สืบเนื่องจากกระทู้เดิมที่เคยคาดการณ์ว่าไม่น่าจะจัดการได้อย่างมีประสิทธิภาพ และความไร้ประสิทธิภาพก็เกิดขึ้นจริง ๆ ณ รพ แห่งนี้
ระบบเดิม ใช้ระบบ manual รปภ. คอยเร่งรถให้รีบออกโดยไม่มีไม้กั้นอัตโนมัติ ข้อดี รถทุกคันที่ขับผ่านไม่เสียค่าใช้จ่ายและรถเคลื่อนตัวได้เร็ว, ข้อเสียที่มีคือ รถจะพลุกพล่านใน รพ. ตลอดเวลา
ระบบใหม่ ระบบไม้กั้นอัตโนมัติบริหารโดยบริษัทเอกชนแห่งหนึ่ง ข้อเสีย รถติดตั้งแต่เกือบ ๑ กิโลเมตรหรือเกือบชั่วโมงกว่าจะถึงไม้กั้นนี้ (ใครที่คุ้นเคยจะนึกภาพออก) และรถต้องชะลอรอไม้กั้นกันอีก, หากติดใน รพ. เกิน 15 นาทีเสียค่าจอด ข้อดีคือรถไม่พลุกพล่านใน รพ (รถไม่ลดลงแต่เพราะเข้าไม่ได้)
มาหาประสิทธิภาพ (efficiency) จากระบบใหม่นี้กันดีไหมครับว่า เกิดประโยชน์/ภาระแท้จริงแก่ใคร ผมขอแบ่งตัวละครที่เกี่ยวข้องเป็น รพ.รัฐ, เอกชนผู้บริหารพื้นที่, ประชาชนผู้ใช้บริการ, บุคคลากรและรถพยาบาล และเน้นที่ efficiency หลักคือการบริหารจราจร ประสิทธิภาพรองด้านอื่นน่าจะฟังได้ยาก เพราะคงไม่ได้ตั้งใจจะติดไม้กั้นเพื่อรักษาสภาพถนนในโรงพยาบาลหรือจะติดไม้กั้นเพื่อหากำไรเพราะก็ดูขัดวัตถุประสงค์กับความเป็น รพ.รัฐไปหน่อย (ส่วน รพ เอกชนทำไปเลยไม่เถียงครับเพราะมีวัตถุประสงค์เพื่อหากำไรโดยตรง)
๑. โรงพยาบาล
เป็นเจ้าของพื้นที่อนุญาตให้เอกชนเข้ามาบริหารพื้นที่ใน รพ. จะมีค่าตอบแทน (ไม่ว่าจะจากเอกชนโดยตรงหรือส่วนแบ่งจากค่าจอดรถ) ด้วยไหมไม่ทราบ แต่ด้วยเจตนาที่แสนดีของผู้บริหารก็คงอยากให้การจราจรใน รพ. สะดวกรวดเร็วขึ้นแก่ประชาชน บุคคลากร และรถพยาบาล แต่เรื่องจริงที่เกิดคือ ไม้กันทำให้ทุกคนเข้ามาถึง รพ ช้าลง = รพได้ที่โล่งใน รพ. แต่เพราะทุกคนแม้กระทั่งรถพยาบาลเข้าถึงไม่ได้ ตอบจากประสบการณ์ตรงเมื่อเช้าที่เห็นรถพยาบาลเปิดหวอติดประมาณ ๓ คัน แล้วมันแน่นจริง ๆ ตรงนั้น ไม่มีที่ให้รถคันอื่นหลบได้เลย
๒. เอกชนผู้บริหารพื้นที่
