ญี่ปุ่นเพิ่งทำลายระบบการเงินโลก
เผยแพร่: 18 ธ.ค. 2568 08:40 ปรับปรุง: 18 ธ.ค. 2568 08:40
โดย: ผู้จัดการออนไลน์
ปรัชญาการทำงานแบบ “เจแปนเวย์” ผ่านมุมมองของผู้บริหารชาวไทย
ซึ่งผ่านประสบการณ์ทำงานกับชาวญี่ปุ่นมานานกว่า 10 ปี....โดย ดร.ธนศักดิ์ วหาวิศาล
ที่ปรึกษาคณะกรรมการบริหาร บริษัทอิเดมิตสึ อพอลโล (ประเทศไทย) จำกัด
ผมทำงานด้านเศรษฐกิจและการเงินมากว่า 40 ปี ผ่านวิกฤตต้มยำกุ้ง 1997 ผ่านวิกฤต Subprime 2008
ผ่านยุคดอกเบี้ยศูนย์ของญี่ปุ่นยาวนาน 30 ปี
แต่... สิ่งที่เกิดขึ้นภายในเดือนพฤศจิกายน–ธันวาคม 2025 นี้คือเหตุการณ์ที่ผมกล้าพูดเลยว่า เขย่าระบบการเงินโลก
แรงที่สุดในรอบหลายทศวรรษ สิ่งที่เปลี่ยนเกมคือเพียง “ตัวเลขเดียว” อัตราดอกเบี้ยพันธบัตรรัฐบาลญี่ปุ่น (JGB) อายุ 20 ปี
พุ่งขึ้นแตะ 2.75% สูงที่สุดในประวัติศาสตร์ญี่ปุ่นยุคใหม่
ตัวเลข 2.75% นี้…คือการประกาศจบยุคทอง 30 ปีของดอกเบี้ยศูนย์ ญี่ปุ่นมีหนี้สาธารณะสูงที่สุดในโลก ประมาณ263%
ของ GDP ถือมูลค่า 10.2 ล้านล้านดอลลาร์ ประเทศสามารถอยู่รอดได้มาตลอดเพราะ “สูตรลับ” เพียงข้อเดียว คือดอกเบี้ย = 0
แต่วันนี้…สูตรนั้นพังแล้ว เพียงแค่ดอกเบี้ยขยับจาก 0 ขึ้นเป็น 2.75% ต้นทุนดอกเบี้ยของรัฐบาลกระโดดจาก
162,000 ล้านดอลลาร์ เป็น 280,000 ล้านดอลลาร์ ภายในสิบปี ซึ่งเท่ากับ 38% ของรายได้รัฐบาลญี่ปุ่น
จะถูกใช้ไปกับดอกเบี้ยเพียงอย่างเดียว ไม่เคยมีประเทศใดในประวัติศาสตร์รอดจากระดับนี้ โดยไม่ล้มสภาพคล่อง
หรือไม่เข้าสู่ภาวะเงินเฟ้อขั้นรุนแรง
และในตำราเศรษฐศาสตร์ สิ่งนี้เรียกว่า
“ The Point of No Return ”
เงินญี่ปุ่นกำลังไหลกลับบ้าน และมันจะกระแทกโลกทั้งใบ ญี่ปุ่นคือประเทศเจ้าหนี้อันดับหนึ่งของโลก
ถือสินทรัพย์ต่างประเทศรวม 3.2 ล้านล้านดอลลาร์ รวมถึงพันธบัตรสหรัฐ 1.13 ล้านล้านดอลลาร์
ทำไมญี่ปุ่นซื้อสินทรัพย์ต่างประเทศ เพราะ JGB ให้ดอก 0% แต่วันนี้ JGB อายุยาวให้ผลตอบแทน 2.75%
หมายความว่า “
ความจำเป็นในการลงทุนต่างประเทศ” หายไปทันที และเมื่อหักต้นทุนป้องกันความเสี่ยงค่าเงิน
(hedging cost) การถือสินทรัพย์ต่างชาติกลายเป็น ขาดทุนตามคณิตศาสตร์
รัฐบาลและกองทุนญี่ปุ่นจึง “จำเป็นต้องดึงเงินกลับประเทศ”ไม่ใช่ทางเลือกอีกต่อไป คาดการณ์ว่า เงินประมาณ 500,000
