หลวง​ปู่​ดูลย์​เผยนิสัยพระอรหันต์​ในโลกมนุษย์​

กระทู้คำถาม
“หลวงปู่ดูลย์ อตุโล ได้เล่าถึงท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต ว่า... “

ท่านพระอาจารย์ใหญ่จะถือธุดงค์อย่างเคร่งครัดที่สุด ยืนยันได้เลยว่า “ลูกศิษย์ของท่านทั้งหมด ยังไม่มีผู้ใดถือได้เท่าเทียมกับท่านพระอาจารย์ใหญ่เลยแม้แต่องค์เดียว”

แล้วหลวงปู่ดูลย์ก็เล่าต่อว่า ท่านพระอาจารย์ใหญ่ของหลวงปู่นั้น จะไม่ยอมใช้สบงจีวรสําเร็จรูป หรือ คหบดีจีวร ที่มีผู้ซื้อจากท้องตลาดมาถวายเลย นอกจากได้ผ้ามาเองแล้วมาตัด เย็บ ย้อมเองทั้งหมด จึงใช้ และไม่เคยดําริหรือริเริ่มให้ใครคนใดคนหนึ่งสร้างวัดสร้างวาเลย มีแต่สัญจรไปเรื่อย ๆ เมื่อเห็นว่าป่าตรงไหนเหมาะสม ท่านก็อยู่ เริ่มด้วยการปักกลด แล้วทําที่สําหรับเดินจงกรม ส่วนญาติโยมผู้มีศรัทธาเลื่อมใส เมื่อมาพบและมองเห็นความเหมาะสมสําคัญ ก็จะสร้างกุฏิน้อย สร้างศาลาชั่วคราวถวายท่าน ต่อจากนั้น สถานที่นั้นก็กลายเป็นวัดป่าเจริญรุ่งเรืองต่อมา

ยิ่งกว่านั้น แม้แต่การรับกฐินท่านก็ไม่เคย สมัยต่อมานั้นไม่ทราบ และท่านไม่เคยเอาประโยชน์ที่ได้รับอานิสงส์พรรษาตามพระพุทธบัญญัติ ที่ให้สิทธิพิเศษแก่ภิกษุสงฆ์ที่อยู่จำพรรษาตลอด ๓ เดือน ได้รับการยกเว้นบางอย่างในการปฏิบัติ ท่านจะถือตามสิกขาบทโดยตลอดไม่เคยยกเว้น ถือเป็นหน้าที่ที่จะต้องปฏิบัติตามกฎของธุดงควัตรโดยสม่ำเสมอ

ด้านอาหารการฉันก็เช่นเดียวกัน ท่านถือการบิณฑบาตโปรดสัตว์เป็นประจำไม่เคยขาด แม้จะเจ็บไข้ได้ป่วย แต่พอเดินได้ท่านก็เดิน จนกระทั่งในที่สุดเมื่อเดินไปบิณฑบาตไม่ได้ ท่านก็ลุกขึ้นยืนแล้วอุ้มบาตร ศิษยานุศิษย์ที่กลับมาจากบิณฑบาตและญาติโยมก็มาใส่บาตรให้ท่าน แล้วท่านก็จะขบฉันเฉพาะอาหารที่อยู่ในบาตรเท่านั้น แม้เมื่อเวลาท่านชราภาพมากแล้ว เวลาท่านเจ็บไข้หรือป่วยมากจนไม่อาจเดินออกนอกวัดได้ ก็ทราบว่าท่านเป็นอยู่อย่างนี้และยังฉันอาหารมื้อเดียวตลอด

แม้แต่หยูกยาคิลานเภสัชต่างๆ ที่ใช้ในยามเจ็บไข้ ท่านพระอาจารย์ใหญ่ ก็ไม่นิยมใช้ยาสําเร็จรูป หรือแม้แต่ยาตําราหลวง หากแต่พยายามใช้สมุนไพรตัวยาต่างๆ มาทําเอง ผสมเอง เป็นประจํา

