ปรากฏการณ์ “Quiet Quitting”
ในยุคที่การทำงานแบบไฮบริดเป็นเรื่องปกติ คำว่า “Quiet Quitting” และ “Workplace Burnout” กลายเป็นประเด็นที่หลายคนพูดถึง แต่เราสามารถดูแลสุขภาพจิตและสร้างสมดุลในการทำงานได้ หากเข้าใจและมีเครื่องมือที่เหมาะสม
ในยุคที่การทำงานแบบไฮบริดเป็นเรื่องปกติ คำว่า “Quiet Quitting” และ “Workplace Burnout” กลายเป็นประเด็นที่หลายคนพูดถึง แต่เราสามารถดูแลสุขภาพจิตและสร้างสมดุลในการทำงานได้ หากเข้าใจและมีเครื่องมือที่เหมาะสม
ปรากฏการณ์ “Quiet Quitting”
“Quiet Quitting” หรือการเลิกงานแบบเงียบ ๆ ไม่ใช่การลาออกจากงานจริง ๆ แต่เป็นการทำงานแค่ตามขอบเขตหน้าที่ ไม่ทำงานเกินกว่าที่ควร และไม่ยอมให้งานครอบงำชีวิต ในมุมมองทางจิตเวชศาสตร์ นี่อาจเป็นกลไกการปกป้องตัวเองจากความ เครียดและการหมดไฟ
พฤติกรรมของคนที่เข้าสู่สถานะนี้มักเริ่มจากการทำงานแค่ตามเวลาที่กำหนดอย่างเคร่งครัด ไม่ทำงานล่วงเวลาและลดการมีส่วนร่วมในกิจกรรมบริษัท พวกเขารู้สึกเฉยชากับความสำเร็จหรือความล้มเหลวในงาน และมองงานเป็นเพียงหน้าที่ที่ต้องทำให้เสร็จ
อย่างไรก็ตาม หากไม่จัดการอย่างเหมาะสม สถานะนี้อาจนำไปสู่ความรู้สึกไม่มีแรงจูงใจในการทำงานระยะยาว และส่งผลเสียต่อสุขภาพจิตในที่สุด การเข้าใจว่า Quiet Quitting เป็นสัญญาณเตือนของจิตใจที่กำลังต้องการความสมดุล จึงเป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญ
“Workplace Burnout” ในยุคไฮบริด
การทำงานแบบไฮบริดสร้างความท้าทายใหม่ที่อาจนำไปสู่ภาวะหมดไฟในรูปแบบที่แตกต่างจากเดิม เส้นแบ่งระหว่างเวลาทำงานและเวลาส่วนตัวเริ่มเบลอ เมื่อบ้านกลายเป็นทั้งที่พักผ่อนและที่ทำงาน ส่งผลให้หลายคนรู้สึกว่าไม่มีที่หลบหนีจากความเครียด
ความเหงาและการขาดการเชื่อมต่อกับเพื่อนร่วมงานเป็นอีกหนึ่งปัญหาสำคัญ การขาดปฏิสัมพันธ์แบบเฝ้าหน้ากันทำให้หลายคนรู้สึกแยกตัวและขาดแรงสนับสนุนทางสังคม ขณะเดียวกัน ความกดดันในการปรับตัวกับเทคโนโลยีใหม่ ๆ ก็เพิ่มระดับความเครียดให้มากขึ้น
อาการของ Workplace Burnout มักปรากฏในรูปของความเหนื่อยหน่ายอย่างต่อเนื่อง ความหงุดหงิดง่าย ประสิทธิภาพในการทำงานลดลง และอาการทางร่างกาย เช่น ปวดหัว นอนไม่หลับ
กลยุทธ์ป้องกันการหมดไฟ
การป้องกันอาการหมดไฟเริ่มต้นจากการสร้างขอบเขตที่ชัดเจนระหว่างเวลาทำงานและเวลาส่วนตัว การกำหนดเวลาเริ่มและจบงานที่แน่นอน แม้จะทำงานที่บ้าน เป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยให้จิตใจได้พักผ่อน เมื่อหมดเวลาทำงานแล้ว ควรปิดแอปพลิเคชันที่เกี่ยวกับงานทั้งหมด