ล้านดอลลาร์จะหายไปจากตลาดโลกภายใน 18 เดือน นี่คือการดูดสภาพคล่องระดับโลกครั้งใหญ่ที่สุดตั้งแต่ยุค 1990
Yen Carry Trade คือระเบิดเวลา 1.2 ล้านล้านดอลลาร์ที่กำลังทำงาน ตลอด 30 ปีที่ผ่านมา นักลงทุนทั่วโลกใช้กลยุทธ์
“กู้เยนดอกต่ำ นำไปลงหุ้น ตลาดเกิดใหม่ คริปโต” ผลคือเม็ดเงิน carry trade ขยายใหญ่ถึง 1.2 ล้านล้านดอลลาร์
แต่ เมื่อปัจจุบันดอกเบี้ยญี่ปุ่นขึ้น ค่าเงินเยนก็จะแข็ง ต้นทุนกู้สูงขึ้นและผลตอบแทนสินทรัพย์เสี่ยงลดลง ผลลัพธ์คือ
การชำระบัญชี (forced liquidation) ถูกบังคับเกิดขึ้นจริง หลายกองทุนต้องขายสินทรัพย์ทั่วโลกเพื่อนำเงินคืน สิ่งนี้คือ
“โดมิโนตัวแรก” ของปี 2025 ที่ทุกคนกังวล
ในขณะเดียวกัน ญี่ปุ่นพิมพ์เงินแก้ปัญหาไม่ได้เหมือนเมื่อก่อน BOJ อยู่ในมุมตันที่สุดในรอบหลายสิบปีเพราะถ้าพิมพ์เงินเยอะ
เงินเยนก็จะอ่อนตัว ทำให้การนำเข้าแพง สิ่งที่ตามมาคือเงินเฟ้อพุ่ง แต่ถ้าญี่ปุ่นไม่พิมพ์เงิน ดอกเบี้ยก็จะสูง ทำให้ไม่สามารถ
แบกหนี้สาธารณะได้ นี่คือกับดักที่เรียกว่า Debt–Currency Spiral
ญี่ปุ่นไม่เคยติดกับดักนี้มาก่อนในประวัติศาสตร์ วันนี้เป็นครั้งแรก และโลกกำลังจับตามองเพราะญี่ปุ่น คือ
“สมอถ่วงอัตราดอกเบี้ยโลก” มาตลอด 30 ปี
สมอที่ถ่วงดอกเบี้ยโลก ได้พังลงแล้ว ดอกเบี้ยโลกตั้งแต่ปี 1995 ถูกกำหนดโดย “เงาของญี่ปุ่น” โลกเชื่อมาตลอดว่า
“ญี่ปุ่นจะดอกเบี้ยเป็นศูนย์ตลอดไป” แต่ วันนี้สมมติฐานนั้นได้ตายลงแล้วอย่างเป็นทางการ
ผลกระทบคือระบบการเงินโลกต้อง Reset ใหม่ทั้งโครงสร้าง สิ่งที่เคยทำให้ตลาดหุ้นพุ่ง สิ่งที่เคยทำให้เงินไหลเข้า
สินทรัพย์เสี่ยง สิ่งที่เคยทำให้ต้นทุนกู้ถูก และสิ่งที่เคยทำให้รัฐบาลโลกพึ่งหนี้ราคาถูกได้ กำลังจบลงพร้อมกับการตื่นขึ้นของดอกเบี้ยญี่ปุ่น
แล้วสิ่งนี้ “แปลว่าอะไร” สำหรับคนทั่วไปและนักลงทุน โลกจะเข้าสู่ยุคดอกเบี้ยสูงยาว เพราะญี่ปุ่นไม่กด yield โลกให้ต่ำอีกต่อไป
ความผันผวนของตลาดจะรุนแรงที่สุดนับจากปี 2008 ทั้งหุ้น ตราสารหนี้ คริปโต เงินสกุล EM จะสั่นสะเทือน พอร์ตที่ใช้หนี้
หรือเลเวอเรจ จะพังง่ายที่สุด เพราะดอกเบี้ยใหม่ทำให้ต้นทุนท่วมทันที
ตลาดจะหาสมดุลใหม่ที่ไม่มี “ญี่ปุ่นช่วยพยุง” อีกต่อไป สภาพคล่องโลกหายไป 500,000 ล้านดอลลาร์ นักลงทุนต้องเปลี่ยน
