(ต่อจาก คู่มือปฎิบัติวัดท่าซุง อนุสสติ 3 ตอนที่ 3.1 https://pantip.com/topic/43713569)
คู่มือปฎิบัติวัดท่าซุง อนุสสติ 3 ตอนที่ 3.2

เป็นอันว่าร่างกายอย่างเราที่จะเกิดมาเพื่อเป็นเรา ร่างกายของบุคคลอื่น วัตถุธาตุต่าง ๆ เราไม่พึงปรารถนามันอีก แต่ทว่ามันมีแล้ว มันเกิดแล้ว ก็ทำใจวางเฉย คิดหาทางหนีไว้ตลอดเวลา ว่าสิ้นสมปราณเมื่อไรเป็นความดี สภาพอย่างนี้จะไม่มีสำหรับเรา
นี่คิดถึงตอนนี้นะ มาคิดถึงคนตายที่เขาตาย เป็นครู ว่านึกถึงถ้อยคำขององค์สมเด็จพระบรมครู ที่ตรัสว่า
สัพเพ สัตตา มริสสันติ มรณังตัง หิ ชีวิตัง เป็นอันว่าสัตว์ทั้งหลายทั้งหมดที่เกิดมาทั้งหมดในโลกนี้ ไม่มีใครเหลือ ตายหมด นี่ผมแปลถึงใจความเป็นสำคัญ แม้แต่เราก็ต้องตาย ในเมื่อร่างกายที่เราปรนเปรออย่างนี้มันตาย มันตายแล้วเราตายไหม ถ้าเราตายเสียด้วย คำว่าตกนรก เป็นเปรต เป็นอสุรกาย เป็นสัตว์เดรัจฉาน เป็นมนุษย์ใหม่ เป็นเทวดา เป็นพรหม มันก็ไม่มี ฉะนั้นเมื่อมันตาย เราไม่ตาย มันคือใคร มันคือธาตุ 4 ที่ประกอบไปด้วยอาการ 32 เป็นของน่าเกลียด นั่นคือมัน ไม่ใช่เรา เราคือจิตที่เข้ามาอาศัยอยู่ในร่างกายนี้ เป็นอันว่าในเมื่อมันตาย เราไม่ตาย จะคบมันทำไม เราก็เลิกคบ ขึ้นชื่อว่าขันธ์ 5 ประเภทนี้ มันไม่ดี มีความตายไปในที่สุด
แล้วท่านกล่าวต่อไปว่า เราจะต้องพลัดพรากจากของรักของชอบใจ หมายความว่าวัตถุธาตุใด ๆ แม้แต่คนและสัตว์ ที่เราถือว่าเป็นสมบัติของเรา เป็นผัวเรา เมียเรา พ่อเรา แม่เรา ลูกเรา หลานเรา เพื่อนของเรา วัตถุต่าง ๆ อาคาร บ้านเรือน เงินทองทั้งหมด ที่ถือว่าเป็นเรา เป็นของเรา ในเมื่อเราตายแล้ว ร่างกายมันตายแล้ว เราก็ไม่มีสิทธิ์ที่จะมาปกครอง ฉะนั้นเราจะต้องทำกรรมดี ไม่ทำกรรมชั่ว คือ
1.
ทานมัย มีทานไว้เป็นปกติ เพื่อตัดความโลภ เป็นปัจจัยแห่งความไม่เกิด
2.
สีลมัย มีศีลไว้เป็นปกติ เพื่อป้องกันอบายภูมิ
3.
