิ์บริบูรณ์ตลอดชีวิตในพระพุทธศาสนาทำได้ยากหนอ” จึงพากันสละสิกขาไปเป็นคฤหัสถ์
(ส่วน)ภิกษุประมาณ ๖๐ รูปส่งญาณมุ่งตรงต่อเทศนาของพระศาสดา ก็บรรลุอรหัตตผลพร้อมด้วยปฏิสัมภิทาทั้งหลาย
บรรดาภิกษุเหล่านั้น
ภิกษุพวกที่อาเจียนออกมาเป็นเลือดอุ่น คือพวกภิกษุที่ต้องอาบัติปาราชิก
ภิกษุพวกที่สึกออกไปเป็นคฤหัสถ์ คือพวกที่พากันย่ำยีสิกขาบทเล็กๆ น้อยๆ
ภิกษุพวกที่บรรลุอรหัตตผล คือภิกษุที่เป็นผู้มีศีลบริสุทธิ์
พระธรรมเทศนาของพระศาสดาเกิดมีผลแม้แก่ภิกษุ ๓ จำพวกเหล่านี้
ถามว่า พระธรรมเทศนาเกิดมีผลแก่ภิกษุทั้งหลายผู้บรรลุอรหัตตผลยกไว้ก่อนเถิด มีผลแก่ภิกษุนอกนี้อย่างไร?
ตอบว่า ก็ถ้าภิกษุผู้ต้องอาบัติปาราชิกแม้เหล่านั้น ไม่ได้ฟังพระธรรมเทศนากัณฑ์นี้ ก็จะเป็นผู้ประมาท ไม่สามารถละฐานะ(ภิกษุ)ได้ แต่นั้น บาปนั้นของพวกเธอ เมื่อพอกพูนขึ้น พึงให้จมลงในอบายถ่ายเดียว แต่ครั้นได้ฟังเทศนากัณฑ์นี้แล้ว เกิดความสังเวช ละฐานะ(ภิกษุ) ดำรงอยู่ในภูมิของสามเณร บำเพ็ญศีล ๑๐ ให้บริบูรณ์ ประกอบขวนขวายในโยนิโสมนสิการ บางพวกได้เป็นพระโสดาบัน บางพวกได้เป็นพระสกทาคามี บางพวกได้เป็นพระอนาคามี บางพวกบังเกิดในเทวโลก พระธรรมเทศนาได้มีผลแม้แก่ภิกษุผู้ต้องปาราชิก ดังพรรณนามาฉะนี้
ก็ถ้าภิกษุผู้ต้องอาบัติเล็กน้อยนอกนี้ ไม่พึงได้ฟังพระธรรมเทศนากัณฑ์นี้ เมื่อกาลล่วงไปๆ พวกเธอพึงต้องอาบัติสังฆาทิเสสบ้าง ปาราชิกบ้าง แต่ครั้นได้ฟังพระธรรมเทศนากัณฑ์นี้แล้วคิดว่า “พระพุทธศาสนาช่างมีความขัดเกลาเหลือเกิน พวกเราไม่สามารถบำเพ็ญข้อปฏิบัตินี้ได้ตลอดชีวิต พวกเราสละสิกขา บำเพ็ญอุบาสกธรรมแล้วจักพ้นทุกข์ได้” จึงพากันสึกออกไปเป็นคฤหัสถ์ ชนเหล่านั้นดำรงอยู่ในไตรสรณะ รักษาศีล ๕ บำเพ็ญอุบาสกธรรม บางพวกได้เป็นพระโสดาบัน บางพวกได้เป็นพระสกทาคามี บางพวกได้เป็นพระอนาคามี บางพวกได้บังเกิดในเทวโลก พระธรรมเทศนาได้มีผลแก่ภิกษุทั้งหลายแม้เหล่านั้นอย่างนี้นั่นแล
จิรํ ติฏฺฐตุ สทฺธมฺโม
ขอพระสัทธรรมจงดำรงมั่นตลอดกาลนาน
ธมฺเม โหนฺตุ สคารวา
ขอชนทั้งหลายจงมีความเคารพในพระธรรม
นานาวินิจฉัย โดย พระมหาภาคภูมิ สีลานนฺโท
พระพุทธเจ้าบอกนอนกอดกองไฟดีกว่า นอนกอด ผู้หญิงใช่หรือไม่
เนื้อหาของพระสูตรนี้มีโดยย่อว่า ขณะพระพุทธเจ้าทรงเดินทางไกลไปกับภิกษุกลุ่มใหญ่ในแคว้นโกศล ทรงเห็นกองไฟจึงได้ตรัสกับเหล่าภิกษุ ด้วยอุปมา ๗ อย่าง คือ
๑. นอนกอดกองไฟที่กำลังลุกโพลง
กับ นอนกอดผู้หญิง แบบไหนประเสริฐกว่า?
