สวัสดีค่ะ กระทู้นี้ตั้งเพื่อ ขอความคิดเห็น ข้อเสนอแนะ แนวทาง การบริการจัดการเงินต่างๆ นะคะ
เรากับสามี มีรายได้ต่อเดือนประมาณ 100,000 โดยเฉลี่ย ***ย้ำว่าโดยเฉลี่ย*** ไม่ต่ำกว่านี้
สามีทำงานประจำ เงินเดือน 35,000 ไม่รวมคอมมิชชั่นการขาย ปีละ 3-5 แสนบาทคิดคาดการณ์แบบต่ำที่สุด
เราทำธุรกิจแบรนด์เครื่องสำอางค์ ( บุคคลธรรมดา ) รายได้หลังหักค่าใช้จ่ายกิจการต่อเดือน ประมาณ 70,000-100,000 บาท แล้วแต่เดือนนั้นๆ บางเดือนขายได้มากน้อย ไม่เท่ากัน
พีคๆช่วงต้นปี สินค้าแมสมากๆ กำไรก็2-3 แสน
แต่ก็หักไว้เป็นเงินหมุนกิจการ
สามีให้เราจัดการบริหารเงินทั้งหมด เอาแค่เงินเดือน ไม่รวมคอม เพราะคอมออกเป็นไตรมาส
รายได้ 100,000 บาท
ค่าใช้จ่าย/เดือน
- ผ่อนบ้านเดี่ยว บ้านเราเอง ซิ้อก่อนแต่งงาน ปัจจุบันพ่ออาศัยอยู่คนเดียว ไม่ปิดหนี้ เพราะดอกถูกรีไฟแนนซ์มา จากส่งเดือนละ30k
รีจนเหลือ 10k ดอกเบี้ย3ปี 2.5%
ผ่อน 10,700/เดือน ยอดคงเหลือ 1,6xx,xxx
- บ้านตัวเองอยู่กับสามี ทำออฟฟิศ ขายของออนไลน์ ค่าเช่า 7,500 บาท
- บ้านทาวโฮม เช่าไว้จอดรถ เก็บของ สต๊อคสินค้า ค่าเช่า 5,200 บาท
- ค่าไฟ 2,000 บาท
- ค่าน้ำ 200 บาท
- ค่าเน็ตบ้าน โทรศัพท์ 4 เครื่อง 4,000 บาท
- ค่ากิน2คน 15,000 บาท
- ค่าใช้ส่วนตัวสามี 8,000 บาท
- ค่าของใช้ในบ้าน 1,000 บาท
- ค่าผ่อนรถยุโรป 1 คน 35,000 บาท
ไม่รวมบัตรเครดิตส่วนตัว ช้อปปิ้ง ของเรา
ส่วนนี้เรามีรายได้พิเศษจากการทำนายหน้า
ออนไลน์ แต่บางเดือนก็ได้ บางเดือนก็ไม่ได้
แล้วแต่ทำมากทำน้อย
***Edit เพิ่มเติม ไม่มีลูก และไม่คิดจะมีค่ะ
มีสินทรัพย์ ไม่รวมของสามี เป็นสินส่วนตัว
- บ้านทาวน์โฮม ตจว ปลอดหนี้ 1 หลัง
- รถยนต์ฮอนด้า ปลอดหนี้ 1 คัน
- ทองคำ10บาท พอร์ท20 บาท
- เงินฝากประจำ 2 ล้านบาท
- เงินหมุนใช้ส่วนตัว 5 แสนบาท
- กระเป๋าแบรนด์เนม เครื่องประดับต่างๆ
ตีราคาขายต่ำสุดๆ 3 แสนบาท
- นาฬิกาแบรนด์เนม ที่ขายต่อได้ มูลค่า 5ล้านบาท ( แต่ไม่ขายนะคะ เพราะไม่มีเงินซื้อใหม่ )
- ประกันชีวิต สุขภาพ สะสมทรัพย์ ปันผล มีครบหมดแล้ว
***ไม่รวมมูลค่าสต๊อคสินค้า
**** ไม่รวมกระแสเงินสดประจำร้าน
*****ไม่มีหนี้เงินกู้ธุรกิจ
****** ไม่ค้างเครดิตซื้อขายสินค้า
ปัญหาของเรามันอยู่ที่รถยนต์ค่ะ
เริ่มจากที่เราจองงานมอเตอร์ ช่วงปีเปลี่ยนโมเดลใหม่ ทำให้เราซื้อรถมาในราคาแพง เพราะราคามือ 1 ป้ายแดงศูนย์ตอนนี้ราคาลงมาประมาณ 3 แสนบาท ผ่อนรถมาแล้ว 2 ปี เหลือผ่อนอีก 3 ปี