แม้แต่การเข้าไปพักตามวัด ก็นิยมพักที่วัดป่า จําได้ว่าไม่เคยเข้าไปอยู่ในวัดบ้านเลย แต่จะอยู่วัดที่เป็นป่าหรือชายป่า เมื่อไม่มีวัดเช่นนี้อยู่ ท่านจะหลีกเร้นอยู่ตามชายป่า แม้ว่าจะมีความจําเป็นเวลาเดินทาง ก็ยากนักที่จะเข้าไปอาศัยวัดวาในบ้าน

ครั้งหนึ่งหลวงปู่ดูลย์ได้เล่าถึงคําสอนของท่านพระอาจารย์ใหญ่เกี่ยวกับการขบฉันภัตตาหารไว้ว่า... “ท่านพระอาจารย์ใหญ่สั่งสอนไว้ว่า การฉันอาหารต้องฉันอย่างประหยัด มีสติสัมปชัญญะ เพื่อขัดเกลาจิตใจมิให้เกิดความโลภ วิธีการฉันนั้น เมื่อรับข้าวสุกมา กะว่าพออิ่มสําหรับตนแล้ว ให้แบ่งข้าวสุกที่ตนพออิ่มนั้น ออกเป็น ๔ ส่วน เอาออกเสียส่วนหนึ่ง แล้วจึงรับเอากับข้าวมา ในปริมาณที่เท่ากับส่วนหนึ่งที่เอาออกไป กล่าวคือ ให้มีข้าว ๓ ส่วน กับข้าว ๑ ส่วน แล้วจึงลงมือฉัน ท่านพระอาจารย์ใหญ่เองก็จะฉันภัตตาหารในลักษณะเช่นนี้โดยตลอด เมื่อมีผู้ใดจะตระเตรียมภัตตาหารในบาตรถวายท่าน ท่านพระอาจารย์ใหญ่ก็จะแนะนําให้จัดแจงมาในลักษณะ เช่นนี้ แล้วท่านจึงฉัน”

นี่คือปฏิปทาส่วนตัวของท่านพระอาจารย์ใหญ่ ท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทตุตเถร ตามที่หลวงปู่เล่าให้ฟัง ซึ่งหลวงปู่จะพูดถึงแต่ในแง่ที่ท่านถือธุดงค์ ในแง่ที่ท่านเคร่งครัดอย่างไร เพื่อให้ผู้สนใจซักถามนั้น ได้ถือเป็นแบบแผนเยี่ยงอย่าง

ส่วนคุณธรรมด้านอื่นๆ นั้น หลวงปู่ดูลย์เคยกล่าวในแวดวงนักปฏิบัติว่า “ท่านพระอาจารย์ใหญ่เป็นผู้ที่มีญาณใหญ่ไม่มีใครเทียบเท่าได้” ดังนี้เท่านั้น ส่วนคุณวิเศษหรืออภิญญาใดๆ ที่มีในตัวท่านพระอาจารย์ใหญ่มั่นนั้น หลวงปู่ดูลย์ไม่เคยพูดถึงเลย

ในการออกธุดงค์ครั้งแรกของหลวงปู่ดูลย์   ตามธรรมเนียมธุดงคกัมมัฏฐานของท่านพระอาจารย์มั่นมีอยู่ว่า เมื่อถึงกาลเข้าพรรษาไม่ให้จําพรรษารวมกันมากเกินไป ให้แยกกันไปจําพรรษาตามสถานที่อันวิเวก ไม่ว่าจะเป็นวัด เป็นป่า เป็นถ้ำ เป็นเขา โคนไม้ ป่าช้า ลอมฟาง เรือนว่าง หรืออะไรตามอัธยาศัยของแต่ละคณะ เมื่อออกพรรษาแล้ว หากทราบข่าวว่าท่านพระอาจารย์มั่นอยู่ ณ ที่ใด ก็พากันไปจากทุกทิศทุกทาง มุ่งไปยัง ณ ที่นั้น เพื่อ เรียนพระกัมมัฏฐานและเล่าแจ้งถึงผลการประพฤติปฏิบัติที่ผ่านมา เมื่อมีอันใดผิด ท่านจักได้ช่วยแนะนําแก้ไข อันใดถูกต้องดีแล้วท่านจักได้แนะนําข้อกัมมัฏฐานยิ่งๆ ขึ้นไป

