เจนนี่ ฟีเวอร์

ในแวดวงการตลาดสัปดาห์ที่ผ่านมา ต้องยอมรับว่าปรากฏการณ์ “เจนนี่” ไลฟ์ขายของ คือ ที่สุดของที่สุด

ยิ่งกว่า “พิมรี่พาย” อีก

เป็นปรากฏการณ์ที่เปิดโลกนักธุรกิจหลายคน โดยเฉพาะคนที่ไม่คุ้นกับการขายของออนไลน์ผ่าน TikTok

“เจนนี่” ใช้เวลาไม่ถึง 10 นาทีขายสินค้าบางตัวได้หลายสิบล้านบาท

รวมกันแล้ววันหนึ่งเกิน 100 ล้านบาท

นักธุรกิจรุ่นใหญ่หลายคนยอมรับว่าปรากฏการณ์นี้ทำให้เขารู้ว่าโลกของการขายสินค้าเปลี่ยนแปลงไปอย่างสิ้นเชิง

ก่อนหน้านี้ คนรู้จัก “เจนนี่” ในฐานะนักร้องลูกทุ่งจากแดนใต้

“เจนนี่ ได้หมดถ้าสดชื่น”

มีคนบอกว่าความเป็นนักการตลาดของ “เจนนี่” เริ่มต้นจากเพลงที่ทำให้เธอมีชื่อเสียง

“ได้หมด ถ้าสดชื่น” เป็นสำนวนฮิตในยุคนั้น

“เจนนี่” เอาสำนวนนี้มาทำเป็นเพลงเลย

จากนักร้อง มาเป็นเจ้าของค่ายเพลง

และกลายเป็นนักธุรกิจอายุน้อยที่เริ่มต้นไลฟ์ขายของตั้งแต่ TikTok เพิ่งเริ่มดัง

ประสบการณ์และความเชี่ยวชาญจึงสูงมาก

ถ้าใครฟัง “เจนนี่” ให้สัมภาษณ์จะรู้เลยว่า เธอเข้าใจอัลกอริทึ่มของ TikTok เป็นอย่างดี

ทำอย่างไรคนจะเข้ามาดูเยอะ ๆ

ทำอย่างไรจะเร่งการตัดสินใจซื้อของลูกค้า

อย่างเช่น พอกระแสการขายของผ่านช่อง “เจนนี่” ดัง ก็จะมีดาราเอาสินค้ามาขายบ้าง

และ “เจนนี่” ก็ให้แซงคิวสินค้าที่มาก่อน

หลายคนก็โวยว่า ทำไมให้ดาราแซงคิว

“เจนนี่” บอกว่า ถ้าขายสินค้าทั่วไป ยอดคนดูจะไม่สูง แต่ถ้าดาราเข้ามา คนอยากดูดารา ยอดคนดูก็จะเพิ่ม

เธอยกตัวอย่าง “แพท ณปภา”

ก่อนหน้านั้น ยอดคนดูอยู่ 3 หมื่น พอ “แพท” มา คนดูเพิ่มเป็นแสนกว่า

หรือตอน “อั้ม” มา ยอดคนดูสูงถึง 1 ล้านกว่าคน

เป็นหลักการขายทั่วไป ถ้ามีคนผ่านหน้าร้านเยอะ ก็มีโอกาสที่จะขายของได้มาก

คนดูบนช่องเยอะ ก็ขายของได้ง่าย

สินค้าที่ขายต่อจาก “แพท-อั้ม” ก็โชคดี เพราะยอดคนดูยังค้างอยู่

เหมือนรายการทีวีในยุคก่อน ถ้ารายการไหนต่อจากรายการที่เรตติ้งดี ๆ รายการนั้นถือว่าโชคดี

เพราะรับยอดคนดูรายการดัง ๆ ไปด้วย

ตอนที่เกิดปรากฏการณ์ “เจนนี่ ฟีเวอร์” ผมลองถามแฟนเพจ “หนุ่มเมืองจันท์” ดูว่า คนที่ซื้อสินค้าจากช่องนี้ เขาซื้อเพราะเหตุผลอะไร

คนเข้ามาตอบเยอะมาก ประมาณ 1,000 ความเห็น

หลัก ๆ คือ สินค้าราคาถูก เพราะ “เจนนี่” ขอให้ลดราคาต่ำที่สุดเท่าที่เคยลดมา

และเมื่อเจ้าของสินค้ามาขายเอง ทำให้มั่นใจว่าเป็น “ของแท้” แน่นอน

หรือสินค้าบางตัวเป็นสินค้าที่ใช้อยู่แล้ว การซื้อในช่องทางนี้ก็ถือว่าได้สินค้าราคาถูกกว่า

นอกจากนั้น บรรยากาศในการไลฟ์ก็เป็นเหตุผลสำคัญ

ความ Reel กลายเป็น “จุดขาย”

“เจนนี่” ใส่ชุดนอน หรือชุดอยู่บ้าน ขายในบ้าน

สามีก็เลี้ยงลูกอยู่ที่โซฟาด้านหลัง

“ดารา” ที่เข้ามาก็เป็นสีสัน สนุกสนานน่าติดตาม

ระยะเวลาการขายแค่ 10 นาที ทำให้เกิดความรู้สึก POMO

ไม่รีบซื้อกลัวตกขบวน

ทุกอย่างประกอบร่างกัน จึงทำให้เกิดปรากฏการณ์ “เจนนี่”

ถามว่าปรากฏการณ์นี้จะยาวนานแค่ไหน

เพราะยังมีหลายแง่มุมที่น่าติดตามต่อ

อย่างเช่น ยอดสั่งซื้อในตะกร้านั้น ยังไม่ใช่ยอดขายจริง

ตามปกติการขายแบบนี้จะมีคนยกเลิก หรือตีกลับประมาณ 10-15% อยู่แล้ว

แต่ขายผ่านช่อง “เจนนี่” ขายดีมาก

นอกจากนั้น บรรยากาศที่สนุกและเร้าใจ จะทำให้มีคนซื้อเพราะต้องการดันยอดหน้าจอมากกว่าซื้อจริงเยอะ

ยอดตีกลับจึงอาจสูงกว่าปกติ

แต่ทุกคนต้องจ่ายให้ “เจนนี่” ตามยอดสั่งซื้อในตะกร้า ซึ่งเป็นกติกาที่ทุกคนรับรู้

ถ้าเป็นรายใหญ่หน่อยก็ไม่เป็นไร เพราะถือเป็นงบฯการตลาดทำให้คนรู้จักแบรนด์มากขึ้น

แต่ถ้าเป็นรายเล็กหรือรายกลางที่คำนวณรายรับ-รายจ่าย ไม่ดี

อาจเข้าเนื้อได้

และอาจมี “ดราม่า” ตามมา

แต่ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นตามมา แต่ปรากฏการณ์ “เจนนี่” ทำให้นักการตลาดมีโจทย์ใหม่ให้คิด

เพราะโลกเปลี่ยนแปลงเร็วจริง ๆ

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : https://www.prachachat.net/opinion-column-2/news-1903633


แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่