บอลลูนอีก 8 แสนบาท เพราะช่วงนั้นเราทำธุรกิจ เจอผู้คนบ่อยมาก ไปโรงงาน ตจว เจอเจ้าของผู้บริหารเยอะมากๆ ตอนแรกเราขับรถญี่ปุ่นธรรมดาไป บางคนเจ้าของโรงงานผลิตสินค้า เขาเหยียด ไม่คุยกับเราเลย พอไปทริป ตปท เจอเจ้าของแบรนด์ นักธุรกิจระดับ 10MB-1000MB
คือเราโดนเมินหนักมาก ขนาดแฟนเราเป็นคนอัธยาศัยดี คุยเก่ง มันเริ่มทำให้เราประสบปัญหา
กระทบการผลิตสินค้า หรือไ้ด้คุยแค่กับเซลล์ ซึ่งราคาจะแพงกว่า การได้คุยกับเจ้าของโรงงานโดยตรง เราจึงตัดสินใจออกรถเพื่อสร้างภาพลักษณ์ และแน่นอนว่ามันได้ผล แค่เราขับรถยุโรป นี่แค่รุ่นเริ่มต้นเองนะ การคุยธุรกิจมันง่ายขึ้นมาก
แต่...!!! พอเราได้โรงงานผลิตแล้ว เป็นเจ้าประจำแล้ว เราไม่ค่อยได้ไปไหน พบปะผู้คนเลย เดือนนึงๆ จะออกไปไลฟ์สดขายของกับดารา อินฟลู เดือนละ 2-4 ครั้ง ด้วยความที่เราทำงานอยู่บ้าน
รถยนต์ก็คือแทบไม่ได้ใช้เลย แต่ต้องผ่อนทุกเดือน ส่วนสามีก็ใช้รถคนเก่าของเราไปทำงาน
ในเมื่อไม่ค่อยใช้รถ ก็เลยหาวิธีต่างๆ ที่จะขาย เทิร์น ซื้อรถใหม่ ที่ใช้ประโยชน์ได้มากกว่าเช่นรถกระบะ แต่ปัญหามันอยู่ที่ ราคารถร่วงหนักมาก!!!
รถเราไมล์ 27,xxx สภาพดี เบาะไม่ยุบ ทุกอย่างดีหมด ตีเทิรน์ศูนย์ ออกเดโมคาร์ได้แค่ 1.56ล้าน
แต่ยอดปิด 1.9 ล้าน ซึ่งยังเหลือส่วนต่างเยอะมาก
เพราะดอกแพง6% ลิสซิ่งเครือนี้ไม่มีต่ำว่า4%
แต่พองานมอเตอร์ปีใหม่ๆ โปรดอกเบี้ยเพียบ!!
ไปตีราคาเต้นได้ 1.4 ล้าน ส่งต่อเปลืยนสัญญา
คนจะเปลี่ยนสัญญา ดันไม่ผ่านไฟแนนซ์
พอส่วนต่างเยอะ เราก็ไม่อยากใช้เงินสด
เพราะส่วนต่าง5แสน เราเอามาผ่อนรถได้อีกปีกว่าๆ เลย ตอนแรกตั้งใจจะขายปีที่5 จะมีเงินพอ
ไปโปะบอลลูนพอดี แต่รถไม่ได้ใช้ ไม่คุ้มค่าที่จะต้องผ่อนทุกๆ เดือน เราก็อยากปล่อยออก จริงๆ
ก็วางแผนจะคืนรถ เพราะเราไม่เคยค้างค่างวด ไม่จ่ายช้า ค่อยไปสู้คดีเรื่องส่วนต่างเอา
แต่....!!! จะต้องติดเครดิตบูโรอีก3ปี
เป็นพี่ๆ เพื่อนๆ จะทำยังไงกับรถดีคะ
ตอนนี้จอดเฉยๆ อยู่บ้าน ขับไปแค่ห้าง
กินข้าว ตจว ไปเที่ยวก็ยังไม่ไปเลย เพราะทำงานไม่มีเวลา พยายามเอาออกมาใช้ให้คุ้ม
แต่ก็ไม่รู้จะขับไปไหนจริงๆ
1.ขายรถ ขาดทุน5แสน
2.คืนรถ เสียค่าทนายนิดหน่อย สู้คดี ไม่เสียส่วนต่าง แต่ติดเครดิตบูโร
3.เอารถไว้ ผ่อนต่อเหมือนเดิม ผ่อนได้ แค่เงินเก็บแทบไม่มี ค่าประกันแพง ค่าดูแล แบตเตอรี่เอย ยางรถยนต์ พรบ แพง แต่ซ่อมบำรุงยังมี Bsi อยู่5ปี ระยะแสนกิโล
