มีผู้หญิงคนหนึ่งอายุ 65 ปี ปัจจุบันเป็นข้าราชการบำนาญ อดีตเคยรับราชการครูมาทั้งชีวิต ฐานะทางบ้านถือว่าดีเลยครับ แกมีรายรับจากเงินบำนาญเดือนละ 20,000 กว่าบาท ลูกสาวกตัญญูให้ใช้อีกเดือนละ 10,000 บาท แถมยังมีรายได้เสริมนิ่งๆ จากห้องพักให้เช่าอีกราว 20,000 บาทต่อเดือน
แกมีลูกสาวเพียงคนเดียวครับ ปัจจุบันอยู่ในวัยทำงานที่ต้องแบกภาระหนักพอสมควร ด้วยระยะทางที่ทำงานกับบ้านห่างกันเกือบ 100 กิโลเมตร ลูกสาวจึงต้องไปเช่าห้องอยู่ใกล้ที่ทำงาน และจะกลับมาหาแม่ได้แค่ช่วงเย็นวันศุกร์ถึงวันอาทิตย์เท่านั้น
ฟังดูเหมือนจะเป็นครอบครัวที่อบอุ่นและไม่มีปัญหาอะไรใช่ไหมครับ?
แต่ความจริงที่ลูกสาวมาระบายให้ผมฟังกลับสวนทางกันอย่างสิ้นเชิง เธอเล่าว่าทุกครั้งที่กลับบ้านคือการเผชิญกับ "พลังลบ" ขั้นรุนแรง แม่กลายเป็นคนมองโลกในแง่ร้ายตลอดเวลา และชอบชวนทะเลาะในเรื่อง "ขี้หมูราขี้หมาแห้ง" ไม่ว่าจะเป็นการวางของผิดที่ แต่งหน้าไม่ถูกใจ หรือแม้แต่อาหารที่ลูกสาวตั้งใจทำมาให้ทานก็มักจะถูกตำหนิว่าไม่ถูกปากเสมอ
ตื่นเช้ามาลูกสาวต้องรับมือกับอารมณ์เหวี่ยงวีนที่เดาใจไม่ได้ เดี๋ยวดีเดี๋ยวร้ายจนเหมือนคนเป็นไบโพลาร์
ที่น่าเศร้าคือ แม่มักจะด่าทอลูกสาวที่ทำงานหนักว่า "โง่" ที่ยอมเป็นขี้ข้าให้บริษัทใช้งาน และมักจะเป่าหูให้ลูกไปหาแฟนฝรั่งรวยๆ เพื่อย้ายไปอยู่ต่างประเทศ โดยปรามาสว่าประเทศนี้ไม่มีวันเจริญ แทนที่วันหยุดสุดสัปดาห์จะเป็นการกลับมาพักผ่อนเพื่อชาร์จพลังไปสู้กับงาน กลายเป็นว่าเธอต้องเสียสุขภาพจิตและรับ Toxic กลับไปทำงานทุกสัปดาห์
นอกจากนี้ แม่ยังชอบขุดความหลังในอดีตมาเล่าซ้ำๆ เป็นร้อยเป็นพันครั้งตลอด 10 ปีที่ผ่านมา เป็นเรื่องความทุกข์ระทมในวัยเด็ก ความโกรธแค้นที่มีต่อพ่อซึ่งเสียชีวิตไปแล้ว แม่จะสาปแช่งพ่อทุกครั้งที่นึกถึง ไม่ไปเผาศพ ไม่ให้อภัย และขอให้ตกนรกหมกไหม้ เพราะแค้นที่พ่อทิ้งไปตั้งแต่ลูกยังเล็ก ทัศนคติลบๆ นี้ลามไปถึงญาติพี่น้องและตายาย แม่เล่าว่าตอนเด็กถูกตบตีเฆี่ยนตี ถูกใช้งานหนักในฐานะพี่คนโต ความเกลียดชังมันฝังรากลึกจนแม้ตายายเสียชีวิตไปแล้ว แม่ก็ไม่เคยคิดจะทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้เลย
ความขมขื่นในอดีตหล่อหลอมให้แม่กลายเป็นคนทะเยอทะยานที่มองโลกเป็นศัตรู ตลอดการทำงานครูที่ผ่านมาแม่ไม่มีเพื่อนสนิทเลยสักคน เพราะระแวงว่าทุกคนจะมาเอาเปรียบ และมักจะสอนลูกเสมอว่าห้ามไว้ใจใคร อย่าคบคนไม่รวย และมองว่าผู้ชายทุกคนเลวหมด ถ้าจะแต่งงานก็เพื่อผลประโยชน์เท่านั้น
ลูกสาวเคยพยายามพาแม่ไปหาจิตแพทย์ แต่คำตอบที่ได้คืออาการเหล่านี้มัน "หยั่งรากลึก" มาจากวัยเด็กจนกลายเป็นจิตใต้สำนึกไปแล้ว มันยากเกินกว่าจะแก้ไขในวัยนี้ ส่วนการกล่อมเกลาด้วยธรรมะก็ไม่เป็นผล เพราะแม่มักจะยกข้ออ้างเรื่องสังขาร ปวดหลังปวดเข่า จนไม่ยอมฝึกจิตใจหรือปล่อยวางเรื่องราวในอดีต
ผมฟังแล้วก็ได้แต่แนะนำไปว่า ในเมื่อเราเปลี่ยน "ต้นทาง" อย่างแม่ไม่ได้ สิ่งเดียวที่ทำได้คือการเปลี่ยน "ตัวเรา" เอง ถ้าคำด่าไหนมีเหตุผลก็รับมาปรับปรุง แต่ถ้ามันไร้เหตุผลและรุนแรงเกินไป ก็ทำได้เพียง "เงียบ" และนิ่งเฉยเสีย เพื่อไม่ให้ไฟในใจแม่ลามมาเผาใจเราจนไหม้เกรียมไปมากกว่านี้ครับ
เรื่องเล่า: วัยเกษียณพฤติกรรม Toxic
แกมีลูกสาวเพียงคนเดียวครับ ปัจจุบันอยู่ในวัยทำงานที่ต้องแบกภาระหนักพอสมควร ด้วยระยะทางที่ทำงานกับบ้านห่างกันเกือบ 100 กิโลเมตร ลูกสาวจึงต้องไปเช่าห้องอยู่ใกล้ที่ทำงาน และจะกลับมาหาแม่ได้แค่ช่วงเย็นวันศุกร์ถึงวันอาทิตย์เท่านั้น
ฟังดูเหมือนจะเป็นครอบครัวที่อบอุ่นและไม่มีปัญหาอะไรใช่ไหมครับ?
