ขอเริ่มที่งานภาพก่อนละกัน โปรดักชั่นต่างๆ ของแฟรนไชส์นี้ยังสวยอลังการเหมือนเดิม ตั้งแต่เมคอัพ งานภาพ ชุดของตัวละครรวมทั้งซาวน์เอฟเฟคต่างๆ ในเรื่องด้วย
ส่วนเพลงก็ชอบหลายเพลงมาก เพราะไปหมด อยากฟังซ้ำแบบวนไปเรื่อยๆ ตลอดเลย
ส่วนเนื้อเรื่อง คิดว่าช่วงแรกจนจบปูมาให้เรายังคงเห็นใจเอลฟาบาได้ตลอดต่อเนื่องมาจากภาคแรกเลย ส่วนตัวละครอื่นๆ ที่คนด่ากัน เช่นเนสซ่าหรือโดโรธี เคสเนสซาพอเข้าใจได้ว่าทำไมคนด่ากัน แต่ก็รู้สึกว่าพอเข้าใจว่าทำไมนางเป็นแบบนี้อยู่ เพราะตลอดเวลาที่โตมา ครอบครัวค่อนข้างตามใจนางอ่ะเนอะ แนวคิดเลยมาแบบโลกหมุนรอบตัวเองแบบที่เห็นในหนัง ส่วนโดโรธีก็ต้องเข้าใจด้วยว่าเอาจริง ถ้าเด็กนี่ไม่หลงทางแบบกลับบ้านไม่ได้ นางก็ไม่ไล่ล่าหาแม่มดเขียวหรอก อยากอยู่แบบสงบๆ อยู่แล้วแหละ
ส่วนความสัมพันธ์ของ 3 ตัวละครหลัก เอลฟาบา กลินดาและฟีเยโร เป็นรักสามเส้าที่มองว่าโอเค หนังไม่ได้พยายามดันประเด็นนี้มาก เล่าแค่ตามที่ควรจะมี แต่ยังคงโฟกัสที่ประเด็นหลักอย่างเรื่องของออซและความสัมพันธ์ระหว่างกลินดาและเอลฟาบาอยู่
พ้อยหลักที่หลังพยายามสื่อเรื่องการต้องมีคนที่โดนกดทับ เพื่อให้ใครสักคนหนึ่งเด่นขึ้นมานี่ ส่วนตัวมองว่าเขาคิดมาดีอยู่นะ เพราะเอาจริงๆ การที่เรามองว่ากลินดาแสนดี หากไม่เอาไปเปรียบเทียบกับเอลฟาบา แรกเริ่มเดิมที มันก็เพราะว่าคนอื่น เปรียบเทียบว่ากลินดาน่ารักแสนดีกว่าคนอื่นทั่วไปอยู่แล้ว เหมือนที่ทุกคนเรียนภาษามาแต่เด็กนั่นแหละ ว่าการที่เราจะบอกว่าอะไรสูง เราก็ต้องมีตัวเปรียบดทียบว่าสิ่งนี้สูงกว่าสิ่งนั้นอยู่แล้ว ในที่นี้ ก็เหมือนกับว่า ทุกคนบอกว่าเอนิสัยดีมาก เพราะเอช่วยเหลือทุกคนแบบที่เรายังไม่เคยเห็นใครทำขนาดนี้ นี่ก็เป็นการเปรียบเทียบเหมือนกัน อาจจะไม่ชัดเท่าการมีใครสักคนมาถูกเปรียบเทียบให้แย่ลงแบบชัดเจนเท่าที่หนังเล่า แต่ก็คงหลักการนี้แหละ
ส่วนตอนจบ นี่ชอบนะ จบดี ถือว่าทุกคนมีเส้นทางของตัวเอง โดยที่ทั้งเอลฟาบาและกลินดายังมีความหวังบางอย่างอยู่แหละ
[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้ แต่หวังว่ายัยโดโรธีจะได้กลับบ้านนะ
[CR] Review | WICKED FOR GOOD (2025)