เท่าที่ดูจากไม้กั้นเป็น บริษัท บริษัทมีวัตถุประสงค์คือการหากำไร เพราะถ้าไม่หากำไรก็อาจตั้งเป็นมูลนิธิหรือนิติบุคคลอื่นที่มีวัตถุประสงค์ไม่หากำไรได้ แต่เพื่อความเป็นธรรม การหากำไรของบริษัทจะชอบธรรมถ้าทำให้ win-win ทุกฝ่ายเพราะถือว่ามาแก้ปัญหาให้ลูกค้าที่ไม่มีความสามารถที่จะทำเอง แต่กรณีนี้ใคร win-win หาไม่เจอ รถติดแม้กระทั่งรถพยาบาลที่เป็นของรพเอง ส่วนประชาชนและบุคคลากรเสียค่าบริการซึ่งแน่นอนว่าไปอยู่บนงบการเงินของเอกชนนั้น, เอกชนก็มีจุดที่น่าเห็นใจคือน่าจะเสียต้นทุนการทำไม้กั้นกับจ้างบุคคลากรมาดูแลแล้ว และถ้าค่าบริการเก็บได้ไม่ถึงเป้าก็จะขาดทุน
๓. ประชาชนผู้ใช้บริการ
ประชาชนทั่วไปอยากได้การจราจรที่รวดเร็วและฟรี แต่ประชาชนที่มีเหตุผลรับได้กับการเสียค่าใช้จ่ายถ้าทำให้การจราจรรวดเร็วขึ้น แต่ความจริงที่เกิดคือ เสียค่าใช้จ่ายและไม่เร็ว ประชาชนจึงเป็นผู้รับภาระในสถานการณ์นี้อย่างแท้จริง
๔. บุคคลากรใน รพ จขพ ไม่ใช่บุคคลากรแต่ไม่ลืมคนกลุ่มนี้เพราะต้องแวะเวียนไปใช้บริการบ่อย ได้ยินเรื่องหนาหูว่าก็ต้องอยู่ภายใต้ระบบเดียวกันกับประชาชนทั่วไป ซึ่งก็คือ เข้ามาทำงานใน รพ ได้ยากขึ้นและเสียค่าใช้จ่าย (แต่เสียถูกกว่ามั้ยไม่รู้)
สรุป หาประสิทธิภาพไม่เจอ ใครหาเจอบอกหน่อยครับ ส่วนข้อเท็จจริงเรื่องรถติดเป็น fact ใครไปมาวันนี้ก็คงรู้ แต่ถ้าวันหลังสถานการณ์ดีขึ้นก็มาแบ่งปันประสบการณ์กัน ขอบคุณครับ
รพ.รัฐให้บริษัทเอกชนเข้ามาเก็บเงินบริหารจราจร ให้ประชาชน บุคคลากร และรถพยาบาลอยู่บนถนนเกือบชั่วโมงกว่าจะเข้าได้
ระบบเดิม ใช้ระบบ manual รปภ. คอยเร่งรถให้รีบออกโดยไม่มีไม้กั้นอัตโนมัติ ข้อดี รถทุกคันที่ขับผ่านไม่เสียค่าใช้จ่ายและรถเคลื่อนตัวได้เร็ว, ข้อเสียที่มีคือ รถจะพลุกพล่านใน รพ. ตลอดเวลา
ระบบใหม่ ระบบไม้กั้นอัตโนมัติบริหารโดยบริษัทเอกชนแห่งหนึ่ง ข้อเสีย รถติดตั้งแต่เกือบ ๑ กิโลเมตรหรือเกือบชั่วโมงกว่าจะถึงไม้กั้นนี้ (ใครที่คุ้นเคยจะนึกภาพออก) และรถต้องชะลอรอไม้กั้นกันอีก, หากติดใน รพ. เกิน 15 นาทีเสียค่าจอด ข้อดีคือรถไม่พลุกพล่านใน รพ (รถไม่ลดลงแต่เพราะเข้าไม่ได้)
มาหาประสิทธิภาพ (efficiency) จากระบบใหม่นี้กันดีไหมครับว่า เกิดประโยชน์/ภาระแท้จริงแก่ใคร ผมขอแบ่งตัวละครที่เกี่ยวข้องเป็น รพ.รัฐ, เอกชนผู้บริหารพื้นที่, ประชาชนผู้ใช้บริการ, บุคคลากรและรถพยาบาล และเน้นที่ efficiency หลักคือการบริหารจราจร ประสิทธิภาพรองด้านอื่นน่าจะฟังได้ยาก เพราะคงไม่ได้ตั้งใจจะติดไม้กั้นเพื่อรักษาสภาพถนนในโรงพยาบาลหรือจะติดไม้กั้นเพื่อหากำไรเพราะก็ดูขัดวัตถุประสงค์กับความเป็น รพ.รัฐไปหน่อย (ส่วน รพ เอกชนทำไปเลยไม่เถียงครับเพราะมีวัตถุประสงค์เพื่อหากำไรโดยตรง)