mindset ใหม่ทั้งหมด ยุค “ซื้อทุกดิปแล้วรวย” จบแล้ว ยุค “ดอกเบี้ยศูนย์” จบแล้ว ยุค “Carry trade” จบแล้ว
นี่ไม่ใช่วิกฤตปกติ มันคือ การสิ้นสุดของยุคหนึ่ง และเป็น การเปิดฉากของยุคใหม่ที่โหดกว่าเดิม ผมอยากบอกทุกคนว่า
“เตรียมตัว” หรือ “เป็นเหยื่อ” เลือกได้แค่สองอย่าง ทางเลือกกลาง ๆ ไม่มีแล้ว
เพราะสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้น ไม่ได้กระทบแค่ตลาดเงิน
มันกระทบ “ชีวิตจริง” ของเราแทบทุกคน ตั้งแต่ค่าครองชีพ เงินเกษียณ
ไปจนถึงความมั่นคงของระบบเศรษฐกิจประเทศต่าง ๆ ปี 2025–2026 จะเป็นบททดสอบว่า ใครเข้าใจ “สัญญาณเปลี่ยนยุค”
ก่อนคนอื่น และใครจะเตรียมใจ เตรียมพอร์ต พร้อมยืนอยู่บนโลกใบใหม่ให้มั่นคงที่สุด
“ ตลาดไม่เคยใจร้าย — มันแค่ไม่รอคนที่ไม่ยอมปรับตัว ”
https://mgronline.com/japan/detail/9680000120153
เจาะลึกหายนะ Yen Carry Trade เมื่อเงินเยนแข็งค่า หุ้น ทอง และคริปโตจะดิ่งเหวหรือไม่? | The Shortkey
จุดสิ้นสุดของระบบ เยน แครี่ เทรด และ บริษัทซอมบี้
Yen Carry Trade (เยนแครี่เทรด) คืออะไร
[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้Yen Carry Trade (เยนแครี่เทรด)
คือกลยุทธ์การลงทุนโดยการกู้เงินเยน (JPY) ที่มีดอกเบี้ยต่ำมากในญี่ปุ่น แล้วนำเงินนั้น
ไปแลกเป็นสกุลเงินอื่น (เช่น USD, AUD) หรือลงทุนในสินทรัพย์ที่มีผลตอบแทนสูงกว่า
เช่น หุ้น ทองคำ เพื่อกินส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยและกำไรจากส่วนต่างอัตราแลกเปลี่ยน
ซึ่งกลยุทธ์นี้เคยได้รับความนิยมมาก แต่ปัจจุบันกำลังเผชิญความเสี่ยงและอาจถึงจุดสิ้นสุด (Unwind)
เนื่องจากธนาคารกลางญี่ปุ่นเริ่มส่งสัญญาณขึ้นดอกเบี้ย ทำให้เยนแข็งค่าขึ้นและนักลงทุนต้องรีบปิดสถานะ
(ขายเยนเพื่อคืนทุน) ส่งผลกระทบต่อตลาดสินทรัพย์เสี่ยงทั่วโลก.
หลักการทำงานของ Yen Carry Trade
กู้ยืม: นักลงทุนกู้เงินเยนจากญี่ปุ่นในอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำมาก (เช่น 0.1%).
ลงทุน: นำเงินเยนที่ได้ไปแลกเป็นสกุลเงินที่ให้ดอกเบี้ยสูงกว่า (เช่น ดอลลาร์สหรัฐฯ ที่ดอกเบี้ย 4.25%) แล้วนำไปลงทุนในพันธบัตรหรือหุ้น.
กำไร: รับส่วนต่างดอกเบี้ย (เช่น 4.15% ต่อปี) และกำไรจากผลตอบแทนสินทรัพย์ที่ลงทุน.
