-ความคิดเป็นวิสัยของจิต
"สภาวะจิต...
บางช่วง มันก็ชอบคิดชอบปรุง
บางช่วง มันก็ไม่ชอบคิดชอบปรุง
ความคิดปรุงแต่ง...
ความคิด จิต มันคิดถึงสิ่งรู้ทั้งหลาย
มันก็เป็นแต่...เพียงอารมณ์
รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส ธรรมารมณ์
มันเป็นเหตุ เป็นปัจจัยให้เกิดอารมณ์
ความคิด เป็นเรื่องธรรมดาของจิต
การเห็น ก็เป็นวิสัยของตา
การได้ยิน เป็นวิสัยของหู
กลิ่น เป็นวิสัยของจมูก
รส เป็นวิสัยของลิ้น
สัมผัส เป็นวิสัยของกาย
ความนึกคิด เป็นวิสัยของจิต
สิ่งเหล่านี้...
เป็นเหตุเป็นปัจจัยให้เกิดอารมณ์
สิ่งเหล่านี้...
ไม่ใช่ อารมณ์ แต่เป็นเหตุให้เกิดอารมณ์ อารมณ์ คืออะไร ?
อารมณ์ คือความยินดี ยินร้าย
พอใจ ไม่พอใจ ชอบ ไม่ชอบ
เกลียด อันนี้! เป็นอารมณ์
ถ้าหากว่า...
จิต คิดปรุงแต่ง มันก็สักแต่ว่าคิด
คิดแล้ว...ก็ทิ้งไป
คิดแล้ว...ก็ทิ้งไป
ไม่ยึดอะไรมาสร้างความเดือดร้อนให้กับ
ตัวเอง มันก็ ไม่เกิดอารมณ์
เพราะฉะนั้น...ความเป็นไปของจิต นี่!
บางครั้ง มันก็คิดไม่หยุด อยากให้หยุด
มันก็ไม่ยอมหยุด
แต่บางครั้ง มันก็เอาแต่หยุด
อยากให้มันคิด มันก็ ไม่ยอมคิด
เพราะฉะนั้น ทางปฏิบัติ...
ถ้าเวลามันต้องการหยุด ให้มันหยุดไป
เวลามันต้องการคิด ให้มันคิดไป...
แต่ให้เรา...กำหนดสติรู้...รู้...ไป
ถ้ามันหยุดนานเกินไป มันไม่ยอมคิด
เราก็หาอุบายสร้างความคิดขึ้น มาบ้าง
ฝึกให้มันเกิดพลังงาน
จิต ไปอยู่เฉยๆ นิ่งๆ เป็นจิต ที่ไม่มีพลังงาน อย่าไปอยากได้มัน นิ่งๆ...เฉยๆ...
ถ้าหากว่า...มันคิดมากเท่าไร ยิ่งดี
ถ้าอย่างสมมติว่า...
การเจริญวิปัสสนา เราต้องพิจารณาเบญจขันธ์ ไม่เที่ยง
เป็นทุกข์
เป็นอนัตตา
เมื่อเราพิจารณาไป จิต...มันสงบ
จิตมีพลังทางสมาธิ สมาธิมั่นคง
สติเข้มแข็ง มันจะทำให้จิตคิดมากขึ้นๆๆ
แต่อารมณ์เก่า ที่เราตั้งใจพิจารณา อยู่...
มันจะ...ทิ้งหมด
มันจะไปสร้างความคิดใหม่ขึ้นมา อันนี้ !
คือลักษณะ ของจิตที่เป็นสมาธิตามธรรมชาติ
เราเอาปัจจุบันเป็นหลัก
แม้แต่...ความเสื่อม ความเจริญของสมาธิ
หลวงปู่มหาบัวท่าน ก็ให้นัยไว้แล้ว
ท่านบอกว่า...ความเสื่อม ความเจริญ
ของสมาธิ มันก็เป็นแต่เพียง...อารมณ์จิต
เมื่อก่อนเรามาดีใจ-เสียใจ อยู่กับความเสื่อมความเจริญของสมาธิ มันก็ได้อยู่แค่นั้น...
