.
ช่วงหลังๆ นโยบายของโดนัลด์ ทรัมป์ อาจไม่ป๊อปเท่าไหร่ แต่นโยบายหนึ่งที่ดู 'ก้าวหน้า' คือนโยบายที่เรียกว่า ‘Trump Account’ ที่จะเริ่มใช้ 1 มกราคม 2026 เป็นต้นไป
.
นโยบายนี้อธิบายสั้นสุดคือ เด็กเกิดใหม่ทุกคนในปีหน้า (จนถึงปี 2028) สามารถมี 'บัญชีลงทุนในหุ้น' ได้ตั้งแต่แรกเกิด โดยบัญชีนี้ต้องลงทุนในกองทุนหุ้นอเมริกาเท่านั้น (เช่น กองทุนดัชนี S&P500 ในตำนาน) และจะนำเงินออกมาได้เมื่ออายุ 18 ปี
.
โดยเงินลงทุน รัฐจะเป็นเจ้าภาพลงทุนให้ 1,000 เหรียญ (ประมาณ 31,000 บาท) ฟรี ถ้าพ่อแม่ไปเปิดบัญชี ส่วนการลงทุนต่อไป พ่อแม่และนายจ้างจะลงทุนให้เด็กแบบนำไปใช้ลดหย่อนภาษีได้ (มีเพดานกำหนดต่อปีตามปกติ)
.
ส่วนเด็กที่ไม่ได้เกิดในช่วงนี้ ถ้าอายุไม่เกิน 10 ปี รัฐมีนโยบายว่าถ้าอยู่ในเขตที่รายได้เฉลี่ยไม่สูงมาก (คือพื้นที่ราวๆ 80 เปอร์เซ็นต์ ของอเมริกา เพราะเขาตัดที่เขตที่ค่ามัธยฐานรายได้ครัวเรือนคือ 150,000 ดอลลาร์ต่อปี หรือคิดง่ายๆ คือครัวเรือนที่พ่อแม่เงินเดือนรวมกันเกินประมาณ 400,000 บาท) ถ้าเข้าร่วมโครงการ รัฐจะการันตีว่าจะได้เงิน 250 ดอลลาร์ไปฟรีๆ
.
โดยเงินส่วนเพิ่มเติมนี้ จะนำมาจากกองทุนตั้งใหม่ที่ชื่อ ‘Invest America’ ซึ่งเป็นองค์กรไม่แสวงกำไร การบริจาคนำมาลดหย่อนภาษีได้ และมีเศรษฐีอเมริกันหลายคนเริ่ม 'บริจาค' ให้กองทุนนี้แล้ว
.
โดยเขามีนโบายว่าถ้าได้รับบริจาคจำนวนมาก เด็กที่อายุเกิน 10 ปี ก็จะได้ 'เงินขวัญถุง' ด้วย แต่ไม่ได้ระบุจำนวน แต่ภาพรวมคือ เด็กทุกคนที่อายุไม่ถึง 18 ปี ล้วนมีสิทธิ์เปิดบัญชีนี้
.
นโยบายนี้ โดยพื้นฐานมันเป็นไอเดียสนับสนุนให้คนมีลูก เพราะหากคนไม่อยากมีลูกเพราะกลัวว่าเด็กจะไม่มีอนาคต นโยบายนี้คือการการันตีว่าเด็กโตไปอายุครบ 18 ปีจะมี 'เงินก้อน' เอาไว้ทำสิ่งต่างๆ ตั้งแต่เป็นทุนการศึกษาหรือเริ่มธุรกิจ
.
และเรียกว่า 'ยิงปืนนัดเดียวได้นกสองตัว' เพราะด้วยเงื่อนไขการลงทุนที่ 'ต้องลงทุนในหุ้นอเมริกันเท่านั้น' นอกจากจะกระตุ้นให้คนมีลูกเพิ่มขึ้นแล้ว มันยังเป็นการอัดฉีดเงินเข้าไปในตลาดหุ้นอีกด้วย
.
เรียกได้ว่าเป็นการ 'ทำให้อเมริกายิ่งใหญ่อีกครั้ง' สมสโลแกนหาเสียงของทรัมป์จริงๆ
.
แต่ถามว่านี่เป็นเรื่องใหม่หรือไม่ คำตอบคือไม่
.