ปัจจัยที่ทำให้กลยุทธ์นี้ "ร้อนแรง" (ในอดีต)
ดอกเบี้ยต่ำมาก: ธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) รักษาดอกเบี้ยต่ำมานาน ทำให้ต้นทุนการกู้ยืมเยนถูกมาก.
สินทรัพย์เสี่ยง (Risk-on): เมื่อเศรษฐกิจโลกดี นักลงทุนกล้าเสี่ยง ก็นำเงินเยนไปลงทุนในสินทรัพย์อื่น ๆ ได้.
การเปลี่ยนแปลงและจุดจบที่ใกล้เข้ามา
BOJ ขึ้นดอกเบี้ย: BOJ เริ่มส่งสัญญาณและปรับขึ้นดอกเบี้ย เพื่อควบคุมเงินเยนอ่อนค่า.
เยนแข็งค่า (Yen Strengthening): เมื่อดอกเบี้ยญี่ปุ่นเริ่มสูงขึ้น ส่วนต่างดอกเบี้ยลดลง เยนมีแนวโน้มแข็งค่าขึ้น.
Unwind Yen Carry Trade: นักลงทุนต้องรีบขายสินทรัพย์ที่ลงทุนไว้ (หุ้น, ทองคำ) เพื่อแลกเยนกลับไปคืน
ทำให้เกิดแรงขายกดดันตลาด.
ผลกระทบ: การปิดสถานะพร้อมกันส่งผลให้ตลาดหุ้นและสินทรัพย์เสี่ยงทั่วโลกผันผวนและร่วงลง.
สรุปคือ Yen Carry Trade เป็นกลยุทธ์ที่พึ่งพาความแตกต่างของดอกเบี้ยและสภาวะตลาดเสี่ยง
เมื่อดอกเบี้ยญี่ปุ่นเริ่มปรับขึ้น แนวโน้มนี้ก็เริ่มกลับทิศทาง (Unwind) ทำให้เกิดแรงขายและส่งผลกระทบต่อ
ตลาดการเงินทั่วโลกอย่างมีนัยสำคัญ.
"บริษัทซอมบี้" (Zombie Firm) คืออะไร
[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้"บริษัทซอมบี้" (Zombie Firm)
คือ บริษัทที่มีผลกำไรจากการดำเนินงานไม่เพียงพอที่จะจ่ายดอกเบี้ยเงินกู้ได้
แม้จะมีกระแสเงินสดพอใช้จ่ายรายวัน แต่ก็เหมือน "ผีดิบ" ที่อยู่รอดได้ด้วยการกู้เงินใหม่มาหมุนเวียนหรือ
ใช้ฐานะทางธุรกิจเดิมประคองตัวเองไว้ ทำให้ธุรกิจไม่เติบโต (ไม่ตาย แต่ไม่โต) และมีความเสี่ยงล้มละลายสูง
เมื่ออัตราดอกเบี้ยสูงขึ้นหรือเผชิญวิกฤตเศรษฐกิจ.
ลักษณะสำคัญของบริษัทซอมบี้:
กำไรไม่พอจ่ายดอกเบี้ย: รายได้จากการดำเนินงาน (Operating Profit) ไม่สามารถครอบคลุมค่าใช้จ่าย
ดอกเบี้ย (Interest Expense) ได้.
อยู่รอดด้วยหนี้: ต้องกู้เงินใหม่มาจ่ายหนี้เก่าเพื่อประคองธุรกิจไม่ให้ล้ม.
ติดกับดักดอกเบี้ย: มักเกิดขึ้นในช่วงดอกเบี้ยต่ำ แต่เมื่อดอกเบี้ยสูงขึ้นจะแบกรับภาระหนัก.
ขาดความสามารถในการแข่งขัน: ไม่สามารถลงทุนเพื่อเติบโตได้ มีแต่ประคองตัวไปวันๆ.
สาเหตุที่เกิด:
วิกฤตเศรษฐกิจ: เช่น ภาวะดอกเบี้ยต่ำช่วงโควิด-19 ทำให้เกิดการกู้ยืมมาก.
