ดูข่าวแล้ว เห็นสื่อ มีความเห็นหลากหลายมาก การวิจารณ์สังคม การวิจารณ์คนอื่น การวิจารณ์ตนเอง (Self-criticism) ลองมามองสิ่งที่อยู่รอบตัวกัน สื่อไทย มี Self-criticism สูง จะบอกว่าเป็นข้อดี-ข้อเสียของคนไทย?
Self-criticism ในความหมายเชิงจิตวิทยา
Self-criticism is the act of harshly judging your own actions, thoughts, and perceived flaws, often involving negative self-talk, perfectionism, and feelings of inadequacy, stemming from early experiences but persisting through current beliefs, impacting mental health and leading to anxiety, depression, and low self-esteem, though constructive self-evaluation for improvement is healthy, unlike the harmful, punitive kind.
การวิจารณ์ตัวเอง (Self-criticism) คือการตัดสินการกระทำ ความคิด และข้อบกพร่องของตนเองอย่างรุนแรง มักมาพร้อมกับการพูดตำหนิตัวเองในใจ ความสมบูรณ์แบบเกินไป และความรู้สึกว่าตนเองไม่ดีพอ ซึ่งมักมีรากมาจากประสบการณ์ในวัยต้น แต่ยังคงดำรงอยู่ผ่านความเชื่อและความคิดในปัจจุบัน ส่งผลกระทบต่อสุขภาพจิต ทำให้เกิดความวิตกกังวล ภาวะซึมเศร้า และความรู้สึกด้อยคุณค่าในตนเอง อย่างไรก็ตาม การประเมินตนเองอย่างสร้างสรรค์เพื่อการพัฒนาเป็นสิ่งที่ดี แตกต่างจากการวิจารณ์ตัวเองในเชิงลงโทษที่ก่อให้เกิดโทษมากกว่าเป็นประโยชน์
ความหมายของ “การวิจารณ์ตัวเอง” ในบริบทการเมืองและสื่อไทย
การวิจารณ์ตัวเองของสังคมไทย คือการที่คนไทย สื่อไทย หรือปัญญาชนไทย ตัดสินการกระทำของประเทศตัวเองอย่างรุนแรงในที่สาธารณะ มองข้อผิดพลาดเป็นความล้มเหลวทางศีลธรรม มากกว่าจะเป็นปัญหาที่ต้องแก้ มันมีทั้งด้านที่ดี และด้านที่เป็นพิษ
สื่อไทย นักการเมือง นักวิชาการ นิสัยคนไทย มี self-criticism สูง เสียงดัง (ดราม่าเยอะด้วย?)
ประเทศไทย: การวิพากษ์-วิจารณ์ตัวเองที่มีเสียงดังผิดปกติ
ประเทศไทยมีลักษณะเด่นคือ
- การวิจารณ์กันในชีวิตประจำวันอย่างเปิดเผยมาก (รายการทอล์กโชว์, social media, …)
- ความกังวลต่อภาพลักษณ์ในสายตานานาชาติอยู่ตลอดเวลา
- นิสัยชอบโต้เถียงกันเองในที่สาธารณะ
- การมีหลาย narrative อยู่พร้อมกันในเวลาเดียวกัน
เมื่อเกิดความขัดแย้ง
- บางคนสนับสนุนรัฐ
- บางคนคัดค้านรัฐ
- บางคนกังวลว่า “โลกจะมองเราอย่างไร”
รูปแบบความคิดแบบ 3 layer นี้ พบได้ไม่บ่อยในประเทศอื่น
ลองไปเทียบกับประเทศอื่นกัน
- ไทยวิพากษ์-วิจารณ์กันเองภายใน เสียงดังมาก, วิจารณ์กันเองก่อนที่คนอื่นจะมาวิจารณ์เราอีก, sensitive มากกับความเห็นจากโลกภายนอก
- เกาหลีใต้ จะคล้ายกับไทย self-criticism สูง เสียงดัง วิพากษ์-วิจารณ์กัน แต่จะเป็นเสียงเดียวกัน เมื่อต้องเผชิญกับโลกภายนอก “We can fight each other, but not in front of foreigners.”