มาภายหลังตัดปัญหา
มันจะเสื่อมจะเจริญช่างมัน
เราจะเอาสติ...ตัวเดียว
พอมากำหนดเอาสติตัวเดียว
มันก็ดำเนินไปด้วยดี ท่านว่าอย่างนั้น
ความนึก-ความคิด ของจิต
ไม่ใช่ ปัญหาที่จะทำให้จิตมัวหมอง
มันเป็นการบริหารจิต
ทำให้จิตมีสติ สัมปชัญญะเข้มแข็ง
ถ้าจิต ไปกำหนดรู้ความคิด อันนี้
คือ ธรรมานุปัสสนาสติปัฏฐาน
จิต มันพิจารณาธรรมเอง โดยแต่ถ้ามัน
ไป นิ่ง...รู้ อยู่...ในจิตอย่างเดียว
ไม่มี...อาการไหวติง อันนี้! เป็นจิตตานุปัสสนาสติปัฏฐาน และพร้อมๆ กันนั้น
ถ้าหากว่า...กาย กับจิต ยังสัมพันธ์กันอยู่
สุข-ทุกข์ มันเป็นสิ่งที่เกิดที่กาย จิตเขา
ก็ต้องรู้เอง...
แต่ถ้าหากช่วงใด
ที่จิตมันถีบตัวออกจากร่างกายแล้ว
ไม่เกี่ยวข้อง กับร่างกาย ตอนนั้น...
สุข ทุกข์ มัน...ไม่มี แม้อาการแห่งความคิด
อย่างสามัญธรรมดา ก็ไม่มี
แต่ในช่วงนั้น...มันอาจสามารถรู้เห็น
ทุกสิ่ง ทุกอย่างได้ แต่มันคิด ไม่เป็น
รู้แล้ว...
มันก็บันทึกข้อมูลไว้พร้อมหมด
พอมันย้อนกลับมาสัมพันธ์กับกาย
อีกทีหนึ่ง...มันจึงจะเกิดปัญญา
ค้นคิดพิจารณา ของมันไปเอง
การพิจารณาของมัน ก็คือ...ความคิดนั่นเอง."
------------------------------------------------------------------
เทศนาธรรมพระราชสังว
(หลวงพ่อพุธ ฐานิโย)
วัดคลองนา(วัดป่าชินรังสี) อ.เมือง จ.ฉะเชิงเทรา
FB : หลวงพ่อพุธ ฐานิโย อาจาริยบูชา
ความคิดเป็นนิสัยของจิต
"สภาวะจิต...
บางช่วง มันก็ชอบคิดชอบปรุง
บางช่วง มันก็ไม่ชอบคิดชอบปรุง
ความคิดปรุงแต่ง...
ความคิด จิต มันคิดถึงสิ่งรู้ทั้งหลาย
มันก็เป็นแต่...เพียงอารมณ์
รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส ธรรมารมณ์
มันเป็นเหตุ เป็นปัจจัยให้เกิดอารมณ์
ความคิด เป็นเรื่องธรรมดาของจิต
การเห็น ก็เป็นวิสัยของตา
การได้ยิน เป็นวิสัยของหู
กลิ่น เป็นวิสัยของจมูก
รส เป็นวิสัยของลิ้น
สัมผัส เป็นวิสัยของกาย
ความนึกคิด เป็นวิสัยของจิต
สิ่งเหล่านี้...
เป็นเหตุเป็นปัจจัยให้เกิดอารมณ์
สิ่งเหล่านี้...
ไม่ใช่ อารมณ์ แต่เป็นเหตุให้เกิดอารมณ์ อารมณ์ คืออะไร ?
อารมณ์ คือความยินดี ยินร้าย
พอใจ ไม่พอใจ ชอบ ไม่ชอบ
เกลียด อันนี้! เป็นอารมณ์
ถ้าหากว่า...
จิต คิดปรุงแต่ง มันก็สักแต่ว่าคิด
คิดแล้ว...ก็ทิ้งไป
คิดแล้ว...ก็ทิ้งไป
ไม่ยึดอะไรมาสร้างความเดือดร้อนให้กับ
ตัวเอง มันก็ ไม่เกิดอารมณ์
เพราะฉะนั้น...ความเป็นไปของจิต นี่!
บางครั้ง มันก็คิดไม่หยุด อยากให้หยุด
มันก็ไม่ยอมหยุด
แต่บางครั้ง มันก็เอาแต่หยุด
อยากให้มันคิด มันก็ ไม่ยอมคิด
เพราะฉะนั้น ทางปฏิบัติ...
