ว่าด้วยเรื่องขั้นตอนการเซ็นเอกสารหรือเบิกงบต่างๆของทางภาครัฐที่มีความล้าช้า เราจะทำอย่างไรในการลดขั้นตอน

กระทู้สนทนา
คำถาม
ในกรณีหน่วยงานของภาครัฐ เวลาทำเรื่องเบิกจ่าย ต้องใช้เอกสารและกว่าจะส่งไห้แต่ระคนเซ็นเช่น เซ็นในหน่วยงานของตัวเองเสร็จ ส่งไห้จังหวัด ส่งไห้ส่วนกลาง ใช้เป็นเวลานาน
ผมเคยทำงานในบริษัทแห่งนึง เป็น บริษัท ที่ใหญ่ มี หลายปาตี้ ต้องทำงานร่วมกัน
เค้าใช้วิธี ส่งเมล แล้ว cc ทุกคน
เช่นถ้าเป็นเอกสารที่ต้องส่งกลับก็จะปิ้นแล้วมาเซ็น แล้ว สเกนกลับ เพื่อลดเวลา และ อีกอย่าง ระยะทางที่ส่งออฟฟิตไม่สามารถ ส่งเอกสารไปได้ภายในวันสองวัน
แต่หน่วยงานรัฐตอนนี้ใชเอกสารเป็นกระดาษ เซ็นในหน่วยงานตัวเองเสร็จ ส่งอำเภอ ส่ง จังหวัด หรือ บางทีอาจส่งส่วนกลาง
ช่วยออกแบบหรือแนวทางในการลดขั้นตอนส่งเอกสารไห้หน่อย

คำตอบ
เข้าใจเลยครับ ปัญหานี้เป็น "คอขวด" (Bottleneck) คลาสสิกของระบบราชการไทย ซึ่งเกิดจากระเบียบสารบรรณดั้งเดิมที่เน้นการเห็น "ลายเซ็นสด" บนกระดาษเพื่อความมั่นใจทางกฎหมาย แต่ในยุคปัจจุบัน เรามีเทคโนโลยีและกฎหมายรองรับที่ทำให้อะไรๆ เร็วกว่าเดิมมากครับ
หากมองจากมุมบริษัทใหญ่ที่คุณเคยทำ (Email & CC) มาปรับใช้กับหน่วยงานรัฐเพื่อให้ "ถูกระเบียบ" และ "รวดเร็ว" ผมขอเสนอแนวทางดังนี้ครับ:
1. การเปลี่ยนไปใช้ระบบ Digital Signature (e-Signature)
หัวใจสำคัญที่จะตัดเรื่อง "การส่งไปรษณีย์" หรือ "คนขับรถส่งเอกสาร" ออกไปได้คือการเซ็นแบบอิเล็กทรอนิกส์ครับ
* กฎหมายรองรับ: ปัจจุบันมี พ.ร.บ. ว่าด้วยธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งรองรับลายมือชื่อดิจิทัลให้มีผลทางกฎหมายเทียบเท่าการเซ็นบนกระดาษ
* แนวทางปฏิบัติ: หน่วยงานควรใช้ระบบ e-Saraban (สารบรรณอิเล็กทรอนิกส์) ซึ่งหลายส่วนราชการมีอยู่แล้ว แต่ต้องผลักดันให้ใช้จริงจังจนถึงระดับจังหวัด/ส่วนกลาง เพื่อให้การ "ส่ง" คือการกดคลิกเดียวถึงทันที
2. การทำ Parallel Approval (การอนุมัติแบบขนาน)
วิธีที่คุณเล่าเรื่องการ CC เมล คือการทำ Parallel Approval ซึ่งดีกว่าการส่งต่อกันเป็นทอดๆ (Sequential)
* วิธีการ: แทนที่จะรอให้ ก. เซ็นเสร็จค่อยส่งให้ ข. ให้เราใช้ระบบคลาวด์กลาง (เช่น Google Drive ภาครัฐ หรือระบบ Intranet)
* ขั้นตอน: 1. อัปโหลดร่างเอกสารขึ้นระบบกลาง
   2. ส่ง Link ให้ผู้ที่เกี่ยวข้องทุกคนตรวจสอบพร้อมกันใน "สถานะร่าง"
   3. เมื่อทุกคน OK (ผ่านทาง Comment หรือเมล) ค่อยทำฉบับจริงเพื่อลงนามครั้งเดียว
3. ใช้ระบบ "แจ้งเตือนอัตโนมัติ" (Automated Workflow)
ปัญหาของรัฐคือเอกสารไป "ค้าง" อยู่ที่หน้าห้องนานเกินไปโดยไม่มีใครรู้
* แนวทาง: ออกแบบ Workflow ให้มีการ Line Notify หรือส่งเมลแจ้งเตือนไปยังหน้าห้องของแต่ละคนทันทีเมื่อมีเอกสารส่งถึง
* Dashboard: มีระบบที่ส่วนกลางมองเห็นได้ว่า "ตอนนี้เอกสารอยู่ที่ใคร นานกี่วันแล้ว" เพื่อสร้างความรับผิดชอบ (Accountability)
4. ปรับลดจำนวน "ผู้ลงนาม" (Streamlining Signatories)
บางครั้งขั้นตอนช้าเพราะเราต้องผ่าน "ผู้ช่วยฯ", "รองฯ", "รักษาราชการแทน" หลายทอดเกินไป
* แนวทาง: ทบทวนคำสั่ง "มอบอำนาจ" ให้ชัดเจน อะไรที่จบได้ที่ระดับกอง หรือระดับจังหวัด ไม่ต้องส่งเข้าส่วนกลาง เพื่อลดจำนวนคนเซ็นลง
ตารางเปรียบเทียบ: ระบบเดิม vs ระบบใหม่ที่ควรเป็น
| ขั้นตอน | ระบบเดิม (Paper-based) | ระบบใหม่ (Digital Flow) |
|---|---|---|
| การส่ง | รถขนส่ง / ไปรษณีย์ (2-5 วัน) | คลิกส่งผ่านระบบ (1 วินาที) |
| การติดตาม | โทรตามเป็นรายคน | ดูสถานะได้จาก Dashboard |
| ความผิดพลาด | พิมพ์ผิด ต้องตีกลับและเริ่มนับหนึ่งใหม่ | แก้ไขในไฟล์ดิจิทัลและเซ็นใหม่ทันที |
| การจัดเก็บ | ตู้เอกสาร (หาลำบาก) | ระบบ Search หาได้ทันที |
ข้อเสนอแนะเพื่อเริ่มดำเนินการ (Next Steps)
เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงจริงในบริบทราชการ คุณอาจจะลองเสนอในที่ประชุมดังนี้ครับ:
* ทำ Sandbox (โครงการนำร่อง): เลือกโครงการเล็กๆ สักหนึ่งโครงการมาใช้ระบบ "เซ็น สแกน และส่งผ่านระบบสารบรรณอิเล็กทรอนิกส์" 100% โดยไม่ต้องส่งกระดาษตามหลัง