การแยกพื้นที่ทำงานออกจากพื้นที่พักผ่อนเป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญ ควรจัดมุมทำงานเฉพาะที่แยกออกจากห้องนอนหรือพื้นที่พักผ่อน อย่าทำงานบนเตียงหรือโซฟาที่ใช้พักผ่อน เพราะจะทำให้สมองไม่สามารถแยกแยะระหว่างเวลาทำงานและเวลาพักผ่อนได้
การดูแลสุขภาพกายและใจเป็นรากฐานสำคัญ การออกกำลังกายเป็นประจำ แม้จะเป็นแค่การเดินเร็ว ๆ 30 นาทีต่อวัน ก็ช่วยลดฮอร์โมนเครียดได้ การนอนหลับให้เพียงพอ 7-8 ชั่วโมงต่อคืน และเลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ จะช่วยให้ร่างกายมีพลังงานที่เสถียร
การสร้างการเชื่อมต่อกับคนอื่นยังคงเป็นสิ่งสำคัญ การรักษาความสัมพันธ์กับเพื่อนร่วมงานผ่านการจัดการพบปะแบบไม่เป็นทางการ และการแบ่งปันความรู้สึกกับคนใกล้ชิดจะช่วยระบายความเครียดได้
Mindfulness: ศิลปะการอยู่กับปัจจุบันขณะ
Mindfulness หรือการมีสติ เป็นศิลปะการมีสติอยู่กับปัจจุบันขณะในทุกกิจกรรม รวมถึงการทำงาน การฝึกสติในที่ทำงานจะช่วยลดความเครียด เพิ่มสมาธิ และทำให้เรารับมือกับสถานการณ์ต่าง ๆ ได้ดีขึ้น
เทคนิค 5-4-3-2-1 เป็นวิธีง่าย ๆ ที่ใช้ได้เมื่อรู้สึกเครียด โดยการหยุดแล้วสังเกต 5 สิ่งที่เห็น 4 สิ่งที่สัมผัสได้ 3 เสียงที่ได้ยิน 2 กลิ่นที่ดม และ 1 รสชาติที่รู้สึก การทำแบบนี้จะช่วยให้จิตใจกลับมาอยู่กับปัจจุบัน
การหายใจอย่างมีสติ โดยหายใจเข้าลึกๆ 4 วินาที แล้วผ่อนออกช้า ๆ 6 วินาที ทำซ้ำ 5 ครั้ง จะช่วยกระตุ้นระบบประสาทที่รับผิดชอบการทำให้ร่างกายผ่อนคลายและลดฮอร์โมนเครียด
การเริ่มต้นวันด้วยการตั้งใจ ก่อนเปิดคอมพิวเตอร์ ให้ใช้เวลา 2-3 นาทีในการตั้งเป้าหมายของวันนั้น การพักระหว่างทำงานทุก ๆ 1-2 ชั่วโมง และการจบวันด้วยการรำลึกถึงสิ่งดีที่เกิดขึ้น จะช่วยให้จิตใจมีความสุขและพร้อมสำหรับการนอนหลับที่มีคุณภาพ
สัญญาณเตือนที่ไม่ควรมองข้าม
หากมีอาการรู้สึกหมดหวังหรือไม่มีแรงจูงใจอย่างต่อเนื่องนานกว่า 2 สัปดาห์ ปัญหานอนไม่หลับหรือนอนมากเกินไป มีอาการทางร่างกายที่ไม่ทราบสาเหตุ หรือหลีกเลี่ยงการสังคมและกิจกรรมที่เคยชอบ ควรปรึกษาจิตแพทย์หรือนักจิตวิทยาเพื่อได้รับการประเมินและช่วยเหลือที่เหมาะสม
การขอความช่วยเหลือไม่ใช่เรื่องน่าอาย แต่เป็นการดูแลตนเองอย่างชาญฉลาด การรักษาสุขภาพจิตในช่วงแรกจะช่วยป้องกันไม่ให้ปัญหาขยายใหญ่และส่งผลกระทบต่อชีวิตและการทำงานในระยะยาวการดูแลสุขภาพจิตในยุคของการทำงานไฮบริดเป็นความท้าทายใหม่ที่ทุกคนต้องเรียนรู้ การสร้างขอบเขต การดูแลตัวเองอย่างรอบด้าน และการฝึก Mindfulness เป็นเครื่องมือสำคัญที่จะช่วยให้เราทำงานได้อย่างยั่งยืนและมีความสุข....