ต้นทุนพุ่งสูง: ค่าใช้จ่ายด้านภาษีหรือต้นทุนการผลิตที่เพิ่มขึ้น.
อุตสาหกรรมเปราะบาง: เช่น โรงแรม การท่องเที่ยว อสังหาริมทรัพย์ ที่มีต้นทุนคงที่สูงและมีความผันผวน.
ผลกระทบ:
เสี่ยงต่อเศรษฐกิจ: หากมีจำนวนมากอาจสร้างปัญหาเป็นลูกโซ่ต่อระบบเศรษฐกิจ.
การว่างงาน: เมื่อล้มละลายอาจส่งผลให้เกิดการว่างงาน โดยเฉพาะกลุ่มแรงงานสูงอายุ.
โดยสรุป "บริษัทซอมบี้" คือธุรกิจที่มีหนี้สินล้นพ้นตัว กำไรน้อยจนแทบจะไม่มี และอาศัยการกู้ยืมมาประคอง
ธุรกิจให้คงอยู่เหมือนผีดิบเดินได้ ซึ่งเป็นปัญหาที่น่ากังวลทั้งในไทยและทั่วโลก.
บอนด์ยีลด์ญี่ปุ่น พุ่งกระฉูดรอบ 26 ปี สัญญาณเตือนถึง BOJ | Highlights กรุงเทพธุรกิจINSIGHT
“ ตลาดไม่เคยใจร้าย — มันแค่ไม่รอคนที่ไม่ยอมปรับตัว ” ... ญี่ปุ่นเพิ่งทำลายระบบการเงินโลก
เผยแพร่: 18 ธ.ค. 2568 08:40 ปรับปรุง: 18 ธ.ค. 2568 08:40
โดย: ผู้จัดการออนไลน์
ปรัชญาการทำงานแบบ “เจแปนเวย์” ผ่านมุมมองของผู้บริหารชาวไทย
ซึ่งผ่านประสบการณ์ทำงานกับชาวญี่ปุ่นมานานกว่า 10 ปี....โดย ดร.ธนศักดิ์ วหาวิศาล
ที่ปรึกษาคณะกรรมการบริหาร บริษัทอิเดมิตสึ อพอลโล (ประเทศไทย) จำกัด
ผมทำงานด้านเศรษฐกิจและการเงินมากว่า 40 ปี ผ่านวิกฤตต้มยำกุ้ง 1997 ผ่านวิกฤต Subprime 2008
ผ่านยุคดอกเบี้ยศูนย์ของญี่ปุ่นยาวนาน 30 ปี
แต่... สิ่งที่เกิดขึ้นภายในเดือนพฤศจิกายน–ธันวาคม 2025 นี้คือเหตุการณ์ที่ผมกล้าพูดเลยว่า เขย่าระบบการเงินโลก
แรงที่สุดในรอบหลายทศวรรษ สิ่งที่เปลี่ยนเกมคือเพียง “ตัวเลขเดียว” อัตราดอกเบี้ยพันธบัตรรัฐบาลญี่ปุ่น (JGB) อายุ 20 ปี
พุ่งขึ้นแตะ 2.75% สูงที่สุดในประวัติศาสตร์ญี่ปุ่นยุคใหม่
ตัวเลข 2.75% นี้…คือการประกาศจบยุคทอง 30 ปีของดอกเบี้ยศูนย์ ญี่ปุ่นมีหนี้สาธารณะสูงที่สุดในโลก ประมาณ263%
ของ GDP ถือมูลค่า 10.2 ล้านล้านดอลลาร์ ประเทศสามารถอยู่รอดได้มาตลอดเพราะ “สูตรลับ” เพียงข้อเดียว คือดอกเบี้ย = 0
แต่วันนี้…สูตรนั้นพังแล้ว เพียงแค่ดอกเบี้ยขยับจาก 0 ขึ้นเป็น 2.75% ต้นทุนดอกเบี้ยของรัฐบาลกระโดดจาก
162,000 ล้านดอลลาร์ เป็น 280,000 ล้านดอลลาร์ ภายในสิบปี ซึ่งเท่ากับ 38% ของรายได้รัฐบาลญี่ปุ่น
จะถูกใช้ไปกับดอกเบี้ยเพียงอย่างเดียว ไม่เคยมีประเทศใดในประวัติศาสตร์รอดจากระดับนี้ โดยไม่ล้มสภาพคล่อง