๒. ถูกเชือกหนังรัดพันแข้งบาดจนถึงเยื่อกระดูก
กับ ยินดีการกราบไหว้ของชาวบ้าน อย่างไหนประเสริฐกว่า?
๓. โดนหอกคมชะโลมน้ำมันพุ่งใส่กลางอก
กับ ยินดีการกราบไหว้ของชาวบ้าน อย่างไหนประเสริฐกว่า?
๔. โดนแผ่นเหล็กร้อนที่เผาไฟลุกโชนนาบกาย
กับ ใช้สอยจีวรที่เขาถวายด้วยศรัทธา อย่างไหนประเสริฐกว่า?
๕. โดนตะขอเหล็กร้อนที่เผาไฟลุกโชนง้างปากแล้วใส่ก้อนเหล็กร้อนที่เผาไฟลุกโชนเข้าไปในปากจนเหล็กร้อนนั้นไหม้ทะลุออกทางทวารเบื้องล่าง
กับ ฉันบิณฑบาตที่เขาถวายด้วยศรัทธา อย่างไหนประเสริฐกว่า?
๖. โดนจับหัวหรือคอแล้วให้นั่งทับหรือนอนทับเตียงเหล็กร้อนที่เผาไฟลุกโชน
กับ ใช้สอยเตียงตั่งที่เขาถวายด้วยศรัทธา อย่างไหนประเสริฐกว่า?
๗. โดนจับชูเท้าขึ้นห้อยศีรษะลงแล้วโยนลงในหม้อเหล็กร้อนที่เผาไฟลุกโชน ถูกไฟลวกเดือด โผล่ขึ้นเป็นฟองในหม้อเหล็กร้อนนั้น บางครั้งก็ลอยขึ้น บางครั้งก็จมลง บางครั้งก็ลอยขวาง
กับ ใช้สอยเสนาสนะที่เขาถวายด้วยศรัทธา อย่างไหนประเสริฐกว่า?
เมื่อทรงถามจบแต่ละข้อ เหล่าภิกษุล้วนตอบว่า อย่างหลังประเสริฐกว่า อย่างแรกนั้นเป็นทุกข์
พระองค์จึงรับสั่งว่า
"ภิกษุทั้งหลาย เราขอบอกเธอทั้งหลาย เราขอเตือนเธอทั้งหลาย การที่บุคคลผู้ทุศีล มีธรรมเลวทราม ไม่สะอาด มีความประพฤติที่น่ารังเกียจ มีการงานปกปิด ไม่ใช่สมณะแต่ปฏิญญาว่าเป็นสมณะ ไม่ใช่พรหมจารีแต่ปฏิญญาว่าเป็นพรหมจารี เน่าภายใน ชุ่มด้วยราคะ เป็นเหมือนขยะ เข้าไปนั่งกอดหรือนอนกอดธิดากษัตริย์ ลูกสาวพราหมณ์ หรือลูกสาวคหบดี จะประเสริฐอะไร การเข้าไปนั่งกอดหรือนอนกอดกองไฟใหญ่โน้นที่กําลังลุกโชนโชติช่วงนี้ประเสริฐกว่า ข้อนั้นเพราะเหตุไร? เพราะเขาจะพึงเข้าถึงความตายหรือทุกข์ปางตาย อันมีการเข้าไปนั่งกอดหรือนอนกอดกองไฟใหญ่นั้นเป็นเหตุ แต่เขาหลังจากตายแล้ว ก็จะไม่ไปเกิดในอบาย ทุคติ วินิบาต นรก เพราะการเข้าไปนั่งกอดหรือนอนกอดกองไฟนั้นเป็นปัจจัย
ภิกษุทั้งหลาย ส่วนการที่บุคคลผู้ทุศีล มีธรรมเลวทราม ไม่สะอาด มีความประพฤติที่น่ารังเกียจ มีการงานปกปิด ไม่ใช่สมณะแต่ปฏิญญาว่าเป็นสมณะ ไม่ใช่พรหมจารีแต่ปฏิญญาว่าเป็นพรหมจารี เน่าภายใน ชุ่มด้วยราคะ เป็นเหมือนขยะ เข้าไปนั่งกอดหรือนอนกอดธิดากษัตริย์ ลูกสาวพราหมณ์ หรือลูกสาวคหบดีนั้น ย่อมเป็นไปเพื่อมิใช่ประโยชน์เกื้อกูล เพื่อทุกข์ตลอดกาลนานแก่บุคคลผู้ทุศีลนั้น และหลังจากตายแล้ว เขาย่อมไปเกิดในอบาย ทุคติ วินิบาต นรก"