- ญี่ปุ่น มี self-criticism สูง แต่จะเป็นเรื่องภายใน แสดงออกมาเป็น unity ออกไปทางเดียว Public harmony > open debate, Shame replaces argument. จะเห็นการลาออกของ รัฐมนตรี นักการเมือง…
- อเมริกา มีการวิพากษ์-วิจารณ์อยู่ แต่เป็นการวิจารณ์ที่แตกขั้วสูง เป็นแบบแบ่งพวก และมักถูกใช้เป็นอาวุธ ไม่ใช่เพื่อทบทวนศีลธรรมหรือความถูกผิด แต่เพื่อช่วงชิงอำนาจ แบ่งเป็นพวก? ตั้งให้คนอื่นเป็น axis of evil, rogue state, human trafficking ... อเมริกาเป็น The free country, The international community ... ใช้ moral-ideological tribalism เราตั้งกฏ-เราตัดสินคนอื่น-เรายกเว้นตัวเราเอง 'We define the rules - we judge the others - we exempt ourselves'
- EU จะวิพากษ์-วิจารณ์องค์กร... ศาล... less emotional, less identity-based ไม่มาถามหรอกว่า โลกจะมองเราอย่างไร
- จีน public self-criticism ไม่อนุญาต เป็นเรื่องภายใน ความกลมเกลียว มากกว่า การมาถกเถียง
ไทย ทำไมถึงแตกต่าง?
1. รูปแบบการคิด (cognitive style) = การมองหลายมุม (multi-perspective) คนไทยโดยธรรมชาติ: สามารถยอมรับความคิดที่ขัดแย้งกันได้ในเวลาเดียวกัน, ถกเถียงได้ทั้งสองฝ่าย, มักหลีกเลี่ยงการยืนจุดยืนแบบสุดโต่งหรือเด็ดขาด นำไปสู่ ‘การตั้งคำถามกับตัวเองอยู่ตลอดเวลา’
2. เป็นเอกราช ไม่ได้ตกไปเป็นเมืองขึ้นใคร แต่มักโดนจ้องมองด้วยกลุ่มอำนาจภายนอก, mindset ของไทย คือ ‘ระมัดระวัง-ปรับตัว-ไม่รุกรานใคร' (don't offend the world)
3. ความเป็นเมืองพุทธ คำถามเกี่ยวกับศีลธรรม ไม่ใช่แค่ถูกกฏหมาย
4. วัฒนธรรม open speech แต่ไม่ค่อยนำไปสู่อะไร? ถกเถียงกันไม่จบไม่สิ้น?
ทำไมประเทศอื่น ถึงดูเหมือนสามัคคีกันมากกว่า?
ประโยคนี้จะเข้าได้ดีกับคนไทยหรือเปล่า?
‘ประเทศไทย มี self-criticism วิพากษ์-วิจารณ์กันเอง เสียงดัง เพราะเราไม่เคยเลือกให้ชัดว่าจะเอาความกลมเกลียว อำนาจ หรือศีลธรรม เราเลยปล่อยให้ทั้งสามอย่างเถียงกันไปพร้อมๆ กัน’
อาจดูวุ่นวาย แต่ก็เป็นเหตุผลที่สังคมไทยยังคงยืดหยุ่น ปรับตัวเก่ง และยากจะถูกควบคุมได้อย่างเบ็ดเสร็จ
พอมาช่วงเดือนธันวาคม มีรายการทีวี สื่อทุกสำนัก นักการเมือง นักวิชาการ สื่อ social …
GBC กับแค่ข้อเดียวไหม?
- ข้อตกลงใน Joint Decoration … 4 ข้อ
- ข้อเสนอไทย 3 ข้อ
ลดให้เหลือข้อเดียวก็ได้
‘เขมรต้องออกไปจากพื้นที่ของไทยทั้งหมด ถอยลงไปจากแนวเขาพนมดงรัก ไม่ต้องกลับขึ้นมาอีก’
เขมรจะโทรไปหาใคร? อเมริกา จีน ฝรั่งเศษ, จะมีใครติดต่อประสานเข้ามา
ถ้าอยากได้ REAL peace — not FAKE peace
ลองศึกษาลุง Trump หน่อยก็ได้ อย่าไปหน่อมแน้มเลย ถ้าไม่ได้ภาพรวมว่า เขมรออกไปจากพื้นที่ของไทย ยังต้องมีปฏิบัติการที่ไหนอีก ก็ทำไป!
รัสเซีย-ยูเครน เจรจา 3 ปี อิสราเอล-ฮามาส 2 ปี การเจรจาครั้งเดียว จบที่ไหนละ? (ไทยโดนเบี้ยวมากี่ครั้งแล้ว?)