หรือไม่เข้าสู่ภาวะเงินเฟ้อขั้นรุนแรง
และในตำราเศรษฐศาสตร์ สิ่งนี้เรียกว่า “ The Point of No Return ”
เงินญี่ปุ่นกำลังไหลกลับบ้าน และมันจะกระแทกโลกทั้งใบ ญี่ปุ่นคือประเทศเจ้าหนี้อันดับหนึ่งของโลก
ถือสินทรัพย์ต่างประเทศรวม 3.2 ล้านล้านดอลลาร์ รวมถึงพันธบัตรสหรัฐ 1.13 ล้านล้านดอลลาร์
ทำไมญี่ปุ่นซื้อสินทรัพย์ต่างประเทศ เพราะ JGB ให้ดอก 0% แต่วันนี้ JGB อายุยาวให้ผลตอบแทน 2.75%
หมายความว่า “ความจำเป็นในการลงทุนต่างประเทศ” หายไปทันที และเมื่อหักต้นทุนป้องกันความเสี่ยงค่าเงิน
(hedging cost) การถือสินทรัพย์ต่างชาติกลายเป็น ขาดทุนตามคณิตศาสตร์
รัฐบาลและกองทุนญี่ปุ่นจึง “จำเป็นต้องดึงเงินกลับประเทศ”ไม่ใช่ทางเลือกอีกต่อไป คาดการณ์ว่า เงินประมาณ 500,000
ล้านดอลลาร์จะหายไปจากตลาดโลกภายใน 18 เดือน นี่คือการดูดสภาพคล่องระดับโลกครั้งใหญ่ที่สุดตั้งแต่ยุค 1990
Yen Carry Trade คือระเบิดเวลา 1.2 ล้านล้านดอลลาร์ที่กำลังทำงาน ตลอด 30 ปีที่ผ่านมา นักลงทุนทั่วโลกใช้กลยุทธ์
“กู้เยนดอกต่ำ นำไปลงหุ้น ตลาดเกิดใหม่ คริปโต” ผลคือเม็ดเงิน carry trade ขยายใหญ่ถึง 1.2 ล้านล้านดอลลาร์
แต่ เมื่อปัจจุบันดอกเบี้ยญี่ปุ่นขึ้น ค่าเงินเยนก็จะแข็ง ต้นทุนกู้สูงขึ้นและผลตอบแทนสินทรัพย์เสี่ยงลดลง ผลลัพธ์คือ
การชำระบัญชี (forced liquidation) ถูกบังคับเกิดขึ้นจริง หลายกองทุนต้องขายสินทรัพย์ทั่วโลกเพื่อนำเงินคืน สิ่งนี้คือ
“โดมิโนตัวแรก” ของปี 2025 ที่ทุกคนกังวล
ในขณะเดียวกัน ญี่ปุ่นพิมพ์เงินแก้ปัญหาไม่ได้เหมือนเมื่อก่อน BOJ อยู่ในมุมตันที่สุดในรอบหลายสิบปีเพราะถ้าพิมพ์เงินเยอะ
เงินเยนก็จะอ่อนตัว ทำให้การนำเข้าแพง สิ่งที่ตามมาคือเงินเฟ้อพุ่ง แต่ถ้าญี่ปุ่นไม่พิมพ์เงิน ดอกเบี้ยก็จะสูง ทำให้ไม่สามารถ
แบกหนี้สาธารณะได้ นี่คือกับดักที่เรียกว่า Debt–Currency Spiral
ญี่ปุ่นไม่เคยติดกับดักนี้มาก่อนในประวัติศาสตร์ วันนี้เป็นครั้งแรก และโลกกำลังจับตามองเพราะญี่ปุ่น คือ
“สมอถ่วงอัตราดอกเบี้ยโลก” มาตลอด 30 ปี
สมอที่ถ่วงดอกเบี้ยโลก ได้พังลงแล้ว ดอกเบี้ยโลกตั้งแต่ปี 1995 ถูกกำหนดโดย “เงาของญี่ปุ่น” โลกเชื่อมาตลอดว่า