ภาวนามัย มีสมาธิตั้งมั่น มีปัญญาฉลาด รู้เท่าสภาวะตามความเป็นจริง
ก็รวมความว่า
สักกายทิฏฐิ คือร่างกายนี้เป็นของไม่ดี มันไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของเรา มันเป็นของไม่ดี ประกอบไปด้วยอาการ 32 เต็มไปด้วยความสกปรก อันนี้บวกแล้ว เป็นสมถะ มันไม่ดี มันเป็นธาตุ 4 เป็นพื้นฐาน มีอาการ 32 เป็นกายคตานุสสติ มองซึ้งลงไปเห็นความสกปรกของร่างกาย อันนี้ถือว่ามันเป็นความไม่ดีอย่างหนึ่ง นั่นเป็นอสุภสัญญา แล้วมันจะต้องแก่ มันจะต้องป่วย มันจะต้องตาย จะต้องพลัดพรากจากของรักของชอบใจ มันมีสภาพไม่ทรงตัว อันนี้เป็นวิปัสสนาญาณ เห็นไหมขอรับ
แล้วก็นั่งมองดูไปว่า เราที่จะทำลายความเกิดได้มีอะไรเป็นเหตุ เราก็ไปมองดูสมเด็จพระบรมโลกเชษฐ์ ที่พระองค์ทรงบำเพ็ญบารมีมาทั้ง 4 อสงไขย กำไรแสนกัป ที่องค์สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าค้นคว้าหาความไม่เกิด แล้วก็ค้นไม่ได้ ต้องสร้างกำลังใจเพื่อความฉลาด มาสิ้นเวลาเท่านี้ แล้วเมื่อชาติสุดท้ายนี้องค์สมเด็จพระมหามุนีเกิดมาเป็นลูกของกษัตริย์ แล้วก็เป็นกษัตริย์เองด้วย ช่วยทะนุบำรุงประชากรทุกอย่างให้มีความสุข ต่อมาก็ออกแสวงหาภิเนษกรมณ์ พยายามทำทุกอย่างตามที่ประเพณีนิยมของคณาจารย์ทั้งหลายเหล่านั้น สิ้นเวลา 6 พรรษา
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าก่อนที่จะบรรลุอภิเษกสัมมาสัมโพธิญาณ สมเด็จพระพิชิตมารทรงฌานด้วยสมาบัติ 8 คือได้รูปฌาน 4 และอรูปฌาน 4 อารมณ์ของรูปฌานก็ดี ของอรูปฌานก็ดี ถ้าจิตทรงฌาน 4 เป็นอารมณ์ที่ว่างจากกิเลส หมายความว่ามีอารมณ์เป็นสุข โดยเฉพาะอย่างยิ่งอารมณ์แห่งอรูปฌาน
อากาสานัญจายตนะ มีความรู้สึกว่า ทุกสิ่งทุกอย่างมันว่างเวิ้ง ปราศจากขอบเขตเหมือนอากาศ ทั้งคนทั้งธาตุต่าง ๆ มีสภาพเหมือนกัน ในที่สุดมันก็สลายตัว
วิญญาณัญจายตนะ ความรู้สึกใด ๆ ที่มีความต้องการสัมผัส เราหาที่สุดไม่ได้ เป็นของน่าเบื่อ
อากิญจัญญายตนะ ของในโลกนี้ทั้งหมด ทั้งบุคคลก็ดี สัตว์ก็ดี และวัตถุธาตุทั้งหลายก็ดี ในที่สุดก็สลายตัวหมด ขึ้นชื่อว่าโลกนี้ไม่มีอะไรเหลือ
เนวสัญญานาสัญญายตนะ มีสัญญาความจำ จิตมั่นคงในฌาน ทำความรู้สึกเหมือนกับไม่มีความจำ คือไม่ยึดถืออะไรทั้งหมด อะไรจะมาก็ช่าง ไม่ยึดถือว่าเป็นเราเป็นของเรา
อันนี้เป็นอารมณ์ของอรูปฌาน ฟังแล้วคล้ายกับเป็นอรหันต์ แต่เป็นที่น่าเสียดายที่กำลังใจละเอียดแบบบนี้ แต่องค์สมเด็จพระมหามุนีไปศึกษากับครูที่เป็นพราหมณ์ ครูที่เป็นพราหมณ์เขามีความต้องการอย่างเดียว ไปเกิดใน
