ตั้งแต่เด็ก ฉันเป็นคนที่มักถูกมองข้าม
ฉันไม่มีพ่อ ไม่มีแม่
แต่โชคดีที่มีป้าซึ่งเป็นพี่สาวของแม่ รับฉันไปเลี้ยงตั้งแต่อายุเพียงหกเดือน
และมีลุงเขย สามีของป้า ที่ดูแลฉันเหมือนลูกแท้ ๆ
ลุงอาจดูดุ พูดแรงบ้าง
แต่ลึก ๆ แล้วแกเป็นคนที่รักฉันมาก
ป้าก็เช่นกัน รักฉันมาก
เพียงแต่เป็นคนปากแข็ง กว่าจะพูดคำว่ารักออกมาได้ไม่ง่ายเลย
เมื่อฉันโตขึ้น ฉันเริ่มเปลี่ยน
ดื้อ เถียง อารมณ์ร้อน
ฉันเลือกดื้อดึงเข้ามาทำงานในกรุงเทพฯ
ทั้งที่ยังไม่เข้าใจว่าชีวิตจริงนั้นโหดกว่าที่คิด
ชีวิตในเมืองใหญ่ไม่เคยง่าย
ฉันเจอทั้งการหักหลัง
ถูกทำร้ายจิตใจจากคนที่ไว้ใจ
และเมื่อมีความรัก
ฉันกลับตัดสินใจผิดพลาดที่สุดในชีวิต
ด้วยการเป็นมือที่สามของใครบางคน
ตลอดเวลานั้น ฉันไม่เคยมีความสุขเลย
มันมีแต่ความรู้สึกผิด ความทุกข์ใจ
และการพยายามซื่อสัตย์กับความรู้สึกของตัวเอง
สุดท้าย ทุกอย่างก็ไปไม่รอด
เราต้องเลิกกัน
ฉันกลับมาเริ่มต้นชีวิตการทำงานในกรุงเทพฯอีกครั้ง
ในสภาพที่เคว้งคว้างที่สุดในชีวิต
ไม่รู้ว่าควรเดินไปทางไหน
เมื่อเริ่มงานใหม่ ฉันคิดว่าชีวิตคงจะดีขึ้น
แต่กลับพบว่า
การเป็นผู้ใหญ่นั้นยากกว่าตอนเป็นเด็กหลายเท่า
ฉันเป็นแม่คน
พ่อของลูกเลือกจะเดินจากไป
แต่ฉันทิ้งลูกไม่ได้
ขณะเดียวกัน แม่ก็แก่ชราลงทุกวัน
ภาระในชีวิตเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ
โดยไม่มีใครรอให้เราพร้อม
แม้จะยังมีไฟในการทำงาน
แต่การทำงานไม่เคยสงบสุข
เมื่อเราทำงานดี ก็ย่อมมีคนอิจฉา
ใส่ร้าย ป้ายสี และแย่งงาน
ฉันยังจำคำพูดของพี่คนหนึ่งที่เคยทำงานด้วยกันได้เสมอ
“ทุกอย่างมันขึ้นอยู่กับผลประโยชน์”
และมันก็จริง
แม้แต่คนที่เคยคิดว่าเป็นเพื่อนสนิท
ไม่นานนัก ชีวิตเหมือนจะดิ่งลงเรื่อย ๆ
งานที่ใหม่ก็ไม่ต่างจากเดิม
จนฉันต้องตัดสินใจย้ายไปทำงานต่างจังหวัด
วันนี้ เงินที่มีก็น้อยลงทุกที
แถมยังเป็นเงินที่ยืมพี่มา
ปัญหารุมเร้าจนบางครั้งไม่รู้จะหาทางออกอย่างไร
จะกลับบ้านก็ทำไม่ได้
เพราะก่อนหน้านี้ฉันเคยดื้อและทะเลาะกับแม่แท้ ๆ ของตัวเอง
จากการตัดสินใจเดินมาทางนี้
ฉันหันหลังกลับไม่ได้
แต่ก็ยังไม่รู้ว่าจะเดินต่อไปทางไหน