คำถาม
แล้วถ้าเรากลัวว่ากรณี  เซ็น แทนกัน หรือไม่ปลอดภัย เราใช้วิธีใช้บัตรประจำตัวแบบธนาคารเพื่อเข้าใช้ระบบ และ ใช้วิธีสเกน ใบหน้าเพื่อความปลอดภัย
รองทำระบบนี้คร่าวๆหน่อยครับ

คำตอบ
ไอเดียของคุณยอดเยี่ยมมากครับ เป็นการนำเทคโนโลยี Biometrics (การพิสูจน์ตัวตนทางชีวภาพ) และ 2FA (Two-Factor Authentication) มาแก้ปัญหาเรื่องความเชื่อมั่น (Trust) ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญที่ทำให้ข้าราชการไม่กล้าเปลี่ยนไปใช้ระบบดิจิทัล เพราะกลัวคนอื่นแอบมาเซ็นแทนแล้วตัวเองต้องรับผิดชอบ
นี่คือแนวทางการออกแบบระบบ "Smart Government Digital Signature" ที่เน้นความปลอดภัยสูงสุดครับ
รูปแบบการทำงานของระบบ (System Workflow)
ระบบนี้จะแบ่งการยืนยันตัวตนออกเป็น 3 ชั้น (Triple Authentication) เพื่อความปลอดภัยสูงสุด:
1. การเข้าถึงระบบ (Access Control)
* Physical Key: ใช้บัตรประจำตัวข้าราชการ (Smart Card) เสียบที่เครื่อง Reader หรือแตะผ่าน NFC (กรณีใช้แท็บเล็ต/มือถือ)
* Knowledge: ใส่รหัสผ่าน (PIN 6 หลัก) เพื่อเปิดใช้งานบัตร
2. การลงนาม (The Signing Process)
เมื่อผู้บริหารตรวจเอกสารในหน้าจอเสร็จและกดปุ่ม "ลงนาม" ระบบจะไม่ยอมให้เซ็นทันที แต่จะเด้งหน้าต่างขึ้นมาให้เลือก:
* Face Scan: ระบบจะเปิดกล้องเพื่อสแกนใบหน้า และเทียบกับฐานข้อมูลของกรมการปกครอง หรือฐานข้อมูลกำลังพลของหน่วยงาน
* Liveness Detection: ต้องมีการกระพริบตาหรือขยับศีรษะ เพื่อป้องกันการใช้ "รูปถ่าย" มาหลอกกล้อง
3. การประทับตราดิจิทัล (Digital Seal/Timestamp)
เมื่อสแกนหน้าผ่าน ระบบจะทำการ:
* Embed Identity: ฝังรหัสพิกัด GPS, เวลาที่เซ็น (Timestamp), และรหัสประจำตัวผู้เซ็นลงในไฟล์ PDF
* Blockchain Log: (Optional) บันทึกประวัติการเซ็นลงใน Ledger กลางที่แก้ไขไม่ได้ เพื่อเป็นหลักฐานหากมีการฟ้องร้องในอนาคต
ผังโครงสร้างระบบ (High-Level Architecture)
| ส่วนประกอบ | หน้าที่ |
|---|---|
| Identity Service | เชื่อมต่อฐานข้อมูล DOPA (กรมการปกครอง) เพื่อตรวจสอบใบหน้า |
| Smart Card API | อ่านข้อมูลจากชิปบนบัตรข้าราชการ เพื่อยืนยันว่าเป็นตัวจริง |