อรูปพรหม ถือว่าถ้ายังมีรูปมันเป็นทุกข์ ถ้าไม่มีรูปเสียแล้วหาทุกข์ไม่ได้
การถูกด่า ถูกชม ถูกว่า ป่วยไข้ไม่สบาย ความแก่ความตายมันจะมีขึ้นได้ เพราะอาศัยการมีรูป ถ้าไม่มีรูปอาการอย่างนั้นไม่มี อันนี้จิตของเขาไม่โปร่ง ความจริงโปร่งบ้าง แต่มันไม่ปลอด คือยังไม่ปลอดจากตัณหา ก้าวไม่ถึงที่สุด ฉะนั้นองค์สมเด็จพระสัมมสัมพุทธเจ้าจึงมาใคร่ครวญว่าทำจิตละเอียดถึงเพียงนี้ แล้วยังเอาดีไม่ได้ องค์สมเด็จพระจอมไตรจึงทรงแสวงหาใหม่ ต่อมาวันสุดท้าย สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าจึงใช้ต้นโพธิ์เป็นที่อาศัย ใช้หญ้าคาเป็นฐานที่รองนั่ง หันหลังพิงต้นโพธิ์ หันหน้าไปทางทิศตะวันออก ทรงตั้งจิตอธิษฐานว่า "ถ้าเราไม่บรรลุอภิเษกสัมมาสัมโพธิญาณเพียงใด เลือดและเนื้อของเราจะเหือดแห้งไป หรือว่าชีวิตตินทรีย์จะตายเสียที่ตรงนี้ก็ตาม เราจะไม่ยอมลุกจากที่นี้" แล้วในที่สุด องค์สมเด็จพระชินสีห์ก็ทรงได้ปัญญาเกิดขึ้นเบื้องหลัง ใกล้สว่าง ว่าเราจะต้องทำลายกิเลสด้วยอริยสัจ
สิ่งนั้นก็คือเห็นว่าทุกอย่างความจริงมันเป็นทุกข์ ว่าความจริงคนก็ดี สัตว์ก็ดี วัตถุธาตุก็ดี ร่างกายทั้งหลายเหล่านี้มันเป็นปัจจัยของความทุกข์ ถ้าคบมันก็ชื่อว่าเราคบทุกข์ มันหาสุขไม่ได้ มีผัวก็ทุกข์ มีเมียก็ทุกข์ มีลูกก็ทุกข์ มีข้าทาสหญิงชายก็ทุกข์ มีทรัพย์สินก็ทุกข์ การกินก็ทุกข์ นอนก็ทุกข์ ผ้าผ่อนท่อนสไบที่หามาใด้ เราหามาได้ด้วยความทุกข์ แต่ตัวทุกข์ตัวนี้ท่านทั้งหลาย ถ้าจะว่ากันไปอีก 30 ปี มันไม่จบ ก็นั่งพิจารณาดูก็แล้วกัน
องค์สมเด็จพระทรงธรรม์มองเห็นทุกข์แล้ว จึงได้พ้นทุกข์ เมื่อเห็นทุกข์แล้ว พระองค์ก็ทรงค้นคว้าต่อไป ถ้าเราต้องการจะให้พ้นทุกข์จริง ๆ นี่เราทำยังไงมันจึงจะพ้นทุกข์ พระองค์ก็ทรงทราบด้วยปัญญาในเวลานั้น ว่าตัวทุกข์จริง ๆ นี่ถ้าจะฆ่ามัน ถ้าเราฆ่าที่ทุกข์มันก็เหมือนกับดับไฟที่เปลว จะนั้นเราก็ต้องฆ่าต้นเหตุ เหมือนกับดับไฟต้องดับไฟที่ขอนไม้ซึ่งเป็นเชื้อ ไม่ใช่ดับที่เปลวไฟ
แล้วก็อะไรเป็นเชื้อของความทุกข์ ก็ทรงพราบว่า
ตัณหา คือความอยากเป็นทุกข์ นี่การจะปลดเปลื้องความอยากจะทำยังไง ก็ต้องอาศัยมรรค 8 คือ
ศีล สมาธิ ปัญญา ศีลบริสุทธิ์ สมาธิตั้งมั่น ตัวตัดนิวรณ์ ปัญญาตัดกิเลส คือความยากให้เด็ดขาด เป็นอันว่าสมเด็จพระบรมโลกนาถจึงได้บรรลุอภิเษกสัมมาสัมโพธิญาณเป็นพระอรหันต์
เราก็ต้องมานั่งนึกเหมือนกัน ว่าในเมื่อเราเห็นว่ากายไม่ดี มันมีความเกิด ความแก่ ความป่วย ความตาย การพลัดพรากจากของรักของชอบใจ ต้องแสวงหาความดี คือจับ
มรณานุสสติกรรมฐาน ตัวนี้เข้าไว้