แม้อุปมาข้อ ๒-๗ ก็ตรัสโดยนัยนี้
คำว่า #ไม่ใช่สมณะแต่ปฏิญญาว่าเป็นสมณะ #ไม่ใช่พรหมจารีแต่ปฏิญญาว่าเป็นพรหมจารี หมายถึง เป็นปาราชิกแล้วแต่ไม่ยอมสึกไป ยังเรียกตนว่า ‘เป็นภิกษุ‘ แล้วอยู่ร่วมกับภิกษุอื่นผู้มีศีล ใช้สิทธิ์ถือเอาลาภที่เกิดขึ้นในสงฆ์ (ดู องฺ.อฏฺ.๒/๘๖)
เมื่อตรัสอุปมา ๗ ข้อนี้จบแล้ว จึงตรัสเตือนภิกษุทั้งหลายว่า
"ภิกษุทั้งหลาย เพราะฉะนั้น เธอทั้งหลายพึงสําเหนียกอย่างนี้ว่า 'เราทั้งหลายใช้สอยจีวร บิณฑบาต เสนาสนะ และคิลานปัจจัยเภสัชบริขารของชนเหล่าใด สักการะเหล่านั้นของชนเหล่านั้น จักมีผลมาก มีอานิสงส์มาก และการบรรพชาของเราทั้งหลาย จักไม่เป็นหมัน มีผล มีกําไร' ภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายพึงสําเหนียกอย่างนี้แล
อีกประการหนึ่ง เธอทั้งหลายพึงสําเหนียกอย่างนี้ว่า
ภิกษุเมื่อพิจารณาเห็นประโยชน์ตน ก็ควรที่จะทําประโยชน์ตนนั้นให้สําเร็จด้วยความไม่ประมาทโดยแท้ เมื่อพิจารณาเห็นประโยชน์ของผู้อื่น ก็ควรทําประโยชน์ของผู้อื่นนั้นให้สําเร็จด้วยความไม่ประมาทโดยแท้ หรือเมื่อพิจารณาเห็นประโยชน์ทั้ง ๒ อย่าง ก็ควรทําประโยชน์ทั้ง ๒ อย่างนั้นให้สําเร็จด้วยความไม่ประมาท”
พระผู้มีพระภาคได้ตรัสเวยยากรณภาษิตนี้แล้ว และเมื่อพระองค์กําลังตรัสเวยยากรณภาษิตนี้อยู่
ภิกษุประมาณ ๖๐ รูปได้กระอักเลือดอุ่นๆ ออกมา
ภิกษุประมาณ ๖๐ รูป ได้บอกสละสิกขากลับมาเป็นคฤหัสถ์ด้วยกราบทูลว่า “ข้าแต่พระผู้มีพระภาค การประพฤติพรหมจรรย์ทําได้ยากแสนยาก ข้าแต่พระผู้มีพระภาค การประพฤติพรหมจรรย์ทําได้ยากแสนยาก”
ภิกษุอีกประมาณ ๖๐ รูป มีจิตหลุดพ้นจากอาสวะทั้งหลาย เพราะไม่ถือมั่น ฉะนี้แล
(จบ อัคคิขันโธปมสูตร อังคุตตรนิกาย สัตตกนิบาต)
ในอรรถกถาของอัจฉราสังฆาตสูตร (องฺ.อฏฺ.๑/๕๙-๖๐) ได้อธิบายในส่วนของอัคคิขันโธปมสูตรนี้ไว้ว่า
เพราะฟังเวยยากรณภาษิตนั้น นามกายของภิกษุประมาณ ๖๐ รูปก็เร่าร้อน เมื่อนามกายเร่าร้อน กรัชกายก็รุ่มร้อน เมื่อกรัชกายรุ่มร้อน โลหิตอุ่นที่คั่งก็พุ่งออกจากปาก
