สุดยอดความคิดเห็น
ความคิดเห็นที่ 10
ถ้าดูจากการใช้งานที่บอกว่าวิ่งในเมืองวันละไม่ถึง 80 กม. จริง ๆ Seal 5 PHEV ก็ตอบโจทย์นะครับ เพราะสามารถวิ่งไฟฟ้าในชีวิตประจำวันได้ก่อน แล้วถ้ามีวันไหนต้องออกต่างจังหวัดก็ยังมีเครื่องยนต์ช่วย ไม่ต้องกังวลเรื่องหาที่ชาร์จมาก
เรื่องแบตที่หลายคนกังวล จริง ๆ PHEV แบตจะเล็กกว่า BEV ก็จริง แต่ระบบส่วนใหญ่จะบริหารการชาร์จไม่ให้ใช้เต็ม0-100% ตลอด เลยไม่ได้เสื่อมเร็วอย่างที่หลายคนคิด และหลายค่ายก็ให้ประกันแบตประมาณ 8 ปี / 150,000 กม. อยู่แล้ว
ส่วน BYD ถ้ามองในภาพรวมถือว่าเป็นค่ายที่ทำระบบไฟฟ้ามานานนะครับ เขาทำทั้งแบตและมอเตอร์เองด้วยเทคโนโลยีแบตของเขาก็ใช้ในรถหลายรุ่นทั่วโลกอยู่พอสมควร
ถ้าเลือก PHEV ผมว่าดูเรื่องศูนย์บริการใกล้บ้านกับลองไปทดลองขับก่อน จะช่วยให้ตัดสินใจง่ายขึ้นครับ เพราะสุดท้ายฟีลลิ่งการขับกับการใช้งานจริงสำคัญที่สุด
ความคิดเห็นที่ 9
จากที่ จขกท. เข้าใจมา หลายข้อถือว่าใกล้เคียงครับ ขอเสริมบางจุด
ค่าบำรุงรักษา
โดยโครงสร้าง BEV จะต่ำสุด เพราะไม่มีเครื่องยนต์ ไม่มีน้ำมันเครื่อง
PHEV จะอยู่กลาง ๆ เพราะยังมีเครื่องยนต์ + ระบบไฟฟ้าอยู่
เรื่องแบตเสื่อม
แบต PHEV ขนาดเล็กจริง แต่ระบบจะจำกัดช่วงใช้งานเพื่อลดการเสื่อม
ดังนั้นไม่ได้เสื่อมเร็วแบบที่หลายคนกังวล แค่ระยะไฟฟ้าล้วนจะค่อย ๆ ลดลงตามอายุ
กรณีแบตมีปัญหา
รถ PHEV ส่วนใหญ่ยังต้องใช้ระบบไฟฟ้าร่วมกับเครื่องยนต์ ถ้าแบตเสียจริง รถมักเข้าโหมดป้องกันและให้เข้าศูนย์ไม่ได้วิ่งน้ำมันล้วนแบบรถปกติ
ถ้าดูจากการใช้งานของ จขกท. (วิ่งวันละไม่ถึง 80 กม.)
จริง ๆ BEV ก็เหมาะในแง่ความประหยัดและความง่ายของระบบ
แต่ถ้าชอบตัวรถอย่าง Seal 5 และอยากมีความยืดหยุ่นเวลาเดินทางไกล PHEV ก็ถือว่าเป็นตัวเลือกที่สมเหตุสมผลครับ
แสดงความคิดเห็น
สนใจอยากซื้อรถ Plug in Hybrid หลังจากลังเลกับรถไฟฟ้าล้วนมานาน ที่เราเข้าใจในนี้ถูกต้องไหมคะ หรือมีอะไรเสริมที่เราควรรู้
1.ตอนแรกกังวลเรื่องการดูแลสองระบบ
แต่ไปเปิดเจอ https://pantip.com/topic/41900310 บอกว่า
'แต่จริง ๆ PHEV มีค่าบำรุงรักษาน้อยที่สุดในหมู่รถที่รายงานระบุ PHEV มีบำรุงรักษาต่อกม.ระยะยาวน้อยกว่า BEV นิดหน่อย
โดยเฉลี่ยทุกการวิ่งประมาณ 1.6 กม. มีค่าบำรุงรักษา 1 บาท
https://betterenergy.org/blog/consumer-reports-study-finds-electric-vehicle-maintenance-costs-are-50-less-than-gas-powered-cars/
เพราะอะไร? รถที่แยกขับสันดาปภายในกับมอเตอร์ มี ระยะเวลารับความร้อน / การบิดตัวเชิงกล ของแต่ละส่วนน้อยลง
ระยะเวลาที่น้อยลงดังกล่าวทำให้ยาง / พลาสติก ส่วนไม่สัมผัสของเหลว เสื่อมน้อยลงลองดูสถิติจริง ว่าผู้บริโภค 48,000 คนประสบปัญหาใดบ้าง จากรถประเภทใด
https://www.quora.com/Do-hybrids-last-longer-than-regular-cars
ในขณะที่หลายๆคอมเม้นก็ยังบอกว่า "แบตเสื่อมเร็วกว่า BEV เพราะเล็กกว่าใช้งาน Cycle สูงกว่า" จากกระทู้ https://pantip.com/topic/43696081
ตกลงมันยังไงกันแน่คะ มีใครรู้ตรงนี้ไหม
2.ไม่ต้องกังวลเรื่องแบตพัง หลังหมดระยะประกัน เพราะยังไงก้วิ่งน้ำมันต่อได้ และระยะประกันแบตของ phev กับรถไฟฟ้าก้ประกัน 150,000 โลเท่ากัน ซื้อรถไฟฟ้าก็อาจจะไม่ได้เซฟมากกว่า ถ้าหลังหมดประกันแบตแล้วแบตรถไฟฟ้าล้วนเกิดพังแล้วราคาแบตไม่ได้ถูกลงมาก(จนคุ้มซ่อม) phev ก็จะเป็นตัวเลือกที่ดีกว่า
3.ได้ยินมาว่าค่าประกันรถ phev ถูกกว่ารถไฟฟ้าล้วน
4.รถ phev ขายต่อได้ราคากว่ารถไฟฟ้าล้วน (กรณีขายต่อแต่ไม่น่า)
5.วิ่งวันละไม่ถึงแปดสิบโลแน่ๆ ใช้วิ่งแค่ในเมืองแทบไม่ออกต่างจังหวัดเลย พักอยู่ที่บ้าน
มีอะไรที่เราควรคำนึงอีกไหมคะ