Trump กับหนังสือ The Art of the Deal
'สไตล์การต่อรองของผมค่อนข้างเรียบง่ายและตรงไปตรงมา ผมตั้งเป้าไว้สูงมาก และจากนั้นผมก็จะคอยดันและดันเพื่อให้ได้สิ่งที่ต้องการ บางทีผมก็ยอมรับข้อเสนอที่ต่ำกว่าที่อยากได้ แต่ในกรณีส่วนใหญ่ผมมักจะลงเอยได้สิ่งที่ต้องการนั่นแหละ'
in process / in progress อยู่!
เอาพื้นที่กลับคืนให้ได้ 100%? เขมรเคยรุกราน อย่าให้ขาดตกอะไรอีก เพื่อเป็นข้ออ้างการคงอยู่ ประวัติก็มีแล้ว
ขาดตกที่จุดไหนก็ทำไป!
- น่าจะช่วยกันสื่อสาร ย้ำๆ ออกไป ว่า โดยภูมิศาสตร์ ไทยเป็นพื้นที่สูง กัมพูชาเป็นพื้นที่ต่ำ (ไม่ได้ดูแคลน) การที่มีปัญหาชายแดน ก็มีแต่เขมรที่ปีนขึ้นมา แล้วใครเป็นผู้รุกรานกัน?
- ไทยก็ยังคงทำตาม Joint Decoration อย่างแน่วแน่ด้วย เรื่องปราบ scammer จะเข้าไปถล่มคาสิโน scammer เขมรให้ นานาชาติชี้เป้ามาให้ได้เลย เขมรใช้เป็นศูนย์บัญชาการ ฐานโจมตี คลังอาวุธ ทำภารกิจเพื่อสันติภาพโลก? เขมรเป็น rogue state ตามนิยามแล้วหรือยัง? ศูนย์กลาง scammer, call center โลก องค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ หลอกลวง-ทารุณกรรมแรงงาน ตัดขายอวัยวะ
- ป้องกันความเสียหายจากการโดนหลอกลวง หยุดเงินที่โดนดูดออกไปทุกวัน ทุกเดือน ทุกปี ตัดท่อน้ำเลี้ยง ทำลายรัง scammer ตั้งแต่วันนี้?
สื่อไทยกับการนำเสนอข่าว & GBC กับแค่ข้อเดียว?
ไทย ทำไมถึงแตกต่าง?
1. รูปแบบการคิด (cognitive style) = การมองหลายมุม (multi-perspective) คนไทยโดยธรรมชาติ: สามารถยอมรับความคิดที่ขัดแย้งกันได้ในเวลาเดียวกัน, ถกเถียงได้ทั้งสองฝ่าย, มักหลีกเลี่ยงการยืนจุดยืนแบบสุดโต่งหรือเด็ดขาด นำไปสู่ ‘การตั้งคำถามกับตัวเองอยู่ตลอดเวลา’
2. เป็นเอกราช ไม่ได้ตกไปเป็นเมืองขึ้นใคร แต่มักโดนจ้องมองด้วยกลุ่มอำนาจภายนอก, mindset ของไทย คือ ‘ระมัดระวัง-ปรับตัว-ไม่รุกรานใคร' (don't offend the world)
3. ความเป็นเมืองพุทธ คำถามเกี่ยวกับศีลธรรม ไม่ใช่แค่ถูกกฏหมาย
4. วัฒนธรรม open speech แต่ไม่ค่อยนำไปสู่อะไร? ถกเถียงกันไม่จบไม่สิ้น?
ทำไมประเทศอื่น ถึงดูเหมือนสามัคคีกันมากกว่า?
ประโยคนี้จะเข้าได้ดีกับคนไทยหรือเปล่า?
GBC กับแค่ข้อเดียวไหม?
ลดให้เหลือข้อเดียวก็ได้
ลองศึกษาลุง Trump หน่อยก็ได้ อย่าไปหน่อมแน้มเลย ถ้าไม่ได้ภาพรวมว่า เขมรออกไปจากพื้นที่ของไทย ยังต้องมีปฏิบัติการที่ไหนอีก ก็ทำไป!
'สไตล์การต่อรองของผมค่อนข้างเรียบง่ายและตรงไปตรงมา ผมตั้งเป้าไว้สูงมาก และจากนั้นผมก็จะคอยดันและดันเพื่อให้ได้สิ่งที่ต้องการ บางทีผมก็ยอมรับข้อเสนอที่ต่ำกว่าที่อยากได้ แต่ในกรณีส่วนใหญ่ผมมักจะลงเอยได้สิ่งที่ต้องการนั่นแหละ'