หากพูดถึงอาวุธที่เรียกได้ว่า "บ้าพลัง" ที่สุดของกองทัพนาซีเยอรมันในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 คงไม่มีอะไรจะเกินหน้าเกินตาเจ้า "ชเวเรอร์ กุสตาฟ" (Schwerer Gustav) ปืนใหญ่ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์มนุษยชาติไปได้ มันไม่ใช่แค่ปืน แต่มันคือ "อสูรกายเหล็ก" ที่ถูกสร้างมาเพื่อทำลายล้างทุกอย่างที่ขวางหน้า เรามาทำความรู้จักกับเจ้าสัตว์ประหลาดกระบอกนี้กันครับ
1. จุดกำเนิด: เมื่อกำแพงฝรั่งเศสมันหนาเกินไป
ย้อนกลับไปในช่วงก่อนสงคราม เยอรมนีเจอปัญหาใหญ่คือ "แนวป้องกันมาฌีโน" (Maginot Line) ของฝรั่งเศส ซึ่งเป็นป้อมปราการคอนกรีตที่หนาและแข็งแกร่งที่สุดในยุคนั้น
Adolf Hitler จึงสั่งให้บริษัท Krupp ออกแบบอาวุธที่สามารถเจาะคอนกรีตหนา 7 เมตร หรือเกราะเหล็กหนา 1 เมตรให้ทะลุได้ ผลลัพธ์ที่ได้คือปืนใหญ่ที่ชื่อว่า "ชเวเรอร์ กุสตาฟ" ซึ่งตั้งตามชื่อเจ้าของบริษัทนั่นเอง
ข้อมูลสุดโหดของกุสตาฟ...
น้ำหนักตัว: 1,350 ตัน (หนักเท่ากับรถถัง Tiger I ประมาณ 25 คันรวมกัน)
ความยาวลำกล้อง: 32.5 เมตร (ยาวเกือบเท่าสระว่ายน้ำโอลิมปิก)
ขนาดกระสุน: 800 มม. (ใหญ่พอที่คุณจะลงไปนั่งข้างในลูกปืนได้)
ระยะยิง: ไกลถึง 47 กิโลเมตร
แต่ความใหญ่โตของมันกลายเป็นดาบสองคม เพราะการจะขยับแต่ละทีคือฝันร้ายชัดๆ
ต้องแยกส่วน: กุสตาฟไม่สามารถลากไปทั้งกระบอกได้ ต้องถอดแยกชิ้นส่วนเป็นชิ้นๆ แล้วบรรทุกขึ้นรถไฟไปยังพื้นที่เป้าหมาย
ต้องวางรางคู่: เนื่องจากมันหนักมาก รางรถไฟปกติรับน้ำหนักไม่ไหว ต้องมีการวางรางพิเศษแบบ "รางคู่" เพื่อเคลื่อนย้าย
ใช้คนเป็นกองทัพ: การประกอบปืนและการป้องกันพื้นที่ต้องใช้ทหารและคนงานรวมกว่า 4,000 คน และใช้เวลาประกอบนานถึง 3 สัปดาห์!
ผลงานระดับตำนานที่ "เซวัสโตปอล"...
แม้จะสร้างมาเพื่อถล่มฝรั่งเศส แต่สุดท้ายฝรั่งเศสยอมแพ้ก่อนปืนจะสร้างเสร็จ กุสตาฟจึงถูกส่งไปสมรภูมิโซเวียต ที่เมืองเซวัสโตปอล (Sevastopol) ในปี 1942
ที่นั่น กุสตาฟได้โชว์ความสยองด้วยการยิงกระสุนหนัก 7 ตัน เข้าใส่คลังแสงใต้ดินของโซเวียตที่ลึกถึง 30 เมตร แถมมีคอนกรีตเสริมเหล็กหนาปึ้กกั้นอยู่... ผลคือ คลังแสงนั้นระเบิดกระจุยเป็นผุยผงภายในนัดเดียว!
จุดจบของอสูรกาย...