แต่ความจริงที่ลูกสาวมาระบายให้ผมฟังกลับสวนทางกันอย่างสิ้นเชิง เธอเล่าว่าทุกครั้งที่กลับบ้านคือการเผชิญกับ "พลังลบ" ขั้นรุนแรง แม่กลายเป็นคนมองโลกในแง่ร้ายตลอดเวลา และชอบชวนทะเลาะในเรื่อง "ขี้หมูราขี้หมาแห้ง" ไม่ว่าจะเป็นการวางของผิดที่ แต่งหน้าไม่ถูกใจ หรือแม้แต่อาหารที่ลูกสาวตั้งใจทำมาให้ทานก็มักจะถูกตำหนิว่าไม่ถูกปากเสมอ
ตื่นเช้ามาลูกสาวต้องรับมือกับอารมณ์เหวี่ยงวีนที่เดาใจไม่ได้ เดี๋ยวดีเดี๋ยวร้ายจนเหมือนคนเป็นไบโพลาร์
ที่น่าเศร้าคือ แม่มักจะด่าทอลูกสาวที่ทำงานหนักว่า "โง่" ที่ยอมเป็นขี้ข้าให้บริษัทใช้งาน และมักจะเป่าหูให้ลูกไปหาแฟนฝรั่งรวยๆ เพื่อย้ายไปอยู่ต่างประเทศ โดยปรามาสว่าประเทศนี้ไม่มีวันเจริญ แทนที่วันหยุดสุดสัปดาห์จะเป็นการกลับมาพักผ่อนเพื่อชาร์จพลังไปสู้กับงาน กลายเป็นว่าเธอต้องเสียสุขภาพจิตและรับ Toxic กลับไปทำงานทุกสัปดาห์
นอกจากนี้ แม่ยังชอบขุดความหลังในอดีตมาเล่าซ้ำๆ เป็นร้อยเป็นพันครั้งตลอด 10 ปีที่ผ่านมา เป็นเรื่องความทุกข์ระทมในวัยเด็ก ความโกรธแค้นที่มีต่อพ่อซึ่งเสียชีวิตไปแล้ว แม่จะสาปแช่งพ่อทุกครั้งที่นึกถึง ไม่ไปเผาศพ ไม่ให้อภัย และขอให้ตกนรกหมกไหม้ เพราะแค้นที่พ่อทิ้งไปตั้งแต่ลูกยังเล็ก ทัศนคติลบๆ นี้ลามไปถึงญาติพี่น้องและตายาย แม่เล่าว่าตอนเด็กถูกตบตีเฆี่ยนตี ถูกใช้งานหนักในฐานะพี่คนโต ความเกลียดชังมันฝังรากลึกจนแม้ตายายเสียชีวิตไปแล้ว แม่ก็ไม่เคยคิดจะทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้เลย
ความขมขื่นในอดีตหล่อหลอมให้แม่กลายเป็นคนทะเยอทะยานที่มองโลกเป็นศัตรู ตลอดการทำงานครูที่ผ่านมาแม่ไม่มีเพื่อนสนิทเลยสักคน เพราะระแวงว่าทุกคนจะมาเอาเปรียบ และมักจะสอนลูกเสมอว่าห้ามไว้ใจใคร อย่าคบคนไม่รวย และมองว่าผู้ชายทุกคนเลวหมด ถ้าจะแต่งงานก็เพื่อผลประโยชน์เท่านั้น
ลูกสาวเคยพยายามพาแม่ไปหาจิตแพทย์ แต่คำตอบที่ได้คืออาการเหล่านี้มัน "หยั่งรากลึก" มาจากวัยเด็กจนกลายเป็นจิตใต้สำนึกไปแล้ว มันยากเกินกว่าจะแก้ไขในวัยนี้ ส่วนการกล่อมเกลาด้วยธรรมะก็ไม่เป็นผล เพราะแม่มักจะยกข้ออ้างเรื่องสังขาร ปวดหลังปวดเข่า จนไม่ยอมฝึกจิตใจหรือปล่อยวางเรื่องราวในอดีต
ผมฟังแล้วก็ได้แต่แนะนำไปว่า ในเมื่อเราเปลี่ยน "ต้นทาง" อย่างแม่ไม่ได้ สิ่งเดียวที่ทำได้คือการเปลี่ยน "ตัวเรา" เอง ถ้าคำด่าไหนมีเหตุผลก็รับมาปรับปรุง แต่ถ้ามันไร้เหตุผลและรุนแรงเกินไป ก็ทำได้เพียง "เงียบ" และนิ่งเฉยเสีย เพื่อไม่ให้ไฟในใจแม่ลามมาเผาใจเราจนไหม้เกรียมไปมากกว่านี้ครับ