ซึมิเระ...มากกว่านางรองในรักสามเส้า เธอคือผู้เล่นที่มองเห็นทั้งกระดาน

ทำไมรู้สึกว่า.. ตัวละครซึมิเระกำลังโดนดูแคลนจาก
รักสามเส้าของ BoruSara ด้วยเหตุนางเพียงพูดกับซาราดะตรง ๆ ให้แคร์ความรู้สึกนางบ้าง (ทั้งที่ซาราดะก็รู้ว่าตัวเองชอบโบรูโตะ)

มันน่าเจ็บใจไม่น้อย เหมือนกันนะ ที่ตัวละครอย่าง “ซึมิเระ” ซึ่งถูกปั้นมาด้วยความละเอียดอ่อน เติบโตจากอดีตอันเจ็บปวด กลายมาเป็นคนที่มุ่งมั่น ยึดมั่นในจริยธรรม มีสติ และมีความสามารถในการอ่านเกมการเมืองเบื้องลึก กลับถูกลดทอนให้กลายเป็นเพียง “ตัวแทรกระหว่างรักสามเศร้า” ในสายตาบางคนทั้งที่ตลอดมา เธอไม่เคยหักหลังใคร ไม่เคยปิดบังสิ่งสำคัญจากเพื่อน ไม่เคยเอาความรู้สึกตัวเองมาก่อนหน้าความถูกต้องเลยด้วยซ้ำ

เรื่อง “สัพพัญญูของเอด้า” เธอรู้ เธอก็บอก
เรื่อง “อามาโดะ” เธอระแวง เธอก็เตือน
เธอไม่เคย “กั๊ก” ข้อมูลกับซาราดะเลย
…แล้วทำไมถึงต้องแบกความรู้สึกเงียบ ๆ คนเดียว เพื่อไม่ให้ใครเสียใจ?

ในโลกของมิตรภาพจริง ๆ การแคร์คนอื่นไม่ควรต้องแลกกับการกดทับความรู้สึกตัวเอง และในโลกของการเล่าเรื่องที่ดี ตัวละครผู้หญิงไม่ควรถูก “ตีกรอบ” ว่าความสำคัญของเธอจะต้องขึ้นอยู่กับว่าเธอ “รักใคร” หรือ “แย่งใคร” เท่านั้น

บางที... ถึงเวลาที่ซึมิเระควรพูดออกมาตรง ๆ บ้าง ว่าเธอรู้สึกยังไง ไม่ใช่เพื่อความรัก แต่เพื่อความสัตย์จริงกับตัวเอง เพราะคนที่อดกลั้นตลอดเวลานั้นไม่ได้แปลว่าไม่มีหัวใจ แค่เขาเลือกวางมันไว้ในที่ที่คิดว่า “ความสัมพันธ์” จะไม่สั่นคลอน

แต่ถ้าใครไม่เห็นคุณค่าเธอนอกจากบท “นางรองในดราม่า” ก็แปลว่าเขายังอ่านเธอไม่ลึกพอ ยังไม่เข้าใจว่าความกล้าหาญทางอารมณ์ก็เป็น “พลังพิเศษ” ชนิดหนึ่งเหมือนกัน ซึมิเระไม่ได้แค่เป็นผู้หญิงที่รักใครสักคน เธอคือผู้หญิงที่รักความจริง..

ไม่ใช่ทุกคำตอบจะมาจากพลังพิเศษหรือท่าไม้ตายเหนือมนุษย์ บางครั้งคำตอบที่แท้จริงอาจเรียบง่ายจนคนทั้งโลก including คนอ่าน มองข้ามไป... ในยุคที่อำนาจสัพพัญญู เขียนทับความจริง เปลี่ยนแปลงความทรงจำ และสั่นคลอนแก่นของ “สิ่งที่เราเชื่อว่าเป็นความจริง” กลับไม่มีใครเลยที่คิดจะแก้เกมด้วยสิ่งที่จับต้องได้ที่สุด "ร่างกาย" หรือหลักฐานทางกายภาพที่ไม่สามารถโกหกได้