รายได้ 100,000฿ แต่ติดกับดักผ่อนรถ
เรากับสามี มีรายได้ต่อเดือนประมาณ 100,000 โดยเฉลี่ย ***ย้ำว่าโดยเฉลี่ย*** ไม่ต่ำกว่านี้
สามีทำงานประจำ เงินเดือน 35,000 ไม่รวมคอมมิชชั่นการขาย ปีละ 3-5 แสนบาทคิดคาดการณ์แบบต่ำที่สุด
เราทำธุรกิจแบรนด์เครื่องสำอางค์ ( บุคคลธรรมดา ) รายได้หลังหักค่าใช้จ่ายกิจการต่อเดือน ประมาณ 70,000-100,000 บาท แล้วแต่เดือนนั้นๆ บางเดือนขายได้มากน้อย ไม่เท่ากัน
พีคๆช่วงต้นปี สินค้าแมสมากๆ กำไรก็2-3 แสน
แต่ก็หักไว้เป็นเงินหมุนกิจการ
สามีให้เราจัดการบริหารเงินทั้งหมด เอาแค่เงินเดือน ไม่รวมคอม เพราะคอมออกเป็นไตรมาส
รายได้ 100,000 บาท
ค่าใช้จ่าย/เดือน
- ผ่อนบ้านเดี่ยว บ้านเราเอง ซิ้อก่อนแต่งงาน ปัจจุบันพ่ออาศัยอยู่คนเดียว ไม่ปิดหนี้ เพราะดอกถูกรีไฟแนนซ์มา จากส่งเดือนละ30k
รีจนเหลือ 10k ดอกเบี้ย3ปี 2.5%
ผ่อน 10,700/เดือน ยอดคงเหลือ 1,6xx,xxx
- บ้านตัวเองอยู่กับสามี ทำออฟฟิศ ขายของออนไลน์ ค่าเช่า 7,500 บาท
- บ้านทาวโฮม เช่าไว้จอดรถ เก็บของ สต๊อคสินค้า ค่าเช่า 5,200 บาท
- ค่าไฟ 2,000 บาท
- ค่าน้ำ 200 บาท
- ค่าเน็ตบ้าน โทรศัพท์ 4 เครื่อง 4,000 บาท
- ค่ากิน2คน 15,000 บาท
- ค่าใช้ส่วนตัวสามี 8,000 บาท
- ค่าของใช้ในบ้าน 1,000 บาท
- ค่าผ่อนรถยุโรป 1 คน 35,000 บาท
ไม่รวมบัตรเครดิตส่วนตัว ช้อปปิ้ง ของเรา
ส่วนนี้เรามีรายได้พิเศษจากการทำนายหน้า
ออนไลน์ แต่บางเดือนก็ได้ บางเดือนก็ไม่ได้
แล้วแต่ทำมากทำน้อย
***Edit เพิ่มเติม ไม่มีลูก และไม่คิดจะมีค่ะ
มีสินทรัพย์ ไม่รวมของสามี เป็นสินส่วนตัว
- บ้านทาวน์โฮม ตจว ปลอดหนี้ 1 หลัง
- รถยนต์ฮอนด้า ปลอดหนี้ 1 คัน
- ทองคำ10บาท พอร์ท20 บาท
- เงินฝากประจำ 2 ล้านบาท
- เงินหมุนใช้ส่วนตัว 5 แสนบาท
- กระเป๋าแบรนด์เนม เครื่องประดับต่างๆ
ตีราคาขายต่ำสุดๆ 3 แสนบาท
- นาฬิกาแบรนด์เนม ที่ขายต่อได้ มูลค่า 5ล้านบาท ( แต่ไม่ขายนะคะ เพราะไม่มีเงินซื้อใหม่ )
- ประกันชีวิต สุขภาพ สะสมทรัพย์ ปันผล มีครบหมดแล้ว
***ไม่รวมมูลค่าสต๊อคสินค้า
**** ไม่รวมกระแสเงินสดประจำร้าน
*****ไม่มีหนี้เงินกู้ธุรกิจ
****** ไม่ค้างเครดิตซื้อขายสินค้า
ปัญหาของเรามันอยู่ที่รถยนต์ค่ะ
เริ่มจากที่เราจองงานมอเตอร์ ช่วงปีเปลี่ยนโมเดลใหม่ ทำให้เราซื้อรถมาในราคาแพง เพราะราคามือ 1 ป้ายแดงศูนย์ตอนนี้ราคาลงมาประมาณ 3 แสนบาท ผ่อนรถมาแล้ว 2 ปี เหลือผ่อนอีก 3 ปี