กุสตาฟยิงไปทั้งหมดประมาณ 48 นัดในสมรภูมินั้น หลังจากนั้นลำกล้องก็เริ่มเสื่อมสภาพ และเมื่อเยอรมนีเริ่มถอยทัพ การจะย้ายปืนยักษ์หนีก็เป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้
สุดท้าย ในปี 1945 เมื่อกองทัพฝ่ายสัมพันธมิตรรุกคืบเข้ามา เยอรมนีจึงตัดสินใจระเบิดทำลายมันทิ้งด้วยตัวเอง เพื่อไม่ให้เทคโนโลยีนี้ตกไปอยู่ในมือศัตรู ทิ้งไว้เพียงเศษเหล็กมหึมาที่เป็นอนุสรณ์ของความทะเยอทะยานที่เกินขอบเขต
สรุป... "ชเวเรอร์ กุสตาฟ" คือปืนใหญ่ที่น่าทึ่ง แต่มันคือความล้มเหลวในเชิงยุทธศาสตร์ เพราะ "ช้า ใหญ่ และสิ้นเปลือง" เกินไปในโลกของสงครามสมัยใหม่ที่ความคล่องตัวคือหัวใจหลัก
#WTFเรื่องเด็ดรอบโลก
✴️"ชเวเรอร์ กุสตาฟ" (Schwerer Gustav) ปืนใหญ่ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์
1. จุดกำเนิด: เมื่อกำแพงฝรั่งเศสมันหนาเกินไป
ย้อนกลับไปในช่วงก่อนสงคราม เยอรมนีเจอปัญหาใหญ่คือ "แนวป้องกันมาฌีโน" (Maginot Line) ของฝรั่งเศส ซึ่งเป็นป้อมปราการคอนกรีตที่หนาและแข็งแกร่งที่สุดในยุคนั้น
Adolf Hitler จึงสั่งให้บริษัท Krupp ออกแบบอาวุธที่สามารถเจาะคอนกรีตหนา 7 เมตร หรือเกราะเหล็กหนา 1 เมตรให้ทะลุได้ ผลลัพธ์ที่ได้คือปืนใหญ่ที่ชื่อว่า "ชเวเรอร์ กุสตาฟ" ซึ่งตั้งตามชื่อเจ้าของบริษัทนั่นเอง
ข้อมูลสุดโหดของกุสตาฟ...
น้ำหนักตัว: 1,350 ตัน (หนักเท่ากับรถถัง Tiger I ประมาณ 25 คันรวมกัน)
ความยาวลำกล้อง: 32.5 เมตร (ยาวเกือบเท่าสระว่ายน้ำโอลิมปิก)
ขนาดกระสุน: 800 มม. (ใหญ่พอที่คุณจะลงไปนั่งข้างในลูกปืนได้)
ระยะยิง: ไกลถึง 47 กิโลเมตร
แต่ความใหญ่โตของมันกลายเป็นดาบสองคม เพราะการจะขยับแต่ละทีคือฝันร้ายชัดๆ
ต้องแยกส่วน: กุสตาฟไม่สามารถลากไปทั้งกระบอกได้ ต้องถอดแยกชิ้นส่วนเป็นชิ้นๆ แล้วบรรทุกขึ้นรถไฟไปยังพื้นที่เป้าหมาย
ต้องวางรางคู่: เนื่องจากมันหนักมาก รางรถไฟปกติรับน้ำหนักไม่ไหว ต้องมีการวางรางพิเศษแบบ "รางคู่" เพื่อเคลื่อนย้าย
ใช้คนเป็นกองทัพ: การประกอบปืนและการป้องกันพื้นที่ต้องใช้ทหารและคนงานรวมกว่า 4,000 คน และใช้เวลาประกอบนานถึง 3 สัปดาห์!
ผลงานระดับตำนานที่ "เซวัสโตปอล"...
แม้จะสร้างมาเพื่อถล่มฝรั่งเศส แต่สุดท้ายฝรั่งเศสยอมแพ้ก่อนปืนจะสร้างเสร็จ กุสตาฟจึงถูกส่งไปสมรภูมิโซเวียต ที่เมืองเซวัสโตปอล (Sevastopol) ในปี 1942
ที่นั่น กุสตาฟได้โชว์ความสยองด้วยการยิงกระสุนหนัก 7 ตัน เข้าใส่คลังแสงใต้ดินของโซเวียตที่ลึกถึง 30 เมตร แถมมีคอนกรีตเสริมเหล็กหนาปึ้กกั้นอยู่... ผลคือ คลังแสงนั้นระเบิดกระจุยเป็นผุยผงภายในนัดเดียว!
จุดจบของอสูรกาย...
กุสตาฟยิงไปทั้งหมดประมาณ 48 นัดในสมรภูมินั้น หลังจากนั้นลำกล้องก็เริ่มเสื่อมสภาพ และเมื่อเยอรมนีเริ่มถอยทัพ การจะย้ายปืนยักษ์หนีก็เป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้
สุดท้าย ในปี 1945 เมื่อกองทัพฝ่ายสัมพันธมิตรรุกคืบเข้ามา เยอรมนีจึงตัดสินใจระเบิดทำลายมันทิ้งด้วยตัวเอง เพื่อไม่ให้เทคโนโลยีนี้ตกไปอยู่ในมือศัตรู ทิ้งไว้เพียงเศษเหล็กมหึมาที่เป็นอนุสรณ์ของความทะเยอทะยานที่เกินขอบเขต
สรุป... "ชเวเรอร์ กุสตาฟ" คือปืนใหญ่ที่น่าทึ่ง แต่มันคือความล้มเหลวในเชิงยุทธศาสตร์ เพราะ "ช้า ใหญ่ และสิ้นเปลือง" เกินไปในโลกของสงครามสมัยใหม่ที่ความคล่องตัวคือหัวใจหลัก
#WTFเรื่องเด็ดรอบโลก