สแน็คไทย 300 ล้าน “ธีรพิชญ์” ทายาทรุ่น 2 ปักหมุดประเทศเพื่อนบ้าน

KEY POINTS
ธีรพิชญ์ จึงเลิศไพศาล ทายาทรุ่น 2 ยูนิเฟิร์ม เผชิญความท้าทายเมื่อตลาดขนมในประเทศถึงทางตันและการแข่งขันสูง ทำให้ต้องหาโอกาสใหม่เพื่อความอยู่รอดของธุรกิจ

ตัดสินใจเปลี่ยนกลยุทธ์หันไปบุกตลาดต่างประเทศ โดยเริ่มต้นเจาะกลุ่มประเทศเพื่อนบ้าน CLMV (กัมพูชา ลาว พม่า เวียดนาม) ที่ผู้บริโภคเชื่อมั่นในคุณภาพของสินค้าไทย

สร้างการเติบโตจนมียอดขายแตะ 300 ล้านบาท ด้วยการชูจุดแข็งด้านคุณภาพ รสชาติ และการสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ เพื่อครองใจผู้บริโภคในตลาดต่างประเทศ

เมื่อลูกไม้หล่นใกล้ต้น “ธีรพิชญ์ จึงเลิศไพศาล” รองประธานกรรมการ บริษัท ยูนิเฟิร์ม จำกัด ที่โตมาพร้อมกับธุรกิจรุ่นคุณพ่อ ผ่านการซึมซับการทำงานในโรงงานขนมมาตั้งแต่เด็ก เมื่อถึงเวลาที่เขาต้องรับช่วงธุรกิจ กลับพบว่ามันไม่ง่าย เมื่อเขาต้องเผชิญกับความท้าทายที่ว่า “ตลาดในประเทศไทยเต็มแล้ว” เขามีวิธีหาทางออกอย่างไร จนทำให้บริษัทเติบโตมียอดขายถึง 300 ล้านบาทได้ แถมยังเป็นขนมคุณภาพที่ครองตลาดประเทศเพื่อนบ้านอีกด้วย

ลูกไม้หล่นใกล้ต้น คลุกคลีโรงงานขนมตั้งแต่เด็ก
“ธีรพิชญ์” เริ่มเล่าถึงจุดเริ่มต้นในการเข้ามาทำธุรกิจต่อจากรุ่นพ่อ ว่า เขาไม่ได้เริ่มจากศูนย์ แต่เริ่มต้นจากรากฐานที่มั่นคงในวงการขนม ซึ่งเขาเองได้เติบโตมาในโรงงานอย่างแท้จริง ตั้งแต่เด็ก โรงงานอยู่ชั้นล่าง ในขณะที่เขานอนอยู่บนชั้นสองของโรงงานและได้ยินเสียงเครื่องจักร ตั้งแต่จำความได้

การได้เห็นพ่อแม่ทำงานอย่างตั้งใจ ทั้งในส่วนของการผลิตที่เชี่ยวชาญของคุณพ่อ และการควบคุมคุณภาพและการบรรจุหีบห่อที่เก่งกาจของคุณแม่ ทำให้ เขาถูกปลูกฝังว่า "เวลาเสียไม่ได้" และไม่เคยมีความคิดที่จะไปทำอย่างอื่น นอกจากการสานต่อธุรกิจครอบครัว

เขาอธิบายเพิ่มเติมว่า ธุรกิจนี้เริ่มต้นมาตั้งแต่รุ่นคุณพ่อ โดยเริ่มต้นจากการทำโรงงานร่วมกับญาติ ก่อนจะแยกออกมาตั้งโรงงานใหม่ด้วยตัวเอง และในตอนนั้นผลิตภัณฑ์หลักยังเป็นเรื่องของ ลูกอมและหมากฝรั่ง เมื่อ 16 ปีที่แล้ว ทางครอบครัวได้แยกไลน์การผลิตออกมา โดยหันมาเน้นการทำ บิสกิตและคุกกี้ ซึ่งแตกต่างจากธุรกิจเดิมของครอบครัว

เผชิญหน้าความท้าทาย “ตลาดไทยทางตัน” เจาะ CLMV ด้วยคุณภาพ
“ธีรพิชญ์” เล่าว่า เมื่อต้องเข้ามาบริหารธุรกิจหลังจากเรียนจบ เขาพบว่าสภาพตลาดมีการเปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก เมื่อเทียบกับรุ่นคุณพ่อคุณแม่ สมัยก่อนตลาดรับสินค้าได้ง่ายกว่า แต่ปัจจุบันโลกเป็นยุคโลกาภิวัตน์ ทำให้เกิดการแข่งขันที่ดุเดือด โดยเฉพาะการหลั่งไหลเข้ามาของ สินค้าจีน ที่มีอยู่เต็มไปหมด
ความท้าทายที่สำคัญในช่วงแรกของการตั้งโรงงานใหม่คือ สินค้ายังไม่เป็นที่รู้จัก ทำให้ประสบปัญหาในการขายเข้าร้านค้า และลูกค้าปลายทางไม่ซื้อเพราะไม่รู้จักผลิตภัณฑ์ ความท้าทายที่เขาเจอคือ ตลาดในประเทศเริ่ม "ตัน" สำหรับผู้เล่นรายเล็กๆ ที่เพิ่งเกิดขึ้นมาใหม่