ว่าสักวันหนึ่งข้างหน้าเราจะต้องตาย ในเมื่อความตายมาถึงเรา เราจะไปทางไหน เลือกทางไว้เลย อย่าตายอย่างคนตาบอด เรารู้ว่าเราจะต้องออกจากบ้านหลังนี้ ก่อนจะไปจะสะสมทรัพย์อะไรบ้าง มีไว้เพื่อเป็นความสุขในวันหน้าและข้างหน้า ร่างกายอันนี้มันจะพัง พังเมื่อไรก็ไม่แน่ มันอาจะพังเดี๋ยวนี้ หรืออีกสักครู่หนึ่งจะพัง จะพังด้วยอาการอย่างไรเราก็ไม่ทราบ ฉะนั้นเราก็ต้องหาทางตัด ตัดด้วยวิธีไหน ก็ตัดด้วยนึกถึงมรณานุสสติกรรมฐานกันไว้ว่าตายเมื่อไรก็ช่าง เป็นสังขารุเปกขาญาณ พร้อมกันนั้นยึดอารมณ์พระนิพพานไว้เป็นอารมณ์
คำว่า
นิพพาน แปลว่า
ดับ ดับจากการเกิดในความเป็นคน ดับจากการเกิดเป็นสัตว์ในอบายภูมิ สัตว์นรก เปรต อสุรกาย สัตว์เดรัจจาน ดับจากการเกิดเป็นเทวดา หรือพรหม อารมณ์ของเราเข้าถึงพระนิพพานเป็นแดนอมตะ ก็เป็นอันว่าเราจะต้องละด้วยอุปสมานุสสติกรรมฐานเข้ามาควบคุม ทำยังไงเมื่อกายไม่ดี ก็ต้องนั่งมอง มองดูว่าโลภะ ความโลภ เราตัดด้วยการให้ทาน คือจาคะ สละทุกอย่าง แม้แต่ร่างกายเราก็คิดตัด คิดสละ จาคะตัวนี้นะขอรับ ต้องสละกายเลย แต่อย่าไปเชือดคอตายอย่างพระโคธิกะ สละว่ามันจะป่วย มันจะตายยังไงก็เป็นเรื่องของมัน เราไม่เกี่ยวข้อง
ต่อมาก็ศีล คุมศีลให้บริสุทธิ์ผุดผ่อง ไม่ทำลายศีลด้วยตนเอง ไม่ยุให้คนอื่นทำลายศีล ไม่ยินดีเมื่อบุคคลอื่นทำลายศีลแล้ว สมาธิคืออารมณ์ทรงตัว มองไม่เห็นความสวยสดงดงามของร่างกาย มองไม่เห็นความทรงตัวของร่างกาย เห็นร่างกายเป็นสภาพเหมือนกับศัตรูร้ายที่จองล้างของผลาญ ทำให้เราเป็นทุกข์ จิตของเรามองดูแล้วเราก็รู้สึกมีความเป็นสุข ว่าร่างกายนี้เป็นอย่างนี้ ช่างมัน ชาตินี้ชาติสุดท้ายที่เราจะเป็นทาสของตัณหา ที่มีร่างกายแบบนี้ จิตทรงกำลังใจไว้อย่างนี้ เห็นทุกสิ่งทุกอย่างมันสลายไปหมด
แล้วก็เชื่อองค์สมเด็จพระบรมสุคตว่า กายนี้ไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของเรา เราไม่พึงปรารถนาในมัน ร่างกายของคนอื่นนั้นเราก็ไม่ต้องการ วัตถุธาตุใด ๆ ที่มีเป็นบ้านช่องเรือนโรง ทรัพย์สิน สิ่งทั้งหลายเหล่านี้มันกับเราต้องจากกัน เมื่อสภาพจากแบบนี้เกิดมาอีก มันก็ทำอย่างนี้ เราไปพระนิพพาน พระนิพพานจะไปได้ยังไง ต้องใช้
สังขารุเปกขาญาณ คือใช้ความวางเฉยในขันธ์ 5
เอาละบรรดาท่านทั้งหลายพูดมากไปไม่ได้ วันพรุ่งนี้จะนำเอา อริยสัจ 4 มาสรุป เป็นอันว่าหมดเรื่องอนุสสติกันเสียที