ความขบขันและขมขื่นในเวลาเดียวกันคือ คนส่วนใหญ่กลับมองหาทางแก้จากด้านนอก จากพลังใหม่ จากการกำจัดตัวปัญหาอย่างเอด้า ด้วยความรุนแรง ทั้งที่จริงๆ แล้ว สิ่งที่อาจท้าทาย “สัพพัญญู” ได้มากที่สุดคือการสงบสติ คิดเป็นระบบ ตั้งคำถาม และมองดูโลกผ่านสายตาที่สงสัยต่อ “ภาพจริง” ไม่ใช่ภาพที่ถูกบงการให้เชื่อ

เรากำลังอยู่ในโลกที่ “สื่อ” เปรียบเหมือนสัพพัญญู ป้อนข้อมูล เปลี่ยนความคิด ควบคุมการรับรู้ และเราทุกคนคือเหยื่อที่ถูกเขียนทับเช่นกัน ถ้าจะมีใครคนหนึ่งลุกขึ้นมาใช้สิ่งที่เรียกว่า “ร่างกายจริง ประสบการณ์จริง หลักฐานจริง” เพื่อยืนยันว่า “ความเชื่อของฉันไม่ใช่ภาพลวงตา” เราควรยกย่องเขา ไม่ใช่กดเขาไว้ใต้กระแสที่บอกว่า “ก็ฆ่าเธอสิ จบๆ ไป”

ในยุคที่จริยธรรมถูกบิดเบี้ยวด้วยอำนาจแห่งการควบคุมข้อมูล บางทีความกล้าที่จะเชื่อในสิ่งเล็กๆ อย่างร่างกายตัวเอง หรือความทรงจำที่ยังหลุดรอดจากการเปลี่ยนแปลง อาจเป็นการต่อต้านที่ยิ่งใหญ่ที่สุด

หลายคนอาจต้องการที่จะหาคนมา "แทนที่" ซึมิเระ โดยลืมไปว่าในสถานการณ์ที่ทุกอย่างลวงตาโดยอำนาจสัพพัญญู เธอกลับเป็นหนึ่งในไม่กี่คนที่มองข้ามม่านมายานั้นได้ ด้วยการย้อนกลับไปตรวจสอบ "ร่องรอยทางกายภาพ" อย่างเป็นเหตุเป็นผล ท่ามกลางการครอบงำของข้อมูลเทียมและความทรงจำปลอม ซึมิเระไม่เพียงแค่สงบ เธอ "ตื่นรู้" ในแบบที่แม้แต่ผู้อ่านหลายคนยังไม่ทันคิดถึงวิธีนั้นด้วยซ้ำ

ในโลกที่ตัวละครหญิงมักถูกประเมินค่าจากความสามารถในการต่อสู้หรือเสน่ห์ภายนอก "ซึมิเระ" กลับเป็นภาพสะท้อนของสติปัญญา ความละเอียดลึกซึ้ง และความเข้าใจในจิตวิทยามนุษย์อย่างเหนือชั้น แต่กลับถูกมองข้ามอย่างน่าเศร้า นี่ไม่ใช่แค่ความฉลาดเชิงตรรกะ แต่มันคือจิตสำนึกแห่งจริยธรรม และการมองโลกในมุมที่หลุดพ้นจากการเอาตัวรอดส่วนตัว หรือความกลัวตาย สุมิเระมองสถานการณ์ผ่านมุมมองที่รวมทั้งตัวเอง ผู้อื่น และผลกระทบต่อความจริงของโลกที่เธออยู่

ใครกันจะนึกถึงการใช้ “หลักฐานเชิงกายภาพ” ในโลกที่แม้แต่ความทรงจำและความสัมพันธ์ก็ถูกเปลี่ยนแปลงจนหมด? ขณะที่คนอื่นต่างวางแผนฆ่าอีด้า หรือหาทางสร้างพลังใหม่เพื่อต้านพลังนี้ ซึมิเระกลับมองเห็นทางที่เรียบง่ายที่สุดแต่กลับถูกมองข้าม “ข้อเท็จจริง” ที่ไม่ได้ถูกแต่งเติมโดยความเชื่อหรือพลังเหนือธรรมชาติใด ๆ