นโยบายตระกูลนี้มีทั่วโลกปัจจุบันมาตั้งแต่ต้นศตวรรษที่ 21 แล้ว มันมีชื่อเรียกทางนโยบายว่า 'บัญชีเพื่อพัฒนาเด็ก' (Child Development Account) โดยรายละเอียดโครงการคล้ายกัน แต่เกิดภายใต้ชื่อต่างๆ กัน
.
สิงคโปร์เริ่มโครงการนี้ในปี 2001 เรียกว่า ‘Child Development Account’ ถือเป็นโครงการแรกในโลกที่มีความชัดเจน เลยเป็นที่มาว่าทําไมโครงการแบบนี้ทั่วโลกโดยรวมๆ ถึงเรียกว่า Child Development Account
.
อังกฤษเริ่มโครงการนี้ในปี 2005 ในชื่อ ‘Child Trust Fund’ ก่อนจะเปลี่ยนมาเป็น ‘Junior Saving Account’ ในปัจจุบัน
.
เกาหลีใต้เริ่มปี 2009 เรียกว่า ‘Didim Seed Account’ มุ่งเน้นไปที่ครัวเรือนยากจนเป็นหลัก
.
อินเดียเริ่มในปี 2015 เรียกว่า ‘Sukanya Samriddhi Account’ มุ่งเน้นไปที่การสะสมทุนการศึกษาให้เด็กผู้หญิง
.
อิสราเอลเริ่มในปี 2017 เรียกว่า ‘Saving for Every Child Program’ ซึ่งเป็นโครงการสนับสนุนให้คนมีลูกในภาพใหญ่ ที่มีบัญชีเพื่อพัฒนาเด็กเป็นส่วนหนึ่งของแพ็กเกจสนับสนุนการมีลูกด้วย
.
ความต่างทางนโยบายเหล่านี้มีหลายรายละเอียด เช่น การครอบคลุมของนโยบาย (บางประเทศจะให้ครัวเรือนยากจนเข้าร่วมเท่านั้น หรืออีกหลายประเทศก็ให้เด็กที่เกิดตามช่วงเวลาแบบไม่มีเงื่อนไข), การสนับสนุนของรัฐ (บางประเทศรัฐจะช่วยลงทุนด้วย บางประเทศรัฐจะแค่ลดหย่อนภาษีให้), ตัวเลือกในการลงทุน (บางประเทศจะให้เลือกระหว่างบัญชีเงินฝากความเสี่ยงต่ำกับลงทุนในตลาดหุ้น), เงื่อนไขในการใช้เงิน (บางประเทศจะกำหนดเงื่อนไขว่าต้องเอาเงินออกมาใช้เพื่อการศึกษาเท่านั้น ในขณะที่บางประเทศให้เอาเงินไปใช้ทำอะไรก็ได้) เป็นต้น
.
ก็เรียกว่าอเมริกาได้เรียนรู้จากนโยบายเหล่านี้ของหลายชาติก่อนจะออกนโยบายเอง
.
ใดๆ ก็ตาม ถ้าคิดว่านโยบายพวกนี้มีแนวโน้มจะลดความเหลื่อมล้ำก็เป็นความคิดที่ผิด เพราะผลสำรวจของนโยบายนี้จากสิงคโปร์ ที่เป็นชาติบุกเบิกการให้พ่อแม่สามารถลงทุนลดหย่อนภาษีเพื่ออนาคตของลูกมากว่า 20 ปี ชี้ชัดว่ามันเป็นนโยบายที่ยิ่งถ่างความเหลื่อมล้ำให้หนักขึ้น เพราะจะทำให้ครัวเรือนรายได้สูงใช้สิทธิลดหย่อนภาษีเต็มเพดาน และโอนถ่ายความมั่งคั่งสู่รุ่นลูกแบบชิลๆ ส่วนครัวเรือนยากจนก็แทบจะไม่ได้ใช้สิทธิลดหย่อนพวกนี้เลย เพราะเงินไม่พอเก็บกันอยู่แล้ว
.#BrandThink
CR
https://www.facebook.com/share/1HcwaJGPic/?mibextid=wwXIfr
รู้จัก ‘Trump Account’ นโยบายใหม่สหรัฐฯ เริ่มใช้ 1 ม.ค. 2026 แจกเงินให้เด็กแรกเกิด เพื่อลงทุนในหุ้นอเมริกาฟรี!