สำหรับวันนี้เวลาหมดแล้ว ขอสาวกขององค์สมเด็จพระประทีปแก้วทุกท่าน ดำรงอยู่ในอิริยาบถที่ท่านเห็นว่าสมควร ท่านจะนั่ง นั่งท่าไหนก็ได้ หรือว่าจะนอน นอนท่าไหนก็ได้ ถ้ามันสบาย หรือจะยืน หรือจะเดินแบบจงกรมก็ได้ ใช้กำหนดรู้ลมหายใจเข้า หายใจออก ใช้คำภาวนาและพิจารณาตามอัธยาศัยที่กำลังใจของท่านจะเข้าถึงในเวลานี้ ว่ามันเข้าถึงไหน จนกว่าจะถึงเวลาที่ท่านเห็นว่าสมควร
สวัสดี
ลิงค์ทั้งหมด https://pantip.com/profile/8483559#topics
คู่มือปฎิบัติวัดท่าซุง อนุสสติ 3 ตอนที่ 3.2
คู่มือปฎิบัติวัดท่าซุง อนุสสติ 3 ตอนที่ 3.2
เป็นอันว่าร่างกายอย่างเราที่จะเกิดมาเพื่อเป็นเรา ร่างกายของบุคคลอื่น วัตถุธาตุต่าง ๆ เราไม่พึงปรารถนามันอีก แต่ทว่ามันมีแล้ว มันเกิดแล้ว ก็ทำใจวางเฉย คิดหาทางหนีไว้ตลอดเวลา ว่าสิ้นสมปราณเมื่อไรเป็นความดี สภาพอย่างนี้จะไม่มีสำหรับเรา
นี่คิดถึงตอนนี้นะ มาคิดถึงคนตายที่เขาตาย เป็นครู ว่านึกถึงถ้อยคำขององค์สมเด็จพระบรมครู ที่ตรัสว่า สัพเพ สัตตา มริสสันติ มรณังตัง หิ ชีวิตัง เป็นอันว่าสัตว์ทั้งหลายทั้งหมดที่เกิดมาทั้งหมดในโลกนี้ ไม่มีใครเหลือ ตายหมด นี่ผมแปลถึงใจความเป็นสำคัญ แม้แต่เราก็ต้องตาย ในเมื่อร่างกายที่เราปรนเปรออย่างนี้มันตาย มันตายแล้วเราตายไหม ถ้าเราตายเสียด้วย คำว่าตกนรก เป็นเปรต เป็นอสุรกาย เป็นสัตว์เดรัจฉาน เป็นมนุษย์ใหม่ เป็นเทวดา เป็นพรหม มันก็ไม่มี ฉะนั้นเมื่อมันตาย เราไม่ตาย มันคือใคร มันคือธาตุ 4 ที่ประกอบไปด้วยอาการ 32 เป็นของน่าเกลียด นั่นคือมัน ไม่ใช่เรา เราคือจิตที่เข้ามาอาศัยอยู่ในร่างกายนี้ เป็นอันว่าในเมื่อมันตาย เราไม่ตาย จะคบมันทำไม เราก็เลิกคบ ขึ้นชื่อว่าขันธ์ 5 ประเภทนี้ มันไม่ดี มีความตายไปในที่สุด
แล้วท่านกล่าวต่อไปว่า เราจะต้องพลัดพรากจากของรักของชอบใจ หมายความว่าวัตถุธาตุใด ๆ แม้แต่คนและสัตว์ ที่เราถือว่าเป็นสมบัติของเรา เป็นผัวเรา เมียเรา พ่อเรา แม่เรา ลูกเรา หลานเรา เพื่อนของเรา วัตถุต่าง ๆ อาคาร บ้านเรือน เงินทองทั้งหมด ที่ถือว่าเป็นเรา เป็นของเรา ในเมื่อเราตายแล้ว ร่างกายมันตายแล้ว เราก็ไม่มีสิทธิ์ที่จะมาปกครอง ฉะนั้นเราจะต้องทำกรรมดี ไม่ทำกรรมชั่ว คือ
1. ทานมัย มีทานไว้เป็นปกติ เพื่อตัดความโลภ เป็นปัจจัยแห่งความไม่เกิด
2. สีลมัย มีศีลไว้เป็นปกติ เพื่อป้องกันอบายภูมิ
3. ภาวนามัย มีสมาธิตั้งมั่น มีปัญญาฉลาด รู้เท่าสภาวะตามความเป็นจริง