“ญี่ปุ่นจะดอกเบี้ยเป็นศูนย์ตลอดไป” แต่ วันนี้สมมติฐานนั้นได้ตายลงแล้วอย่างเป็นทางการ
ผลกระทบคือระบบการเงินโลกต้อง Reset ใหม่ทั้งโครงสร้าง สิ่งที่เคยทำให้ตลาดหุ้นพุ่ง สิ่งที่เคยทำให้เงินไหลเข้า
สินทรัพย์เสี่ยง สิ่งที่เคยทำให้ต้นทุนกู้ถูก และสิ่งที่เคยทำให้รัฐบาลโลกพึ่งหนี้ราคาถูกได้ กำลังจบลงพร้อมกับการตื่นขึ้นของดอกเบี้ยญี่ปุ่น
แล้วสิ่งนี้ “แปลว่าอะไร” สำหรับคนทั่วไปและนักลงทุน โลกจะเข้าสู่ยุคดอกเบี้ยสูงยาว เพราะญี่ปุ่นไม่กด yield โลกให้ต่ำอีกต่อไป
ความผันผวนของตลาดจะรุนแรงที่สุดนับจากปี 2008 ทั้งหุ้น ตราสารหนี้ คริปโต เงินสกุล EM จะสั่นสะเทือน พอร์ตที่ใช้หนี้
หรือเลเวอเรจ จะพังง่ายที่สุด เพราะดอกเบี้ยใหม่ทำให้ต้นทุนท่วมทันที
ตลาดจะหาสมดุลใหม่ที่ไม่มี “ญี่ปุ่นช่วยพยุง” อีกต่อไป สภาพคล่องโลกหายไป 500,000 ล้านดอลลาร์ นักลงทุนต้องเปลี่ยน
mindset ใหม่ทั้งหมด ยุค “ซื้อทุกดิปแล้วรวย” จบแล้ว ยุค “ดอกเบี้ยศูนย์” จบแล้ว ยุค “Carry trade” จบแล้ว
นี่ไม่ใช่วิกฤตปกติ มันคือ การสิ้นสุดของยุคหนึ่ง และเป็น การเปิดฉากของยุคใหม่ที่โหดกว่าเดิม ผมอยากบอกทุกคนว่า
“เตรียมตัว” หรือ “เป็นเหยื่อ” เลือกได้แค่สองอย่าง ทางเลือกกลาง ๆ ไม่มีแล้ว
เพราะสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้น ไม่ได้กระทบแค่ตลาดเงิน มันกระทบ “ชีวิตจริง” ของเราแทบทุกคน ตั้งแต่ค่าครองชีพ เงินเกษียณ
ไปจนถึงความมั่นคงของระบบเศรษฐกิจประเทศต่าง ๆ ปี 2025–2026 จะเป็นบททดสอบว่า ใครเข้าใจ “สัญญาณเปลี่ยนยุค”
ก่อนคนอื่น และใครจะเตรียมใจ เตรียมพอร์ต พร้อมยืนอยู่บนโลกใบใหม่ให้มั่นคงที่สุด
“ ตลาดไม่เคยใจร้าย — มันแค่ไม่รอคนที่ไม่ยอมปรับตัว ”
https://mgronline.com/japan/detail/9680000120153
เจาะลึกหายนะ Yen Carry Trade เมื่อเงินเยนแข็งค่า หุ้น ทอง และคริปโตจะดิ่งเหวหรือไม่? | The Shortkey
จุดสิ้นสุดของระบบ เยน แครี่ เทรด และ บริษัทซอมบี้
Yen Carry Trade (เยนแครี่เทรด) คืออะไร
[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้
"บริษัทซอมบี้" (Zombie Firm) คืออะไร
[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้
บอนด์ยีลด์ญี่ปุ่น พุ่งกระฉูดรอบ 26 ปี สัญญาณเตือนถึง BOJ | Highlights กรุงเทพธุรกิจINSIGHT