ช่วงหลังๆ นโยบายของโดนัลด์ ทรัมป์ อาจไม่ป๊อปเท่าไหร่ แต่นโยบายหนึ่งที่ดู 'ก้าวหน้า' คือนโยบายที่เรียกว่า ‘Trump Account’ ที่จะเริ่มใช้ 1 มกราคม 2026 เป็นต้นไป
.
นโยบายนี้อธิบายสั้นสุดคือ เด็กเกิดใหม่ทุกคนในปีหน้า (จนถึงปี 2028) สามารถมี 'บัญชีลงทุนในหุ้น' ได้ตั้งแต่แรกเกิด โดยบัญชีนี้ต้องลงทุนในกองทุนหุ้นอเมริกาเท่านั้น (เช่น กองทุนดัชนี S&P500 ในตำนาน) และจะนำเงินออกมาได้เมื่ออายุ 18 ปี
.
โดยเงินลงทุน รัฐจะเป็นเจ้าภาพลงทุนให้ 1,000 เหรียญ (ประมาณ 31,000 บาท) ฟรี ถ้าพ่อแม่ไปเปิดบัญชี ส่วนการลงทุนต่อไป พ่อแม่และนายจ้างจะลงทุนให้เด็กแบบนำไปใช้ลดหย่อนภาษีได้ (มีเพดานกำหนดต่อปีตามปกติ)
.
ส่วนเด็กที่ไม่ได้เกิดในช่วงนี้ ถ้าอายุไม่เกิน 10 ปี รัฐมีนโยบายว่าถ้าอยู่ในเขตที่รายได้เฉลี่ยไม่สูงมาก (คือพื้นที่ราวๆ 80 เปอร์เซ็นต์ ของอเมริกา เพราะเขาตัดที่เขตที่ค่ามัธยฐานรายได้ครัวเรือนคือ 150,000 ดอลลาร์ต่อปี หรือคิดง่ายๆ คือครัวเรือนที่พ่อแม่เงินเดือนรวมกันเกินประมาณ 400,000 บาท) ถ้าเข้าร่วมโครงการ รัฐจะการันตีว่าจะได้เงิน 250 ดอลลาร์ไปฟรีๆ
.
โดยเงินส่วนเพิ่มเติมนี้ จะนำมาจากกองทุนตั้งใหม่ที่ชื่อ ‘Invest America’ ซึ่งเป็นองค์กรไม่แสวงกำไร การบริจาคนำมาลดหย่อนภาษีได้ และมีเศรษฐีอเมริกันหลายคนเริ่ม 'บริจาค' ให้กองทุนนี้แล้ว
.
โดยเขามีนโบายว่าถ้าได้รับบริจาคจำนวนมาก เด็กที่อายุเกิน 10 ปี ก็จะได้ 'เงินขวัญถุง' ด้วย แต่ไม่ได้ระบุจำนวน แต่ภาพรวมคือ เด็กทุกคนที่อายุไม่ถึง 18 ปี ล้วนมีสิทธิ์เปิดบัญชีนี้
.
นโยบายนี้ โดยพื้นฐานมันเป็นไอเดียสนับสนุนให้คนมีลูก เพราะหากคนไม่อยากมีลูกเพราะกลัวว่าเด็กจะไม่มีอนาคต นโยบายนี้คือการการันตีว่าเด็กโตไปอายุครบ 18 ปีจะมี 'เงินก้อน' เอาไว้ทำสิ่งต่างๆ ตั้งแต่เป็นทุนการศึกษาหรือเริ่มธุรกิจ
.
และเรียกว่า 'ยิงปืนนัดเดียวได้นกสองตัว' เพราะด้วยเงื่อนไขการลงทุนที่ 'ต้องลงทุนในหุ้นอเมริกันเท่านั้น' นอกจากจะกระตุ้นให้คนมีลูกเพิ่มขึ้นแล้ว มันยังเป็นการอัดฉีดเงินเข้าไปในตลาดหุ้นอีกด้วย
.
เรียกได้ว่าเป็นการ 'ทำให้อเมริกายิ่งใหญ่อีกครั้ง' สมสโลแกนหาเสียงของทรัมป์จริงๆ
.