ดังนั้น เมื่อจวนจะถึงกาลเข้าปุริมพรรษา คือ พรรษาแรกแห่งการธุดงค์ของท่าน คณะของหลวงปู่ดูลย์จึงพากันแยกจากท่านพระอาจารย์มั่น เดินธุดงค์ผ่านไปทางอําเภอท่าคันโท จังหวัดกาฬสินธุ์ ครั้นถึงป่าท่าคันโท ก็สมมุติทําเป็นสํานักวัดป่า เข้าพรรษาด้วยกัน ๕ รูป คือ ท่านพระอาจารย์สิงห์ ขันตยาคโม ท่านอาจารย์บุญ ท่านอาจารย์สีทา ท่านอาจารย์หนู ท่านอาจารย์ดูลย์ อตุโล (คือตัวหลวงปู่เอง) ทุกท่านปฏิบัติตนปรารภความเพียรอย่างอุกฤษฎ์แรงกล้า ปฏิบัติตามคําอบรมสั่งสอนของท่านอย่างสุดขีด ครั้งนั้น บริเวณแห่งนั้นเป็นสถานที่ทุรกันดาร เกลื่อน กล่นไปด้วยสัตว์ป่าที่ดุร้าย ไข้ป่าก็ชุกชุมมาก ยากที่จะดํารงชีวิตอยู่ได้

ณ ป่าท่าคันโท จังหวัดกาฬสินธุ์นี้เอง การปฏิบัติทางจิตที่หลวงปู่ดูลย์พากเพียรบําเพ็ญ อยู่อย่างไม่ลดละก็ได้บังเกิดผลอย่างเต็มภาคภูมิ ในขณะนั้นเอง แสงแห่งพระธรรมก็บังเกิดขึ้นปรากฏแก่จิตของท่านอย่างแจ่มแจ้ง จนกระทั่งท่านสามารถแยกจิตกับกิเลสออกจากกันได้ รู้ชัดว่า อะไรคือจิต อะไรคือกิเลส จิตปรุงกิเลสหรือกิเลสปรุงจิต และเข้าใจสภาพเดิมของจิตที่ แท้จริงได้ จนรู้ว่ากิเลสส่วนไหนละได้แล้ว ส่วนไหนยังละไม่ได้ ดังนี้ ท่านมิได้เล่าบอกใครในพรรษานั้น เคยเล่าให้ท่านพระอาจารย์สิงห์ทราบแต่เพียงว่าจิตของท่านเป็นสมาธิเท่านั้น ตัวท่านนึกอยากให้ออกพรรษาโดยเร็ว จะได้ไปนมัสการท่านพระอาจารย์มั่นและกราบเรียนถึงผลการปฏิบัติ ทั้งรับคําแนะนําทางปฏิบัติที่ยิ่งๆ ขึ้นไปอีก

คำสรรเสริญครั้งแรกจากท่านพระอาจารย์มั่น

ครั้นออกพรรษาแล้ว ทุกรูปต่างแยกย้ายกันออกจากที่นั้นเดินธุดงค์ต่อไป หลวงปู่ดูลย์ไปด้วยกันกับท่านพระอาจารย์สิงห์ ขันตยาคโม ต่อมาก็แยกทางกับท่านพระอาจารย์สิงห์ คือไปองค์ละทาง มีจุดมุ่งหมายอันเดียวกันคือท่านพระอาจารย์มั่น จนกระทั่งถึงบ้านตาลเนิ้ง มีชาวบ้านบอกว่าเห็นพระธุดงค์ อยู่ในป่าใกล้บ้านนี้เอง ท่านแสดงความดีใจเป็นอันมาก คิดว่าอย่างไรเสียต้องเป็นท่านพระอาจารย์มั่นอย่างแน่นอน เมื่อไปถึงสถานที่นั้นก็เห็นท่านพระอาจารย์สิงห์ ซึ่งเดินทางมาถึงก่อนนานแล้ว และเห็นพระองค์อื่นๆ อีกหลายองค์กําลังนั่งห้อมล้อมท่านพระอาจารย์มั่นอยู่อย่างสงบ พากันหันหน้ามามองท่าน และพูดบอกกันเบาๆ ว่า “แน่ะ ท่านดูลย์มาแล้ว ท่านดูลย์มาแล้ว” คาดว่าท่านพระอาจารย์สิงห์คงเล่าบอกแล้วว่าหลวงปู่ดูลย์ทําจิตเป็นสมาธิได้ เมื่อท่านเห็นท่านพระอาจารย์มั่น ก็เกิดความปลาบปลื้มปีติ รําพึงในใจว่า “ประสงค์อย่างไรก็สําเร็จอย่างนั้น”