เธอไม่ใช่แค่ความฉลาด เธอสงบพอที่จะฟัง วิเคราะห์ Metacognition และสงสัยในสิ่งที่คนส่วนใหญ่ไม่กล้าตั้งคำถาม และนั่นคือ intellectual courage หรือความกล้าหาญทางปัญญา ซึ่งเป็นของหายากในยุคที่ “พลัง” ถูกบูชามากกว่า “ปัญญา”

สิ่งที่ซึมิเระทำนั้นคือการต่อต้านการครอบงำเชิงโครงสร้าง (structural domination) ด้วยเครื่องมือพื้นฐานที่สุดของมนุษย์ เหตุผล ความสงสัย และประสบการณ์ตรง ไม่ใช่การก่อกบฏด้วยดาบหรือพลังจักระ แต่คือการกบฏทางแนวคิดในโลกที่ทุกอย่างถูกเปลี่ยนแปลงจากแก่น

เธอคือตัวแทนภาพจำของชิกามารุในวัยเยาว์
เพราะอะไรผมถึงพูดเช่นนี้ ? ไม่ใช่เพราะเธอสู้เก่งหรือมีพลังลับซ่อนอยู่ แต่เพราะเธอกำลัง “เล่นเกมเงียบ” แบบที่ผู้คนส่วนใหญ่ไม่ทันสังเกต

เธอเหมือนชิกามารุในอดีตในเวอร์ชันที่เงียบกว่า อ่อนโยนกว่า และอาจโดนมองข้ามได้ง่ายกว่า เธอกำลังเล่นโชงิ ที่ไม่ได้ชนะด้วยกำลัง แต่ชนะด้วยความคิด เงียบสงบ นิ่งเฉย แต่มองเห็นการเคลื่อนไหวของทุกคนเหมือนกำลังวางแผนหมากรุก ที่ไม่รุกเร้า ไม่ล่อแหลม ไม่ใช่เพื่อชนะแบบรวบรัด แต่วางหมากอย่างสุขุมในแบบของ”โบงิน” เดินเบี้ยขึ้นทีละนิด ซัพพอร์ตจากด้านหลัง และพร้อมเสียหมากเล็ก เพื่อเปิดทางให้หมากใหญ่ทะลวงเข้าไปในแดนศัตรูในเวลาที่เหมาะสม

รอจังหวะสวนกลับด้วยเหตุผลและหลักฐานที่จับต้องได้ ในขณะที่คนอื่นมัวแต่โต้เถียงหรืออยากฆ่าทิ้งเพื่อจบปัญหา ซึมิเระกลับถามอย่างเบาเสียงแต่แทงลึกว่า “เรามีหลักฐานจริงไหมว่าความทรงจำนี้ถูกเขียนใหม่?”

เราเรียกคนประเภทนี้ว่า “strategic empath” คนที่ไม่ได้วางแผนเพื่อตัวเอง แต่คิดเผื่อทุกฝ่าย คำนึงถึงผลกระทบต่อคนรอบตัวแม้ในเรื่องที่เกี่ยวกับใจตัวเอง พฤติกรรมเช่นนี้มักจะถูกมองว่าขี้ลังเล อ่อนแอ หรือเก็บตัว ทั้งที่ในแง่สังคมวิทยา คนแบบนี้ต่างหากคือผู้รักษาสมดุลในระบบเพราะเขาไม่มองแค่เกมรุก-เกมรับ แต่เห็นทั้งกระดาน

ซึมิเระอาจไม่เดินหมากด้วยความเร็วสูง แต่ทุกก้าวของเธอคือการคิดล่วงหน้า ไม่ต่างจากที่ชิกามารุเคยทำไว้ในยุคก่อน เธอแสร้งถอยหนึ่งก้าวเพื่ออ่านใจฝ่ายตรงข้าม สังเกตท่าทีของอามาโดะ ตีความพลังสัพพัญญูของเอย์ด้า และยังคงรักษาความสัมพันธ์กับซาราดะไว้ไม่ให้แตกหัก แม้จะมีความรู้สึกลึก ๆ ซ่อนอยู่ในใจ