ถ้าเวลามันต้องการหยุด ให้มันหยุดไป
เวลามันต้องการคิด ให้มันคิดไป...
แต่ให้เรา...กำหนดสติรู้...รู้...ไป
ถ้ามันหยุดนานเกินไป มันไม่ยอมคิด
เราก็หาอุบายสร้างความคิดขึ้น มาบ้าง
ฝึกให้มันเกิดพลังงาน
จิต ไปอยู่เฉยๆ นิ่งๆ เป็นจิต ที่ไม่มีพลังงาน อย่าไปอยากได้มัน นิ่งๆ...เฉยๆ...
ถ้าหากว่า...มันคิดมากเท่าไร ยิ่งดี
ถ้าอย่างสมมติว่า...
การเจริญวิปัสสนา เราต้องพิจารณาเบญจขันธ์ ไม่เที่ยง
เป็นทุกข์
เป็นอนัตตา
เมื่อเราพิจารณาไป จิต...มันสงบ
จิตมีพลังทางสมาธิ สมาธิมั่นคง
สติเข้มแข็ง มันจะทำให้จิตคิดมากขึ้นๆๆ
แต่อารมณ์เก่า ที่เราตั้งใจพิจารณา อยู่...
มันจะ...ทิ้งหมด
มันจะไปสร้างความคิดใหม่ขึ้นมา อันนี้ !
คือลักษณะ ของจิตที่เป็นสมาธิตามธรรมชาติ
เราเอาปัจจุบันเป็นหลัก
แม้แต่...ความเสื่อม ความเจริญของสมาธิ
หลวงปู่มหาบัวท่าน ก็ให้นัยไว้แล้ว
ท่านบอกว่า...ความเสื่อม ความเจริญ
ของสมาธิ มันก็เป็นแต่เพียง...อารมณ์จิต
เมื่อก่อนเรามาดีใจ-เสียใจ อยู่กับความเสื่อมความเจริญของสมาธิ มันก็ได้อยู่แค่นั้น...
มาภายหลังตัดปัญหา
มันจะเสื่อมจะเจริญช่างมัน
เราจะเอาสติ...ตัวเดียว
พอมากำหนดเอาสติตัวเดียว
มันก็ดำเนินไปด้วยดี ท่านว่าอย่างนั้น
ความนึก-ความคิด ของจิต
ไม่ใช่ ปัญหาที่จะทำให้จิตมัวหมอง
มันเป็นการบริหารจิต
ทำให้จิตมีสติ สัมปชัญญะเข้มแข็ง
ถ้าจิต ไปกำหนดรู้ความคิด อันนี้
คือ ธรรมานุปัสสนาสติปัฏฐาน
จิต มันพิจารณาธรรมเอง โดยแต่ถ้ามัน
ไป นิ่ง...รู้ อยู่...ในจิตอย่างเดียว
ไม่มี...อาการไหวติง อันนี้! เป็นจิตตานุปัสสนาสติปัฏฐาน และพร้อมๆ กันนั้น
ถ้าหากว่า...กาย กับจิต ยังสัมพันธ์กันอยู่
สุข-ทุกข์ มันเป็นสิ่งที่เกิดที่กาย จิตเขา
ก็ต้องรู้เอง...
แต่ถ้าหากช่วงใด
ที่จิตมันถีบตัวออกจากร่างกายแล้ว
ไม่เกี่ยวข้อง กับร่างกาย ตอนนั้น...
สุข ทุกข์ มัน...ไม่มี แม้อาการแห่งความคิด
อย่างสามัญธรรมดา ก็ไม่มี
แต่ในช่วงนั้น...มันอาจสามารถรู้เห็น
ทุกสิ่ง ทุกอย่างได้ แต่มันคิด ไม่เป็น
รู้แล้ว...
มันก็บันทึกข้อมูลไว้พร้อมหมด
พอมันย้อนกลับมาสัมพันธ์กับกาย
อีกทีหนึ่ง...มันจึงจะเกิดปัญญา
ค้นคิดพิจารณา ของมันไปเอง
การพิจารณาของมัน ก็คือ...ความคิดนั่นเอง."
------------------------------------------------------------------
เทศนาธรรมพระราชสังว
(หลวงพ่อพุธ ฐานิโย)
วัดคลองนา(วัดป่าชินรังสี) อ.เมือง จ.ฉะเชิงเทรา
FB : หลวงพ่อพุธ ฐานิโย อาจาริยบูชา