ภิกษุประมาณ ๖๐ รูป คิดว่า “การประพฤติพรหมจรรย์ให้บริสุทธิ์บริบูรณ์ตลอดชีวิตในพระพุทธศาสนาทำได้ยากหนอ” จึงพากันสละสิกขาไปเป็นคฤหัสถ์
(ส่วน)ภิกษุประมาณ ๖๐ รูปส่งญาณมุ่งตรงต่อเทศนาของพระศาสดา ก็บรรลุอรหัตตผลพร้อมด้วยปฏิสัมภิทาทั้งหลาย
บรรดาภิกษุเหล่านั้น
ภิกษุพวกที่อาเจียนออกมาเป็นเลือดอุ่น คือพวกภิกษุที่ต้องอาบัติปาราชิก
ภิกษุพวกที่สึกออกไปเป็นคฤหัสถ์ คือพวกที่พากันย่ำยีสิกขาบทเล็กๆ น้อยๆ
ภิกษุพวกที่บรรลุอรหัตตผล คือภิกษุที่เป็นผู้มีศีลบริสุทธิ์
พระธรรมเทศนาของพระศาสดาเกิดมีผลแม้แก่ภิกษุ ๓ จำพวกเหล่านี้
ถามว่า พระธรรมเทศนาเกิดมีผลแก่ภิกษุทั้งหลายผู้บรรลุอรหัตตผลยกไว้ก่อนเถิด มีผลแก่ภิกษุนอกนี้อย่างไร?
ตอบว่า ก็ถ้าภิกษุผู้ต้องอาบัติปาราชิกแม้เหล่านั้น ไม่ได้ฟังพระธรรมเทศนากัณฑ์นี้ ก็จะเป็นผู้ประมาท ไม่สามารถละฐานะ(ภิกษุ)ได้ แต่นั้น บาปนั้นของพวกเธอ เมื่อพอกพูนขึ้น พึงให้จมลงในอบายถ่ายเดียว แต่ครั้นได้ฟังเทศนากัณฑ์นี้แล้ว เกิดความสังเวช ละฐานะ(ภิกษุ) ดำรงอยู่ในภูมิของสามเณร บำเพ็ญศีล ๑๐ ให้บริบูรณ์ ประกอบขวนขวายในโยนิโสมนสิการ บางพวกได้เป็นพระโสดาบัน บางพวกได้เป็นพระสกทาคามี บางพวกได้เป็นพระอนาคามี บางพวกบังเกิดในเทวโลก พระธรรมเทศนาได้มีผลแม้แก่ภิกษุผู้ต้องปาราชิก ดังพรรณนามาฉะนี้
ก็ถ้าภิกษุผู้ต้องอาบัติเล็กน้อยนอกนี้ ไม่พึงได้ฟังพระธรรมเทศนากัณฑ์นี้ เมื่อกาลล่วงไปๆ พวกเธอพึงต้องอาบัติสังฆาทิเสสบ้าง ปาราชิกบ้าง แต่ครั้นได้ฟังพระธรรมเทศนากัณฑ์นี้แล้วคิดว่า “พระพุทธศาสนาช่างมีความขัดเกลาเหลือเกิน พวกเราไม่สามารถบำเพ็ญข้อปฏิบัตินี้ได้ตลอดชีวิต พวกเราสละสิกขา บำเพ็ญอุบาสกธรรมแล้วจักพ้นทุกข์ได้” จึงพากันสึกออกไปเป็นคฤหัสถ์ ชนเหล่านั้นดำรงอยู่ในไตรสรณะ รักษาศีล ๕ บำเพ็ญอุบาสกธรรม บางพวกได้เป็นพระโสดาบัน บางพวกได้เป็นพระสกทาคามี บางพวกได้เป็นพระอนาคามี บางพวกได้บังเกิดในเทวโลก พระธรรมเทศนาได้มีผลแก่ภิกษุทั้งหลายแม้เหล่านั้นอย่างนี้นั่นแล
จิรํ ติฏฺฐตุ สทฺธมฺโม
ขอพระสัทธรรมจงดำรงมั่นตลอดกาลนาน
ธมฺเม โหนฺตุ สคารวา
ขอชนทั้งหลายจงมีความเคารพในพระธรรม
นานาวินิจฉัย โดย พระมหาภาคภูมิ สีลานนฺโท