ก็รวมความว่า สักกายทิฏฐิ คือร่างกายนี้เป็นของไม่ดี มันไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของเรา มันเป็นของไม่ดี ประกอบไปด้วยอาการ 32 เต็มไปด้วยความสกปรก อันนี้บวกแล้ว เป็นสมถะ มันไม่ดี มันเป็นธาตุ 4 เป็นพื้นฐาน มีอาการ 32 เป็นกายคตานุสสติ มองซึ้งลงไปเห็นความสกปรกของร่างกาย อันนี้ถือว่ามันเป็นความไม่ดีอย่างหนึ่ง นั่นเป็นอสุภสัญญา แล้วมันจะต้องแก่ มันจะต้องป่วย มันจะต้องตาย จะต้องพลัดพรากจากของรักของชอบใจ มันมีสภาพไม่ทรงตัว อันนี้เป็นวิปัสสนาญาณ เห็นไหมขอรับ
แล้วก็นั่งมองดูไปว่า เราที่จะทำลายความเกิดได้มีอะไรเป็นเหตุ เราก็ไปมองดูสมเด็จพระบรมโลกเชษฐ์ ที่พระองค์ทรงบำเพ็ญบารมีมาทั้ง 4 อสงไขย กำไรแสนกัป ที่องค์สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าค้นคว้าหาความไม่เกิด แล้วก็ค้นไม่ได้ ต้องสร้างกำลังใจเพื่อความฉลาด มาสิ้นเวลาเท่านี้ แล้วเมื่อชาติสุดท้ายนี้องค์สมเด็จพระมหามุนีเกิดมาเป็นลูกของกษัตริย์ แล้วก็เป็นกษัตริย์เองด้วย ช่วยทะนุบำรุงประชากรทุกอย่างให้มีความสุข ต่อมาก็ออกแสวงหาภิเนษกรมณ์ พยายามทำทุกอย่างตามที่ประเพณีนิยมของคณาจารย์ทั้งหลายเหล่านั้น สิ้นเวลา 6 พรรษา
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าก่อนที่จะบรรลุอภิเษกสัมมาสัมโพธิญาณ สมเด็จพระพิชิตมารทรงฌานด้วยสมาบัติ 8 คือได้รูปฌาน 4 และอรูปฌาน 4 อารมณ์ของรูปฌานก็ดี ของอรูปฌานก็ดี ถ้าจิตทรงฌาน 4 เป็นอารมณ์ที่ว่างจากกิเลส หมายความว่ามีอารมณ์เป็นสุข โดยเฉพาะอย่างยิ่งอารมณ์แห่งอรูปฌาน
อากาสานัญจายตนะ มีความรู้สึกว่า ทุกสิ่งทุกอย่างมันว่างเวิ้ง ปราศจากขอบเขตเหมือนอากาศ ทั้งคนทั้งธาตุต่าง ๆ มีสภาพเหมือนกัน ในที่สุดมันก็สลายตัว
วิญญาณัญจายตนะ ความรู้สึกใด ๆ ที่มีความต้องการสัมผัส เราหาที่สุดไม่ได้ เป็นของน่าเบื่อ
อากิญจัญญายตนะ ของในโลกนี้ทั้งหมด ทั้งบุคคลก็ดี สัตว์ก็ดี และวัตถุธาตุทั้งหลายก็ดี ในที่สุดก็สลายตัวหมด ขึ้นชื่อว่าโลกนี้ไม่มีอะไรเหลือ
เนวสัญญานาสัญญายตนะ มีสัญญาความจำ จิตมั่นคงในฌาน ทำความรู้สึกเหมือนกับไม่มีความจำ คือไม่ยึดถืออะไรทั้งหมด อะไรจะมาก็ช่าง ไม่ยึดถือว่าเป็นเราเป็นของเรา
อันนี้เป็นอารมณ์ของอรูปฌาน ฟังแล้วคล้ายกับเป็นอรหันต์ แต่เป็นที่น่าเสียดายที่กำลังใจละเอียดแบบบนี้ แต่องค์สมเด็จพระมหามุนีไปศึกษากับครูที่เป็นพราหมณ์ ครูที่เป็นพราหมณ์เขามีความต้องการอย่างเดียว ไปเกิดใน อรูปพรหม ถือว่าถ้ายังมีรูปมันเป็นทุกข์ ถ้าไม่มีรูปเสียแล้วหาทุกข์ไม่ได้