๑. โรงพยาบาล
เป็นเจ้าของพื้นที่อนุญาตให้เอกชนเข้ามาบริหารพื้นที่ใน รพ. จะมีค่าตอบแทน (ไม่ว่าจะจากเอกชนโดยตรงหรือส่วนแบ่งจากค่าจอดรถ) ด้วยไหมไม่ทราบ แต่ด้วยเจตนาที่แสนดีของผู้บริหารก็คงอยากให้การจราจรใน รพ. สะดวกรวดเร็วขึ้นแก่ประชาชน บุคคลากร และรถพยาบาล แต่เรื่องจริงที่เกิดคือ ไม้กันทำให้ทุกคนเข้ามาถึง รพ ช้าลง = รพได้ที่โล่งใน รพ. แต่เพราะทุกคนแม้กระทั่งรถพยาบาลเข้าถึงไม่ได้ ตอบจากประสบการณ์ตรงเมื่อเช้าที่เห็นรถพยาบาลเปิดหวอติดประมาณ ๓ คัน แล้วมันแน่นจริง ๆ ตรงนั้น ไม่มีที่ให้รถคันอื่นหลบได้เลย
๒. เอกชนผู้บริหารพื้นที่
เท่าที่ดูจากไม้กั้นเป็น บริษัท บริษัทมีวัตถุประสงค์คือการหากำไร เพราะถ้าไม่หากำไรก็อาจตั้งเป็นมูลนิธิหรือนิติบุคคลอื่นที่มีวัตถุประสงค์ไม่หากำไรได้ แต่เพื่อความเป็นธรรม การหากำไรของบริษัทจะชอบธรรมถ้าทำให้ win-win ทุกฝ่ายเพราะถือว่ามาแก้ปัญหาให้ลูกค้าที่ไม่มีความสามารถที่จะทำเอง แต่กรณีนี้ใคร win-win หาไม่เจอ รถติดแม้กระทั่งรถพยาบาลที่เป็นของรพเอง ส่วนประชาชนและบุคคลากรเสียค่าบริการซึ่งแน่นอนว่าไปอยู่บนงบการเงินของเอกชนนั้น, เอกชนก็มีจุดที่น่าเห็นใจคือน่าจะเสียต้นทุนการทำไม้กั้นกับจ้างบุคคลากรมาดูแลแล้ว และถ้าค่าบริการเก็บได้ไม่ถึงเป้าก็จะขาดทุน
๓. ประชาชนผู้ใช้บริการ
ประชาชนทั่วไปอยากได้การจราจรที่รวดเร็วและฟรี แต่ประชาชนที่มีเหตุผลรับได้กับการเสียค่าใช้จ่ายถ้าทำให้การจราจรรวดเร็วขึ้น แต่ความจริงที่เกิดคือ เสียค่าใช้จ่ายและไม่เร็ว ประชาชนจึงเป็นผู้รับภาระในสถานการณ์นี้อย่างแท้จริง
๔. บุคคลากรใน รพ จขพ ไม่ใช่บุคคลากรแต่ไม่ลืมคนกลุ่มนี้เพราะต้องแวะเวียนไปใช้บริการบ่อย ได้ยินเรื่องหนาหูว่าก็ต้องอยู่ภายใต้ระบบเดียวกันกับประชาชนทั่วไป ซึ่งก็คือ เข้ามาทำงานใน รพ ได้ยากขึ้นและเสียค่าใช้จ่าย (แต่เสียถูกกว่ามั้ยไม่รู้)
สรุป หาประสิทธิภาพไม่เจอ ใครหาเจอบอกหน่อยครับ ส่วนข้อเท็จจริงเรื่องรถติดเป็น fact ใครไปมาวันนี้ก็คงรู้ แต่ถ้าวันหลังสถานการณ์ดีขึ้นก็มาแบ่งปันประสบการณ์กัน ขอบคุณครับ