| Secure Vault | เก็บ "ลายเซ็นดิจิทัล" ที่ถูกเข้ารหัสไว้ จะปลดล็อกได้ด้วยใบหน้าเจ้าของเท่านั้น |
| Mobile App / Portal | หน้าจอสำหรับดูเอกสารและกดอนุมัติ (รองรับการทำงานจากที่บ้าน) |
ข้อดีของระบบสแกนใบหน้า + บัตรสมาร์ทการ์ด
* ปฏิเสธความรับผิดชอบไม่ได้ (Non-Repudiation): เจ้าตัวไม่สามารถอ้างได้ว่า "ลูกน้องแอบเซ็น" เพราะต้องใช้ทั้งบัตรประจำตัวและใบหน้าของตัวเอง
* ความเร็วสูงสุด: ไม่ต้องรอเอกสารเดินทาง ผู้บริหารเซ็นจากที่ไหนก็ได้ (Work from Anywhere) แต่ยังคงความปลอดภัยเท่าเดิม
* ลดการใช้กระดาษ: เอกสารดิจิทัลที่มีการสแกนหน้ากำกับ มีความน่าเชื่อถือสูงกว่าการเซ็นสดบนกระดาษแล้วสแกนเป็นรูปภาพเสียอีก
สิ่งที่ต้องเตรียม (Pre-requisites)
* อุปกรณ์: คอมพิวเตอร์หรือแท็บเล็ตที่มีกล้องความละเอียดสูง และเครื่องอ่านบัตร Smart Card (ราคาหลักร้อยบาท)
* เซิร์ฟเวอร์: ระบบ Cloud ของรัฐ (GDCC) ที่มีความปลอดภัยสูง
* ระเบียบรองรับ: ต้องออกประกาศระเบียบภายในหน่วยงาน ให้ยอมรับการลงนามด้วยวิธีสแกนใบหน้าเป็นลายมือชื่อที่ชอบด้วยกฎหมาย
เพื่อให้เห็นภาพชัดขึ้น คุณต้องการให้ผมลองร่าง "แผนผังการเดินเอกสาร (Flowchart)" ตั้งแต่ต้นทางจนถึงปลายทาง โดยเปรียบเทียบระหว่างวิธีเก่ากับวิธีสแกนใบหน้านี้ไหมครับ?

ไห้ทางAIช่วยไห้เห็นความต่างระหว่างระบบเดิมและระบบไหม่
เพื่อให้เห็นภาพความแตกต่างชัดเจน ผมขอร่างแผนผังการเดินเอกสาร (Flowchart) เปรียบเทียบระหว่าง "ระบบเดิม (Manual)" กับ "ระบบใหม่ (Smart Digital Flow)" ที่ใช้การสแกนใบหน้าและบัตรสมาร์ทการ์ดครับ
1. ผังการเดินเอกสารระบบเดิม (Manual & Paper)
เน้นการเคลื่อนที่ของ "วัตถุ" (กระดาษ) ซึ่งเสียเวลาไปกับการเดินทาง
graph TD
    A[เจ้าหน้าที่ร่างเอกสาร/พิมพ์] --> B(หัวหน้าส่วนเซ็นสด)
    B --> C{ส่งไปอำเภอ/จังหวัด}
    C -- พนักงานขับรถ/ไปรษณีย์ --> D[หน้าห้องผู้ว่าฯ/ส่วนกลาง]
    D --> E[รอคิวตรวจเอกสาร]
    E --> F(ผู้บริหารเซ็นสด)
    F --> G{ส่งกลับหน่วยงาน}
    G -- พนักงานขับรถ/ไปรษณีย์ --> H[เจ้าหน้าที่รับเอกสาร/ลงรับ]
    H --> I[เสร็จสิ้นกระบวนการ]
   