ครั้นได้โอกาสอันควรแล้ว ท่านได้เข้าไปกราบท่านพระอาจารย์มั่น โดยท่านพระอาจารย์มั่นได้ถามถึง การปฏิบัติ ท่านจึงกราบเรียนถึงผลการปฏิบัติโดยตลอด แล้วก็สรุปท้าย กราบเรียนท่านพระ อาจารย์มั่นให้ทราบว่า “เดี๋ยวนี้กระผมเข้าใจแล้ว กระผมทําความรู้จักกับกิเลสของกระผมได้ดีแล้ว คือถ้ารวมกันทั้งหมดแล้วแบ่งเป็น ๔ ส่วน
ส่วนที่ ๑ นั้น กระผมละได้เด็ดขาดแล้ว
ส่วนที่ ๒ กระผมละได้ครึ่งหนึ่ง ยังอีกครึ่งหนึ่ง
ส่วนที่ ๓ และส่วนที่ ๔ กระผมยังละไม่ได้”

ท่านพระอาจารย์มั่น ก็กล่าวคําสรรเสริญว่า “เก่งมาก ฉลาดมาก ที่สามารถรู้จักกิเลสของตนเองและ การปฏิบัติที่ผ่านมา ที่เล่าบอกนั้นก็เป็นการถูกต้องดีแล้ว”

และแล้วท่านพระอาจารย์มั่นก็ได้แนะนําต่อไปว่า ให้เอาข้อนี้ไปพิจารณาต่อไปอีก โดยบอกเป็นภาษาบาลีว่า “สพฺเพ สงฺขารา สพฺพสญฺญา อนตฺตา” หลังจากได้รับคําแนะนําจากท่านพระอาจารย์มั่นแล้ว ท่านก็ได้ปลีกตัวไปบําเพ็ญทางจิต พร้อมทั้งพิจารณาคติธรรมที่ได้มา

สําหรับหลวงปู่ดูลย์นั้น ท่านเล่าว่าได้ตริตรองพิจารณาตามหัวข้อกัมมัฏฐานว่า “สพฺเพ สงฺขารา สพฺพสญฺญา อนตฺตา” ที่ท่านพระอาจารย์มั่นให้มา

ในเวลาต่อมาก็เกิดความสว่างไสวในใจชัดว่า เมื่อสังขารขันธ์ดับได้แล้ว ความเป็นตัวตนจักมีไม่ได้เพราะไม่ได้เข้าไปเพื่อปรุงแต่ง ครั้นเมื่อความปรุงแต่งขาดไป ความทุกข์จะเกิดขึ้นได้อย่างไร และจับใจความอริยสัจจ์ แห่งจิตได้ว่า...

๑. จิตที่ส่งออกนอกเพื่อรับสนองอารมณ์ทั้งสิ้น
... เป็นสมุทัย
๒. ผลอันเกิดจากจิตที่ส่งออกนอกแล้วหวั่นไหว
... เป็นทุกข์
๓. จิตเห็นจิตอย่างแจ่มแจ้ง
... เป็นมรรค
๔. ผลอันเกิดจากจิตเห็นจิตอย่างแจ่มแจ้ง
... เป็นนิโรธ