สามารถติดตามต่อได้ที่ :
https://www.dailynews.co.th/articles/5044104/
“Quiet Quitting” และ “Workplace Burnout” แต่เราสามารถดูแลสุขภาพจิตและสร้างสมดุล
ในยุคที่การทำงานแบบไฮบริดเป็นเรื่องปกติ คำว่า “Quiet Quitting” และ “Workplace Burnout” กลายเป็นประเด็นที่หลายคนพูดถึง แต่เราสามารถดูแลสุขภาพจิตและสร้างสมดุลในการทำงานได้ หากเข้าใจและมีเครื่องมือที่เหมาะสม
ในยุคที่การทำงานแบบไฮบริดเป็นเรื่องปกติ คำว่า “Quiet Quitting” และ “Workplace Burnout” กลายเป็นประเด็นที่หลายคนพูดถึง แต่เราสามารถดูแลสุขภาพจิตและสร้างสมดุลในการทำงานได้ หากเข้าใจและมีเครื่องมือที่เหมาะสม
ปรากฏการณ์ “Quiet Quitting”
“Quiet Quitting” หรือการเลิกงานแบบเงียบ ๆ ไม่ใช่การลาออกจากงานจริง ๆ แต่เป็นการทำงานแค่ตามขอบเขตหน้าที่ ไม่ทำงานเกินกว่าที่ควร และไม่ยอมให้งานครอบงำชีวิต ในมุมมองทางจิตเวชศาสตร์ นี่อาจเป็นกลไกการปกป้องตัวเองจากความ เครียดและการหมดไฟ
พฤติกรรมของคนที่เข้าสู่สถานะนี้มักเริ่มจากการทำงานแค่ตามเวลาที่กำหนดอย่างเคร่งครัด ไม่ทำงานล่วงเวลาและลดการมีส่วนร่วมในกิจกรรมบริษัท พวกเขารู้สึกเฉยชากับความสำเร็จหรือความล้มเหลวในงาน และมองงานเป็นเพียงหน้าที่ที่ต้องทำให้เสร็จ
อย่างไรก็ตาม หากไม่จัดการอย่างเหมาะสม สถานะนี้อาจนำไปสู่ความรู้สึกไม่มีแรงจูงใจในการทำงานระยะยาว และส่งผลเสียต่อสุขภาพจิตในที่สุด การเข้าใจว่า Quiet Quitting เป็นสัญญาณเตือนของจิตใจที่กำลังต้องการความสมดุล จึงเป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญ
“Workplace Burnout” ในยุคไฮบริด
การทำงานแบบไฮบริดสร้างความท้าทายใหม่ที่อาจนำไปสู่ภาวะหมดไฟในรูปแบบที่แตกต่างจากเดิม เส้นแบ่งระหว่างเวลาทำงานและเวลาส่วนตัวเริ่มเบลอ เมื่อบ้านกลายเป็นทั้งที่พักผ่อนและที่ทำงาน ส่งผลให้หลายคนรู้สึกว่าไม่มีที่หลบหนีจากความเครียด
ความเหงาและการขาดการเชื่อมต่อกับเพื่อนร่วมงานเป็นอีกหนึ่งปัญหาสำคัญ การขาดปฏิสัมพันธ์แบบเฝ้าหน้ากันทำให้หลายคนรู้สึกแยกตัวและขาดแรงสนับสนุนทางสังคม ขณะเดียวกัน ความกดดันในการปรับตัวกับเทคโนโลยีใหม่ ๆ ก็เพิ่มระดับความเครียดให้มากขึ้น
อาการของ Workplace Burnout มักปรากฏในรูปของความเหนื่อยหน่ายอย่างต่อเนื่อง ความหงุดหงิดง่าย ประสิทธิภาพในการทำงานลดลง และอาการทางร่างกาย เช่น ปวดหัว นอนไม่หลับ
กลยุทธ์ป้องกันการหมดไฟ
การป้องกันอาการหมดไฟเริ่มต้นจากการสร้างขอบเขตที่ชัดเจนระหว่างเวลาทำงานและเวลาส่วนตัว การกำหนดเวลาเริ่มและจบงานที่แน่นอน แม้จะทำงานที่บ้าน เป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยให้จิตใจได้พักผ่อน เมื่อหมดเวลาทำงานแล้ว ควรปิดแอปพลิเคชันที่เกี่ยวกับงานทั้งหมด