    style C fill:#f96,stroke:#333
    style G fill:#f96,stroke:#333

* ระยะเวลา: 3 - 14 วัน (ขึ้นอยู่กับระยะทางและคิวงาน)
* ความเสี่ยง: เอกสารหาย, มีการเซ็นแทนกันโดยตรวจสอบไม่ได้, แก้ไขคำผิดยาก
2. ผังการเดินเอกสารระบบใหม่ (Smart Digital Flow)
เน้นการเคลื่อนที่ของ "ข้อมูล" และการยืนยันตัวตนด้วย Biometrics
graph TD
    A[เจ้าหน้าที่เข้าระบบ e-Saraban] --> B[สร้างเอกสารดิจิทัล/PDF]
    B --> C[ส่งเข้าคิวอนุมัติในระบบ]
    C --> D[ผู้บริหารได้รับการแจ้งเตือนผ่าน Mobile/PC]
    D --> E{ขั้นตอนยืนยันตัวตน}
   
    subgraph Security_Check [ระบบความปลอดภัยสูงสุด]
    E1[เสียบบัตร Smart Card] --> E2[ใส่ PIN Code]
    E2 --> E3[สแกนใบหน้า Face Scan]
    end
   
    E3 -- ตรวจสอบผ่าน --> F(ระบบลงลายมือชื่อดิจิทัลอัตโนมัติ)
    F --> G[ระบบส่งไฟล์ไปหน่วยงานปลายทางทันที]
    G --> H[หน่วยงานปลายทางรับไฟล์/แจ้งเตือน]
    H --> I[เสร็จสิ้นกระบวนการ]

    style Security_Check fill:#e1f5fe,stroke:#01579b
    style G fill:#c8e6c9,stroke:#2e7d32

* ระยะเวลา: 5 - 10 นาที (ทำได้จากทุกที่ที่มีอินเทอร์เน็ต)
* ความปลอดภัย: สูงมาก ปลอมแปลงไม่ได้ เพราะต้องใช้ทั้ง "บัตร" + "รหัส" + "ใบหน้าจริง"
3. สรุปเปรียบเทียบเชิงเทคนิค
| หัวข้อเปรียบเทียบ | ระบบกระดาษ (แบบเดิม) | ระบบ Smart Digital (ที่คุณเสนอ) |
|---|---|---|
| การยืนยันตัวตน | ลายเซ็นสด (ปลอมแปลงง่าย) | บัตรประจำตัว + PIN + สแกนใบหน้า |
| ความเร็วการส่ง | ตามระยะทางถนน (ช้า) | ตามความเร็วแสง/อินเทอร์เน็ต (ทันที) |
| การตรวจสอบย้อนหลัง | ต้องไปรื้อห้องเก็บเอกสาร | ค้นหาด้วยเลขที่หรือชื่อได้ใน 1 วินาที |
| ความโปร่งใส | ไม่รู้ว่าเอกสารค้างที่ใคร | มี Log บอกชัดเจนว่าค้างที่ใคร กี่นาทีแล้ว |
| การป้องกันการเซ็นแทน | ตรวจสอบยาก | ทำไม่ได้ เพราะระบบล็อคด้วยใบหน้าเจ้าของ |
ข้อเสนอแนะในการนำไปใช้ (Implementation Strategy)
หากคุณต้องการเสนอเรื่องนี้ต่อหน่วยงาน ผมแนะนำให้ชูจุดเด่นเรื่อง "ความปลอดภัยและความรับผิดชอบ (Accountability)" เป็นหลักครับ:
* Phase 1: นำเครื่องอ่านบัตรราคาถูกมาต่อกับคอมพิวเตอร์หน้าห้องผู้บริหารทุกจุด
* Phase 2: เชื่อมต่อระบบสแกนใบหน้าผ่านเว็บแคมของคอมพิวเตอร์ หรือใช้แอปพลิเคชันในมือถือที่รองรับการยืนยันตัวตน (เช่น แอปฯ ThaID ของกรมการปกครอง)
* Phase 3: ยกเลิกการส่งกระดาษในโครงการนำร่อง เพื่อบีบให้ทุกคนต้องใช้ระบบดิจิทัล
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่