การถูกด่า ถูกชม ถูกว่า ป่วยไข้ไม่สบาย ความแก่ความตายมันจะมีขึ้นได้ เพราะอาศัยการมีรูป ถ้าไม่มีรูปอาการอย่างนั้นไม่มี อันนี้จิตของเขาไม่โปร่ง ความจริงโปร่งบ้าง แต่มันไม่ปลอด คือยังไม่ปลอดจากตัณหา ก้าวไม่ถึงที่สุด ฉะนั้นองค์สมเด็จพระสัมมสัมพุทธเจ้าจึงมาใคร่ครวญว่าทำจิตละเอียดถึงเพียงนี้ แล้วยังเอาดีไม่ได้ องค์สมเด็จพระจอมไตรจึงทรงแสวงหาใหม่ ต่อมาวันสุดท้าย สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าจึงใช้ต้นโพธิ์เป็นที่อาศัย ใช้หญ้าคาเป็นฐานที่รองนั่ง หันหลังพิงต้นโพธิ์ หันหน้าไปทางทิศตะวันออก ทรงตั้งจิตอธิษฐานว่า "ถ้าเราไม่บรรลุอภิเษกสัมมาสัมโพธิญาณเพียงใด เลือดและเนื้อของเราจะเหือดแห้งไป หรือว่าชีวิตตินทรีย์จะตายเสียที่ตรงนี้ก็ตาม เราจะไม่ยอมลุกจากที่นี้" แล้วในที่สุด องค์สมเด็จพระชินสีห์ก็ทรงได้ปัญญาเกิดขึ้นเบื้องหลัง ใกล้สว่าง ว่าเราจะต้องทำลายกิเลสด้วยอริยสัจ
สิ่งนั้นก็คือเห็นว่าทุกอย่างความจริงมันเป็นทุกข์ ว่าความจริงคนก็ดี สัตว์ก็ดี วัตถุธาตุก็ดี ร่างกายทั้งหลายเหล่านี้มันเป็นปัจจัยของความทุกข์ ถ้าคบมันก็ชื่อว่าเราคบทุกข์ มันหาสุขไม่ได้ มีผัวก็ทุกข์ มีเมียก็ทุกข์ มีลูกก็ทุกข์ มีข้าทาสหญิงชายก็ทุกข์ มีทรัพย์สินก็ทุกข์ การกินก็ทุกข์ นอนก็ทุกข์ ผ้าผ่อนท่อนสไบที่หามาใด้ เราหามาได้ด้วยความทุกข์ แต่ตัวทุกข์ตัวนี้ท่านทั้งหลาย ถ้าจะว่ากันไปอีก 30 ปี มันไม่จบ ก็นั่งพิจารณาดูก็แล้วกัน
องค์สมเด็จพระทรงธรรม์มองเห็นทุกข์แล้ว จึงได้พ้นทุกข์ เมื่อเห็นทุกข์แล้ว พระองค์ก็ทรงค้นคว้าต่อไป ถ้าเราต้องการจะให้พ้นทุกข์จริง ๆ นี่เราทำยังไงมันจึงจะพ้นทุกข์ พระองค์ก็ทรงทราบด้วยปัญญาในเวลานั้น ว่าตัวทุกข์จริง ๆ นี่ถ้าจะฆ่ามัน ถ้าเราฆ่าที่ทุกข์มันก็เหมือนกับดับไฟที่เปลว จะนั้นเราก็ต้องฆ่าต้นเหตุ เหมือนกับดับไฟต้องดับไฟที่ขอนไม้ซึ่งเป็นเชื้อ ไม่ใช่ดับที่เปลวไฟ
แล้วก็อะไรเป็นเชื้อของความทุกข์ ก็ทรงพราบว่า ตัณหา คือความอยากเป็นทุกข์ นี่การจะปลดเปลื้องความอยากจะทำยังไง ก็ต้องอาศัยมรรค 8 คือ ศีล สมาธิ ปัญญา ศีลบริสุทธิ์ สมาธิตั้งมั่น ตัวตัดนิวรณ์ ปัญญาตัดกิเลส คือความยากให้เด็ดขาด เป็นอันว่าสมเด็จพระบรมโลกนาถจึงได้บรรลุอภิเษกสัมมาสัมโพธิญาณเป็นพระอรหันต์
เราก็ต้องมานั่งนึกเหมือนกัน ว่าในเมื่อเราเห็นว่ากายไม่ดี มันมีความเกิด ความแก่ ความป่วย ความตาย การพลัดพรากจากของรักของชอบใจ ต้องแสวงหาความดี คือจับ มรณานุสสติกรรมฐาน ตัวนี้เข้าไว้ ว่าสักวันหนึ่งข้างหน้าเราจะต้องตาย ในเมื่อความตายมาถึงเรา เราจะไปทางไหน เลือกทางไว้เลย อย่าตายอย่างคนตาบอด เรารู้ว่าเราจะต้องออกจากบ้านหลังนี้ ก่อนจะไปจะสะสมทรัพย์อะไรบ้าง มีไว้เพื่อเป็นความสุขในวันหน้าและข้างหน้า ร่างกายอันนี้มันจะพัง พังเมื่อไรก็ไม่แน่ มันอาจะพังเดี๋ยวนี้ หรืออีกสักครู่หนึ่งจะพัง จะพังด้วยอาการอย่างไรเราก็ไม่ทราบ ฉะนั้นเราก็ต้องหาทางตัด ตัดด้วยวิธีไหน ก็ตัดด้วยนึกถึงมรณานุสสติกรรมฐานกันไว้ว่าตายเมื่อไรก็ช่าง เป็นสังขารุเปกขาญาณ พร้อมกันนั้นยึดอารมณ์พระนิพพานไว้เป็นอารมณ์