การแยกพื้นที่ทำงานออกจากพื้นที่พักผ่อนเป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญ ควรจัดมุมทำงานเฉพาะที่แยกออกจากห้องนอนหรือพื้นที่พักผ่อน อย่าทำงานบนเตียงหรือโซฟาที่ใช้พักผ่อน เพราะจะทำให้สมองไม่สามารถแยกแยะระหว่างเวลาทำงานและเวลาพักผ่อนได้
การดูแลสุขภาพกายและใจเป็นรากฐานสำคัญ การออกกำลังกายเป็นประจำ แม้จะเป็นแค่การเดินเร็ว ๆ 30 นาทีต่อวัน ก็ช่วยลดฮอร์โมนเครียดได้ การนอนหลับให้เพียงพอ 7-8 ชั่วโมงต่อคืน และเลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ จะช่วยให้ร่างกายมีพลังงานที่เสถียร
การสร้างการเชื่อมต่อกับคนอื่นยังคงเป็นสิ่งสำคัญ การรักษาความสัมพันธ์กับเพื่อนร่วมงานผ่านการจัดการพบปะแบบไม่เป็นทางการ และการแบ่งปันความรู้สึกกับคนใกล้ชิดจะช่วยระบายความเครียดได้
Mindfulness: ศิลปะการอยู่กับปัจจุบันขณะ
Mindfulness หรือการมีสติ เป็นศิลปะการมีสติอยู่กับปัจจุบันขณะในทุกกิจกรรม รวมถึงการทำงาน การฝึกสติในที่ทำงานจะช่วยลดความเครียด เพิ่มสมาธิ และทำให้เรารับมือกับสถานการณ์ต่าง ๆ ได้ดีขึ้น
เทคนิค 5-4-3-2-1 เป็นวิธีง่าย ๆ ที่ใช้ได้เมื่อรู้สึกเครียด โดยการหยุดแล้วสังเกต 5 สิ่งที่เห็น 4 สิ่งที่สัมผัสได้ 3 เสียงที่ได้ยิน 2 กลิ่นที่ดม และ 1 รสชาติที่รู้สึก การทำแบบนี้จะช่วยให้จิตใจกลับมาอยู่กับปัจจุบัน
การหายใจอย่างมีสติ โดยหายใจเข้าลึกๆ 4 วินาที แล้วผ่อนออกช้า ๆ 6 วินาที ทำซ้ำ 5 ครั้ง จะช่วยกระตุ้นระบบประสาทที่รับผิดชอบการทำให้ร่างกายผ่อนคลายและลดฮอร์โมนเครียด
การเริ่มต้นวันด้วยการตั้งใจ ก่อนเปิดคอมพิวเตอร์ ให้ใช้เวลา 2-3 นาทีในการตั้งเป้าหมายของวันนั้น การพักระหว่างทำงานทุก ๆ 1-2 ชั่วโมง และการจบวันด้วยการรำลึกถึงสิ่งดีที่เกิดขึ้น จะช่วยให้จิตใจมีความสุขและพร้อมสำหรับการนอนหลับที่มีคุณภาพ
สัญญาณเตือนที่ไม่ควรมองข้าม
หากมีอาการรู้สึกหมดหวังหรือไม่มีแรงจูงใจอย่างต่อเนื่องนานกว่า 2 สัปดาห์ ปัญหานอนไม่หลับหรือนอนมากเกินไป มีอาการทางร่างกายที่ไม่ทราบสาเหตุ หรือหลีกเลี่ยงการสังคมและกิจกรรมที่เคยชอบ ควรปรึกษาจิตแพทย์หรือนักจิตวิทยาเพื่อได้รับการประเมินและช่วยเหลือที่เหมาะสม
การขอความช่วยเหลือไม่ใช่เรื่องน่าอาย แต่เป็นการดูแลตนเองอย่างชาญฉลาด การรักษาสุขภาพจิตในช่วงแรกจะช่วยป้องกันไม่ให้ปัญหาขยายใหญ่และส่งผลกระทบต่อชีวิตและการทำงานในระยะยาวการดูแลสุขภาพจิตในยุคของการทำงานไฮบริดเป็นความท้าทายใหม่ที่ทุกคนต้องเรียนรู้ การสร้างขอบเขต การดูแลตัวเองอย่างรอบด้าน และการฝึก Mindfulness เป็นเครื่องมือสำคัญที่จะช่วยให้เราทำงานได้อย่างยั่งยืนและมีความสุข....
สามารถติดตามต่อได้ที่ : https://www.dailynews.co.th/articles/5044104/