แต่ถามว่านี่เป็นเรื่องใหม่หรือไม่ คำตอบคือไม่
.
นโยบายตระกูลนี้มีทั่วโลกปัจจุบันมาตั้งแต่ต้นศตวรรษที่ 21 แล้ว มันมีชื่อเรียกทางนโยบายว่า 'บัญชีเพื่อพัฒนาเด็ก' (Child Development Account) โดยรายละเอียดโครงการคล้ายกัน แต่เกิดภายใต้ชื่อต่างๆ กัน
.
สิงคโปร์เริ่มโครงการนี้ในปี 2001 เรียกว่า ‘Child Development Account’ ถือเป็นโครงการแรกในโลกที่มีความชัดเจน เลยเป็นที่มาว่าทําไมโครงการแบบนี้ทั่วโลกโดยรวมๆ ถึงเรียกว่า Child Development Account
.
อังกฤษเริ่มโครงการนี้ในปี 2005 ในชื่อ ‘Child Trust Fund’ ก่อนจะเปลี่ยนมาเป็น ‘Junior Saving Account’ ในปัจจุบัน
.
เกาหลีใต้เริ่มปี 2009 เรียกว่า ‘Didim Seed Account’ มุ่งเน้นไปที่ครัวเรือนยากจนเป็นหลัก
.
อินเดียเริ่มในปี 2015 เรียกว่า ‘Sukanya Samriddhi Account’ มุ่งเน้นไปที่การสะสมทุนการศึกษาให้เด็กผู้หญิง
.
อิสราเอลเริ่มในปี 2017 เรียกว่า ‘Saving for Every Child Program’ ซึ่งเป็นโครงการสนับสนุนให้คนมีลูกในภาพใหญ่ ที่มีบัญชีเพื่อพัฒนาเด็กเป็นส่วนหนึ่งของแพ็กเกจสนับสนุนการมีลูกด้วย
.
ความต่างทางนโยบายเหล่านี้มีหลายรายละเอียด เช่น การครอบคลุมของนโยบาย (บางประเทศจะให้ครัวเรือนยากจนเข้าร่วมเท่านั้น หรืออีกหลายประเทศก็ให้เด็กที่เกิดตามช่วงเวลาแบบไม่มีเงื่อนไข), การสนับสนุนของรัฐ (บางประเทศรัฐจะช่วยลงทุนด้วย บางประเทศรัฐจะแค่ลดหย่อนภาษีให้), ตัวเลือกในการลงทุน (บางประเทศจะให้เลือกระหว่างบัญชีเงินฝากความเสี่ยงต่ำกับลงทุนในตลาดหุ้น), เงื่อนไขในการใช้เงิน (บางประเทศจะกำหนดเงื่อนไขว่าต้องเอาเงินออกมาใช้เพื่อการศึกษาเท่านั้น ในขณะที่บางประเทศให้เอาเงินไปใช้ทำอะไรก็ได้) เป็นต้น
.
ก็เรียกว่าอเมริกาได้เรียนรู้จากนโยบายเหล่านี้ของหลายชาติก่อนจะออกนโยบายเอง
.
ใดๆ ก็ตาม ถ้าคิดว่านโยบายพวกนี้มีแนวโน้มจะลดความเหลื่อมล้ำก็เป็นความคิดที่ผิด เพราะผลสำรวจของนโยบายนี้จากสิงคโปร์ ที่เป็นชาติบุกเบิกการให้พ่อแม่สามารถลงทุนลดหย่อนภาษีเพื่ออนาคตของลูกมากว่า 20 ปี ชี้ชัดว่ามันเป็นนโยบายที่ยิ่งถ่างความเหลื่อมล้ำให้หนักขึ้น เพราะจะทำให้ครัวเรือนรายได้สูงใช้สิทธิลดหย่อนภาษีเต็มเพดาน และโอนถ่ายความมั่งคั่งสู่รุ่นลูกแบบชิลๆ ส่วนครัวเรือนยากจนก็แทบจะไม่ได้ใช้สิทธิลดหย่อนพวกนี้เลย เพราะเงินไม่พอเก็บกันอยู่แล้ว
.#BrandThink
CR https://www.facebook.com/share/1HcwaJGPic/?mibextid=wwXIfr