บันทึกของคนที่กลับบ้านไม่ได้ และไปต่อก็ไม่รู้ทาง”
ฉันไม่มีพ่อ ไม่มีแม่
แต่โชคดีที่มีป้าซึ่งเป็นพี่สาวของแม่ รับฉันไปเลี้ยงตั้งแต่อายุเพียงหกเดือน
และมีลุงเขย สามีของป้า ที่ดูแลฉันเหมือนลูกแท้ ๆ
ลุงอาจดูดุ พูดแรงบ้าง
แต่ลึก ๆ แล้วแกเป็นคนที่รักฉันมาก
ป้าก็เช่นกัน รักฉันมาก
เพียงแต่เป็นคนปากแข็ง กว่าจะพูดคำว่ารักออกมาได้ไม่ง่ายเลย
เมื่อฉันโตขึ้น ฉันเริ่มเปลี่ยน
ดื้อ เถียง อารมณ์ร้อน
ฉันเลือกดื้อดึงเข้ามาทำงานในกรุงเทพฯ
ทั้งที่ยังไม่เข้าใจว่าชีวิตจริงนั้นโหดกว่าที่คิด
ชีวิตในเมืองใหญ่ไม่เคยง่าย
ฉันเจอทั้งการหักหลัง
ถูกทำร้ายจิตใจจากคนที่ไว้ใจ
และเมื่อมีความรัก
ฉันกลับตัดสินใจผิดพลาดที่สุดในชีวิต
ด้วยการเป็นมือที่สามของใครบางคน
ตลอดเวลานั้น ฉันไม่เคยมีความสุขเลย
มันมีแต่ความรู้สึกผิด ความทุกข์ใจ
และการพยายามซื่อสัตย์กับความรู้สึกของตัวเอง
สุดท้าย ทุกอย่างก็ไปไม่รอด
เราต้องเลิกกัน
ฉันกลับมาเริ่มต้นชีวิตการทำงานในกรุงเทพฯอีกครั้ง
ในสภาพที่เคว้งคว้างที่สุดในชีวิต
ไม่รู้ว่าควรเดินไปทางไหน
เมื่อเริ่มงานใหม่ ฉันคิดว่าชีวิตคงจะดีขึ้น
แต่กลับพบว่า
การเป็นผู้ใหญ่นั้นยากกว่าตอนเป็นเด็กหลายเท่า
ฉันเป็นแม่คน
พ่อของลูกเลือกจะเดินจากไป
แต่ฉันทิ้งลูกไม่ได้
ขณะเดียวกัน แม่ก็แก่ชราลงทุกวัน
ภาระในชีวิตเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ
โดยไม่มีใครรอให้เราพร้อม
แม้จะยังมีไฟในการทำงาน
แต่การทำงานไม่เคยสงบสุข
เมื่อเราทำงานดี ก็ย่อมมีคนอิจฉา
ใส่ร้าย ป้ายสี และแย่งงาน
ฉันยังจำคำพูดของพี่คนหนึ่งที่เคยทำงานด้วยกันได้เสมอ
“ทุกอย่างมันขึ้นอยู่กับผลประโยชน์”
และมันก็จริง
แม้แต่คนที่เคยคิดว่าเป็นเพื่อนสนิท
ไม่นานนัก ชีวิตเหมือนจะดิ่งลงเรื่อย ๆ
งานที่ใหม่ก็ไม่ต่างจากเดิม
จนฉันต้องตัดสินใจย้ายไปทำงานต่างจังหวัด
วันนี้ เงินที่มีก็น้อยลงทุกที
แถมยังเป็นเงินที่ยืมพี่มา
ปัญหารุมเร้าจนบางครั้งไม่รู้จะหาทางออกอย่างไร
จะกลับบ้านก็ทำไม่ได้
เพราะก่อนหน้านี้ฉันเคยดื้อและทะเลาะกับแม่แท้ ๆ ของตัวเอง
จากการตัดสินใจเดินมาทางนี้
ฉันหันหลังกลับไม่ได้
แต่ก็ยังไม่รู้ว่าจะเดินต่อไปทางไหน