• คำรับรองจากท่านพระอาจารย์ใหญ่
ครั้นอยู่ที่ถ้ำพระเวสฯ จังหวัดนครพนมได้พอสมควรแล้ว ก็พากันยกขบวนจาริกไปเสาะหาท่านพระอาจาย์มั่น จนกระทั่งพบที่วัดป่าโนนสูง หลวงปู่ดูลย์ จึงกราบเรียนท่านพระอาจารย์มั่น ถึงผลการปฏิบัติของท่านตามที่ปรากฏ ท่านพระอาจารย์มั่นก็กล่าวรับรองและยกย่องสรรเสริญให้ปรากฏ ณ ท่ามกลางชุมนุมสานุศิษย์ทั้งหลายว่า “ถูกต้องดีแล้ว_เอาตัวรอดได้แล้ว นับว่าไม่ถอยหลังอีกแล้ว_ขอให้ดําเนินตามปฏิปทานี้ต่อไป”

หลังจากนั้นหลวงปู่ดูลย์ได้นําอาจารย์ฝั้น อาจาโรและคณะภิกษุสามเณร วัดม่วงไข่ที่ติดตามมา ถวายตัวต่อท่านพระอาจารย์มั่น ท่านพระอาจารย์มั่นจึงได้กล่าวยกย่อง สรรเสริญ กระทําให้ปรากฏต่อศิษย์ทั้งหลายว่า “ท่านดูลย์นี้_เป็นผู้ที่มีความสามารถเป็นอย่างยิ่ง สามารถมีสานุศิษย์และผู้ติดตามมาประพฤติปฏิบัติธรรมเป็นจํานวนมาก”

ในระหว่างที่พักอยู่กับท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทัตโตเป็นเวลานานนั้น ท่านพระอาจารย์มั่นผู้ทรง คุณธรรมยิ่งใหญ่ ได้กรุณาตัดเย็บไตรจีวรด้วยมือตน แล้วช่วยกันเย็บช่วยกันย้อมด้วยมือ มอบให้หลวงปู่ดูลย์ ๑ ไตร ท่านจึงถือว่านี่คือผลหรือรางวัลแห่งการปฏิบัติดีที่ครูบาอาจารย์มอบให้ เป็นกรณีพิเศษด้วยเมตตาธรรม

ต่อมาท่านพักอยู่ที่ถ้ำผาบิ้ง จังหวัดเลยเสวยสุขอันเกิดแต่วิเวกได้ ๑ เดือน ก็เดินทางไปที่บ้านผือ เขตจังหวัดอุดรธานี ได้พบกับท่านพระอาจารย์มั่นที่นั่นอีกครั้งหนึ่ง การพบกับท่านพระอาจารย์มั่นคราวนี้ มีแต่การสนทนาธรรมกันเป็นเวลานานๆ ยังให้เกิดความอาจหาญร่าเริงในธรรมปฏิบัติยิ่งขึ้น

📌คัดลอกจากหนังสือประวัติชีวิต คติธรรม และธรรมเทศนาของพระราชวุฒาจารย์ (หลวงปู่ดูลย์ อตุโล)
อดีตเจ้าอาวาสวัดบูรพาราม อําเภอเมือง จังหวัดสุรินทร์ รวบรวมและเรียบเรียงโดย ท่านพระครูนันทปัญญาภรณ์ วัดบูรพาราม อําเภอเมือง จังหวัดสุรินทร์
@ บัวชมพู  บุษยา  28-12-68
#ธรรมะ  #หลวงปู่มั่น #หลวงปู่ดูลย์  #คติธรรม  #คําสอนพระอาจารย์  #พระอริยะสงฆ์  #เปิดการสร้างรายได้  #บัวชมพูบุษยา  #ผู้ติดตาม #ธรรมทาน  #ศาสนาพุทธ  #พระพุทธเจ้า  #ธรรมะ #พ่อแม่ครูอาจารย์    #พระป่า  #พระป่าสายกรรมฐาน  #พระป่ากรรมฐาน  #คติธรรม  #คติธรรมชีวิต  #ธรรมะเตือนสติ  #ธรรมะสอนใจ  #ภาพเก่าวันวาน  #เปิดค่าการมองเห็นAI  #เปิดการสร้างรายได้  #เปิดค่าการมองเห็น  #บัวบุษยา  #ผู้ติดตามทั่วโลก  #ผู้ติดตาม
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่