คนที่เห็นแค่ภาพเงียบ ๆ ของซึมิเระในเรื่อง อาจไม่เข้าใจว่าหมากโบงินไม่ใช่แผนที่ดูหวือหวาในตอนต้น แต่มันคือแผนที่เมื่อจบเกมแล้ว คุณจะพบว่าเธอคือคนที่ “รู้ตัวตั้งแต่แรก” และคุมเกมไว้ตลอด โดยไม่ต้องยกมือขึ้นมาประกาศให้ใครรู้

เพราะชัยชนะของเธอ... ไม่ได้อยู่ที่เสียงปรบมือ
แต่อยู่ที่การเดินหมากโดยไม่หักหลังตัวเองหรือใครเลย..
นั่นคือคำตอบ ทำไมซึมิเระรู้สึกผิดว่าพูดจาแรงกับเพื่อนรึเปล่าทั้งที่ซึมิเระ แค่ซื่อสัตย์กับตัวเองเลยพูดออกไป

และที่น่าประหลาดใจยิ่งกว่านั้นคือ… ซึมิเระ ไม่ได้แค่เล่นเกมโชงิเพื่อประคับประคองสถานการณ์เฉพาะหน้า แต่เธอคือคนที่ ทำให้ชิกามารุ โฮคาเงะที่มีไหวพริบเหนือใครในรุ่นก่อน “ตื่นรู้” ต่อธรรมชาติของอำนาจที่เขาเองยังมองไม่ขาด

ชิกามารุ ผู้เคยมองทุกอย่างเป็นการวางหมาก เขาเชื่อในเหตุผล เชื่อในข้อมูล และเชื่อว่าอารมณ์เป็นของที่ต้องกดไว้หากจะปกครองโลกนินจาให้สงบ... แต่เมื่อเจอพลัง สัพพัญญู พลังที่ไม่ใช่แค่บิดเบือนความจริง แต่สร้าง ความจริงขึ้นใหม่จาก “ความปรารถนา” ของผู้ครอบครอง ชิกามารุเองก็เริ่มหวั่นไหว เพราะนี่ไม่ใช่เกมที่เขาเคยเล่น ไม่ใช่หมากที่วางด้วยเหตุผล แต่มันคือ “อำนาจเหนือเหตุผล” ที่เขาไม่อาจประเมินด้วยตรรกะแบบเดิม

แต่ซึมิเระ... ผู้ไม่ถูกครอบงำด้วยพลังนั้น คือผู้ที่ยืนอยู่นอกเกมที่เหล่าผู้ใหญ่ติดอยู่ เธอไม่ได้เสนอวิธีสู้กลับด้วยการใช้พลังที่ใหญ่กว่า เธอไม่ได้บอกให้ทำลายศัตรู เธอแค่ชี้ให้เห็นว่า "บางทีอำนาจที่ใหญ่เกินไป ไม่ได้ทำให้คนเก่งขึ้น... แต่ทำให้คนกลัวความจริง"

และนั่นคือจุดที่ชิกามารุต้อง “ตื่น” ไม่ใช่แค่ตื่นรู้ต่อพลังของเอด้า แต่ตื่นรู้ต่อความจริงอันเปราะบางของความเป็นมนุษย์ที่ถูกสั่นคลอนด้วยสิ่งที่เรายอมรับอย่างไม่รู้ตัว
เขาเริ่มเห็นว่า อำนาจบางอย่าง... ไม่ใช่สิ่งที่ต้องต่อสู้ด้วยหมัดหรือกลยุทธ์ แต่ต้องต่อสู้ด้วย “สติ” และ “หลักฐาน” ที่ไม่มีใครบิดเบือนได้ และคนที่หยิบสิ่งนั้นมาวางบนกระดาน ก็คือซึมิเระ

นอกจากศึกเอเลี่ยนปะทะเอเลี่ยน นี่อาจเป็นศึกการปะทะกันระหว่าง "เหตุผล" กับ "การครอบงำเหนือจิตใจ" ระหว่าง "ความเป็นมนุษย์" กับ "การลบตัวตนโดยไม่รู้ตัว"
ก็เป็นได้ !!!

#Naruto #Boruto #นารูโตะ #โบรูโตะ
#BorutoTwoBlueVortex

แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่