ขอเริ่มที่งานภาพก่อนละกัน โปรดักชั่นต่างๆ ของแฟรนไชส์นี้ยังสวยอลังการเหมือนเดิม ตั้งแต่เมคอัพ งานภาพ ชุดของตัวละครรวมทั้งซาวน์เอฟเฟคต่างๆ ในเรื่องด้วย
ส่วนเพลงก็ชอบหลายเพลงมาก เพราะไปหมด อยากฟังซ้ำแบบวนไปเรื่อยๆ ตลอดเลย
ส่วนเนื้อเรื่อง คิดว่าช่วงแรกจนจบปูมาให้เรายังคงเห็นใจเอลฟาบาได้ตลอดต่อเนื่องมาจากภาคแรกเลย ส่วนตัวละครอื่นๆ ที่คนด่ากัน เช่นเนสซ่าหรือโดโรธี เคสเนสซาพอเข้าใจได้ว่าทำไมคนด่ากัน แต่ก็รู้สึกว่าพอเข้าใจว่าทำไมนางเป็นแบบนี้อยู่ เพราะตลอดเวลาที่โตมา ครอบครัวค่อนข้างตามใจนางอ่ะเนอะ แนวคิดเลยมาแบบโลกหมุนรอบตัวเองแบบที่เห็นในหนัง ส่วนโดโรธีก็ต้องเข้าใจด้วยว่าเอาจริง ถ้าเด็กนี่ไม่หลงทางแบบกลับบ้านไม่ได้ นางก็ไม่ไล่ล่าหาแม่มดเขียวหรอก อยากอยู่แบบสงบๆ อยู่แล้วแหละ
ส่วนความสัมพันธ์ของ 3 ตัวละครหลัก เอลฟาบา กลินดาและฟีเยโร เป็นรักสามเส้าที่มองว่าโอเค หนังไม่ได้พยายามดันประเด็นนี้มาก เล่าแค่ตามที่ควรจะมี แต่ยังคงโฟกัสที่ประเด็นหลักอย่างเรื่องของออซและความสัมพันธ์ระหว่างกลินดาและเอลฟาบาอยู่
พ้อยหลักที่หลังพยายามสื่อเรื่องการต้องมีคนที่โดนกดทับ เพื่อให้ใครสักคนหนึ่งเด่นขึ้นมานี่ ส่วนตัวมองว่าเขาคิดมาดีอยู่นะ เพราะเอาจริงๆ การที่เรามองว่ากลินดาแสนดี หากไม่เอาไปเปรียบเทียบกับเอลฟาบา แรกเริ่มเดิมที มันก็เพราะว่าคนอื่น เปรียบเทียบว่ากลินดาน่ารักแสนดีกว่าคนอื่นทั่วไปอยู่แล้ว เหมือนที่ทุกคนเรียนภาษามาแต่เด็กนั่นแหละ ว่าการที่เราจะบอกว่าอะไรสูง เราก็ต้องมีตัวเปรียบดทียบว่าสิ่งนี้สูงกว่าสิ่งนั้นอยู่แล้ว ในที่นี้ ก็เหมือนกับว่า ทุกคนบอกว่าเอนิสัยดีมาก เพราะเอช่วยเหลือทุกคนแบบที่เรายังไม่เคยเห็นใครทำขนาดนี้ นี่ก็เป็นการเปรียบเทียบเหมือนกัน อาจจะไม่ชัดเท่าการมีใครสักคนมาถูกเปรียบเทียบให้แย่ลงแบบชัดเจนเท่าที่หนังเล่า แต่ก็คงหลักการนี้แหละ
ส่วนตอนจบ นี่ชอบนะ จบดี ถือว่าทุกคนมีเส้นทางของตัวเอง โดยที่ทั้งเอลฟาบาและกลินดายังมีความหวังบางอย่างอยู่แหละ
[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้
CR - Consumer Review : กระทู้รีวิวนี้เป็นกระทู้ CR โดยที่เจ้าของกระทู้