บอลลูนอีก 8 แสนบาท เพราะช่วงนั้นเราทำธุรกิจ เจอผู้คนบ่อยมาก ไปโรงงาน ตจว เจอเจ้าของผู้บริหารเยอะมากๆ ตอนแรกเราขับรถญี่ปุ่นธรรมดาไป บางคนเจ้าของโรงงานผลิตสินค้า เขาเหยียด ไม่คุยกับเราเลย พอไปทริป ตปท เจอเจ้าของแบรนด์ นักธุรกิจระดับ 10MB-1000MB
คือเราโดนเมินหนักมาก ขนาดแฟนเราเป็นคนอัธยาศัยดี คุยเก่ง มันเริ่มทำให้เราประสบปัญหา
กระทบการผลิตสินค้า หรือไ้ด้คุยแค่กับเซลล์ ซึ่งราคาจะแพงกว่า การได้คุยกับเจ้าของโรงงานโดยตรง เราจึงตัดสินใจออกรถเพื่อสร้างภาพลักษณ์ และแน่นอนว่ามันได้ผล แค่เราขับรถยุโรป นี่แค่รุ่นเริ่มต้นเองนะ การคุยธุรกิจมันง่ายขึ้นมาก
แต่...!!! พอเราได้โรงงานผลิตแล้ว เป็นเจ้าประจำแล้ว เราไม่ค่อยได้ไปไหน พบปะผู้คนเลย เดือนนึงๆ จะออกไปไลฟ์สดขายของกับดารา อินฟลู เดือนละ 2-4 ครั้ง ด้วยความที่เราทำงานอยู่บ้าน
รถยนต์ก็คือแทบไม่ได้ใช้เลย แต่ต้องผ่อนทุกเดือน ส่วนสามีก็ใช้รถคนเก่าของเราไปทำงาน
ในเมื่อไม่ค่อยใช้รถ ก็เลยหาวิธีต่างๆ ที่จะขาย เทิร์น ซื้อรถใหม่ ที่ใช้ประโยชน์ได้มากกว่าเช่นรถกระบะ แต่ปัญหามันอยู่ที่ ราคารถร่วงหนักมาก!!!
รถเราไมล์ 27,xxx สภาพดี เบาะไม่ยุบ ทุกอย่างดีหมด ตีเทิรน์ศูนย์ ออกเดโมคาร์ได้แค่ 1.56ล้าน
แต่ยอดปิด 1.9 ล้าน ซึ่งยังเหลือส่วนต่างเยอะมาก
เพราะดอกแพง6% ลิสซิ่งเครือนี้ไม่มีต่ำว่า4%
แต่พองานมอเตอร์ปีใหม่ๆ โปรดอกเบี้ยเพียบ!!
ไปตีราคาเต้นได้ 1.4 ล้าน ส่งต่อเปลืยนสัญญา
คนจะเปลี่ยนสัญญา ดันไม่ผ่านไฟแนนซ์
พอส่วนต่างเยอะ เราก็ไม่อยากใช้เงินสด
เพราะส่วนต่าง5แสน เราเอามาผ่อนรถได้อีกปีกว่าๆ เลย ตอนแรกตั้งใจจะขายปีที่5 จะมีเงินพอ
ไปโปะบอลลูนพอดี แต่รถไม่ได้ใช้ ไม่คุ้มค่าที่จะต้องผ่อนทุกๆ เดือน เราก็อยากปล่อยออก จริงๆ
ก็วางแผนจะคืนรถ เพราะเราไม่เคยค้างค่างวด ไม่จ่ายช้า ค่อยไปสู้คดีเรื่องส่วนต่างเอา
แต่....!!! จะต้องติดเครดิตบูโรอีก3ปี
เป็นพี่ๆ เพื่อนๆ จะทำยังไงกับรถดีคะ
ตอนนี้จอดเฉยๆ อยู่บ้าน ขับไปแค่ห้าง
กินข้าว ตจว ไปเที่ยวก็ยังไม่ไปเลย เพราะทำงานไม่มีเวลา พยายามเอาออกมาใช้ให้คุ้ม
แต่ก็ไม่รู้จะขับไปไหนจริงๆ
1.ขายรถ ขาดทุน5แสน
2.คืนรถ เสียค่าทนายนิดหน่อย สู้คดี ไม่เสียส่วนต่าง แต่ติดเครดิตบูโร
3.เอารถไว้ ผ่อนต่อเหมือนเดิม ผ่อนได้ แค่เงินเก็บแทบไม่มี ค่าประกันแพง ค่าดูแล แบตเตอรี่เอย ยางรถยนต์ พรบ แพง แต่ซ่อมบำรุงยังมี Bsi อยู่5ปี ระยะแสนกิโล