เมื่อมองเห็นข้อจำกัดในตลาดไทย เขาจึงตัดสินใจมองหาโอกาสตลาดต่างประเทศ โดยเริ่มต้นจากประเทศเพื่อนบ้านรอบๆ ตัว ซึ่งมีขนาดตลาดใกล้เคียงกัน โดยตลาดแรกที่ตอบโจทย์และมีการตอบรับที่รวดเร็วคือ เวียดนาม

ปัจจัยสำคัญที่ทำให้สินค้าไทยประสบความสำเร็จในตลาดอาเซียน โดยเฉพาะเมื่อ 10-20 ปีที่แล้ว คือ การยอมรับในสินค้าไทย ผู้บริโภคในประเทศเพื่อนบ้านยอมรับใน คุณภาพ ของสินค้าไทย แม้แต่สินค้าที่มีการพิมพ์ภาษาไทยก็ทำให้พวกเขารู้สึกว่ามีคุณภาพ

จากเวียดนาม สินค้าของเขา จึงขยายยังกลุ่มประเทศ CLMV ซึ่งประกอบด้วย ลาว พม่า เวียดนาม และกัมพูชา ด้วยจุดแข็งของผลิตภัณฑ์คือ คุณภาพและรสชาติ ซึ่งเป็นสิ่งที่คู่แข่งท้องถิ่นลอกเลียนแบบได้ นอกจากนี้ยังมีการเพิ่มความแปลกใหม่ให้กับผลิตภัณฑ์ เช่น การใส่ความสนุกสนานเข้าไปในขนม โดยการทำคุกกี้ที่มาพร้อมกับน้ำจิ้ม (น้ำจิ้มช็อกโกแลต) เพื่อให้ผู้บริโภคได้เล่นกับอาหาร

SME D Bank ยกระดับธุรกิจมาตรฐาน เจาะโลกออนไลน์
เพื่อก้าวข้ามความท้าทายและขยายสู่ตลาดโลก ธุรกิจได้รับการสนับสนุนจาก SME D Bank ในด้านส่งเสริมการตลาด โดยมอบโอกาสให้บริษัทได้ไปแสดงสินค้าในต่างประเทศ เช่น ญี่ปุ่นและฮ่องกง ทำให้ได้พบลูกค้าและรับฟังข้อเสนอแนะ จากตลาดส่งออก เพื่อนำกลับมาปรับปรุงสินค้าให้เหมาะสมยิ่งขึ้น

การได้ออกงานแสดงสินค้าต่างประเทศ ทำให้บริษัทยกระดับมาตรฐานของสินค้า และ บริษัท ขึ้นไปอีกขั้นหนึ่ง ข้อเสนอแนะที่สำคัญคือเรื่อง กฎหมายและข้อจำกัดของแต่ละประเทศ เช่น เรื่องสี การใช้เกลือไอโอดีน ซึ่งตลาดญี่ปุ่นมีความเข้มงวดมาก ลูกค้าญี่ปุ่นถือเป็น "ครูที่ดี" เพราะพวกเขามาตรวจโรงงาน และแม้ว่าโรงงานจะมีมาตรฐาน Full Safety อย่างมาตรฐาน FSSC 22000 การรับรองระบบการจัดการความปลอดภัยด้านอาหาร (Food Safety System Certification) อยู่แล้ว แต่ญี่ปุ่นก็ยังต้องการมาตรฐานที่สูงกว่านั้น การปรับปรุงตามข้อกำหนดเหล่านี้ทำให้เขามั่นใจว่า หากรองรับลูกค้าญี่ปุ่นได้ ก็สามารถขายได้ทั่วโลก

นอกจากนี้ บริษัทยังได้รับ เงินทุน และการสนับสนุนจาก ผู้เชี่ยวชาญด้านการตลาด โดยเฉพาะการให้คำแนะนำด้าน การตลาดออนไลน์ ซึ่งเป็นสิ่งที่บริษัทกำลังมุ่งเน้น เนื่องจากตลาดปัจจุบันเปลี่ยนจากการซื้อขายแบบ B2B ไปเป็น B2C  มากขึ้น ซึ่ง SME D Bank มีการสนับสนุนการใช้ อินฟลูเอนเซอร์ มาไลฟ์ขายสินค้า เพื่อให้สินค้าเป็นที่รู้จักมากขึ้น



คลิกเพื่อดูคลิปวิดีโอ

แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่