คำว่า นิพพาน แปลว่า ดับ ดับจากการเกิดในความเป็นคน ดับจากการเกิดเป็นสัตว์ในอบายภูมิ สัตว์นรก เปรต อสุรกาย สัตว์เดรัจจาน ดับจากการเกิดเป็นเทวดา หรือพรหม อารมณ์ของเราเข้าถึงพระนิพพานเป็นแดนอมตะ ก็เป็นอันว่าเราจะต้องละด้วยอุปสมานุสสติกรรมฐานเข้ามาควบคุม ทำยังไงเมื่อกายไม่ดี ก็ต้องนั่งมอง มองดูว่าโลภะ ความโลภ เราตัดด้วยการให้ทาน คือจาคะ สละทุกอย่าง แม้แต่ร่างกายเราก็คิดตัด คิดสละ จาคะตัวนี้นะขอรับ ต้องสละกายเลย แต่อย่าไปเชือดคอตายอย่างพระโคธิกะ สละว่ามันจะป่วย มันจะตายยังไงก็เป็นเรื่องของมัน เราไม่เกี่ยวข้อง
ต่อมาก็ศีล คุมศีลให้บริสุทธิ์ผุดผ่อง ไม่ทำลายศีลด้วยตนเอง ไม่ยุให้คนอื่นทำลายศีล ไม่ยินดีเมื่อบุคคลอื่นทำลายศีลแล้ว สมาธิคืออารมณ์ทรงตัว มองไม่เห็นความสวยสดงดงามของร่างกาย มองไม่เห็นความทรงตัวของร่างกาย เห็นร่างกายเป็นสภาพเหมือนกับศัตรูร้ายที่จองล้างของผลาญ ทำให้เราเป็นทุกข์ จิตของเรามองดูแล้วเราก็รู้สึกมีความเป็นสุข ว่าร่างกายนี้เป็นอย่างนี้ ช่างมัน ชาตินี้ชาติสุดท้ายที่เราจะเป็นทาสของตัณหา ที่มีร่างกายแบบนี้ จิตทรงกำลังใจไว้อย่างนี้ เห็นทุกสิ่งทุกอย่างมันสลายไปหมด
แล้วก็เชื่อองค์สมเด็จพระบรมสุคตว่า กายนี้ไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของเรา เราไม่พึงปรารถนาในมัน ร่างกายของคนอื่นนั้นเราก็ไม่ต้องการ วัตถุธาตุใด ๆ ที่มีเป็นบ้านช่องเรือนโรง ทรัพย์สิน สิ่งทั้งหลายเหล่านี้มันกับเราต้องจากกัน เมื่อสภาพจากแบบนี้เกิดมาอีก มันก็ทำอย่างนี้ เราไปพระนิพพาน พระนิพพานจะไปได้ยังไง ต้องใช้ สังขารุเปกขาญาณ คือใช้ความวางเฉยในขันธ์ 5
เอาละบรรดาท่านทั้งหลายพูดมากไปไม่ได้ วันพรุ่งนี้จะนำเอา อริยสัจ 4 มาสรุป เป็นอันว่าหมดเรื่องอนุสสติกันเสียที
สำหรับวันนี้เวลาหมดแล้ว ขอสาวกขององค์สมเด็จพระประทีปแก้วทุกท่าน ดำรงอยู่ในอิริยาบถที่ท่านเห็นว่าสมควร ท่านจะนั่ง นั่งท่าไหนก็ได้ หรือว่าจะนอน นอนท่าไหนก็ได้ ถ้ามันสบาย หรือจะยืน หรือจะเดินแบบจงกรมก็ได้ ใช้กำหนดรู้ลมหายใจเข้า หายใจออก ใช้คำภาวนาและพิจารณาตามอัธยาศัยที่กำลังใจของท่านจะเข้าถึงในเวลานี้ ว่ามันเข้าถึงไหน จนกว่าจะถึงเวลาที่ท่านเห็นว่าสมควร สวัสดี
ลิงค์ทั้งหมด https://pantip.com/profile/8483559#topics