ปัจจุบันอายุ 37 ปีกำลังจะ 38 ปีนี้ค่ะ มีลูกแล้วหนึ่งคน อายุหกขวบ ลังเลเรื่องการมีลูกคนที่สองว่าจะมีหรือไม่มีดี ยังตัดสินใจไม่ได้ จึงไม่ได้มีการคุมกำเนิดเช่นการกินยาคุม การฝังยาคุม หรือการใส่ถุงยางเมื่อมีเพศสัมพันธ์ แต่ใช้วิธีการคุมกำเนิดด้วยวิธีธรรมชาติโดยการหลั่งนอกมาโดยตลอดค่ะ แน่นอนว่า วิธีนี้ไม่สามารถคุมกำเนิดได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ ข้อเท็จจริงเรื่องนี้ทราบดีค่ะ แต่เนื่องจากว่า ยังตัดสินใจไม่ได้ว่าจะมีลูกคนที่สองดีหรือไม่ เลยคิดว่า หากใช้วิธีนี้คุมกำเนิด ถ้าเกิดว่ามีการตั้งครรภ์ก็ถือว่า มีเด็กอยากมาเกิดกับเราค่ะ เราใช้วิธีคุมกำเนิดแบบนี้เรื่อยมา
จนกระทั่ง เมื่อถึงรอบที่จะต้องเป็นประจำเดือนของเดือนเมษายน เราเป็นคนที่มีประจำเดือนมาตรงเวลาอยู่แล้ว ก็รู้แล้วค่ะว่า ประจำเดือนจะมาช่วงวันที่เท่าไหร่ แล้วก็เป็นไปตามนั้นค่ะ ประจำเดือนปกติที่มาครั้งล่าสุดคือวันที่ 10 มีนาคม 2568 พอถึงวันที่ 12 เมษายน 2568 สิ่งที่เราคิดว่าเป็นประจำเดือนก็มาค่ะ แต่เราสังเกตว่า มันเป็นแค่เมือกสีน้ำตาลออกมานิดหน่อย ไม่เลอะกางเกงใน เวลาฉี่แล้วใช้ทิชชู่เช็ดถึงจะมองเห็น เราก็คิดว่านั่นคือประจำเดือน น่าจะเป็นเพราะว่าเป็นวันแรก เลยน่าจะมาน้อยรึป่าว ไม่ได้คิดอะไร จนกระทั่งวันที่ 13 14 15 16 17 18 ก็ยังมาเท่าเดิม มาน้อยมาก ลักษณะคือ ไม่มีเลอะผ้าอนามัยที่ใส่เลย แต่ทุกครั้งที่ฉี่แล้วใช้ทิชชู่เช็ด จะเห็นเป็นเมือกสีน้ำตาลคล้ายประจำเดือนติดออกมาค่ะ ช่วงนั้นเป็นช่วงสงกรานต์ เราก็ไม่ได้สนใจอะไรมาก คิดว่าน่าจะเป็นประจำเดือนที่มาน้อยแหละ คงไม่น่ามีอะไร จนถึงคืนวันที่ 19 ประจำเดือนก็ยังมาน้อยเหมือนเดิม แต่วันนั้นเรารู้สึกว่าเราปวดท้องน้อยเหมือนอาการปวดหน่วงๆ แบบตอนช่วงมีประจำเดือน ไม่ถึงขั้นปวดจนทนไม่ไหว แต่รู้สึกว่าปวดแบบนอนหลับไม่สบาย ทำให้คืนนั้นเราตื่นขึ้นมาตอนตี 1 ซึ่งก็คือวันอาทิตย์ที่ 20 เมษายน 2568 ในตอนที่เราตื่น อะไรเกิดดลใจไม่รู้ เราตัดสินใจลองใช้ที่ตรวจตั้งครรภ์จากสต็อกที่เรามีมาลองตรวจดู ในใจคิดว่า ไม่ท้องหรอกน่า ถ้าท้องจะมีประจำเดือนได้ไง แต่พอตรวจปุ๊ป เราตกใจกับผลที่ออกมา ผลตรวจตั้งครรภค์ขึ้นสองขีดอย่างรวดเร็ว และชัดเจนมาก เราตกใจในระดับนึง ความกังวลในใจกังวลมากมายหลายเรื่อง ทั้งเรื่องอายุของเราที่ค่อนข้างมากในตอนนี้ การเตรียมตัวก่อนตั้งครรภ์เช่นการกินโฟลิกก็ไม่มี งานของเราในตอนนี้ที่ก็ยุ่งมากๆ ร่างกายเราจะรับไหวไหม เพราะท้องแรกก็แพ้มากและลำบากมาก เหนื่อยมากกว่าจะผ่านมาได้ ทั้งเรื่องค่าใช้จ่ายต่างๆที่กำลังจะเกิดขึ้น ทุกอย่างตีกันสับสนในหัวไปหมด แต่สุดท้ายแล้ว ก็หยุดตรงที่ ดีแล้วล่ะ ก็เค้าอยากมาเกิด ก็ต้องทำให้ดีที่สุด ดีเหมือนกัน จะได้ตัดความกังวลเรื่องที่คิดมาโดยตลอดว่า ลูกสาวจะไม่มีพี่น้อง หากพ่อแม่ไม่อยู่บนโลกนี้แล้ว กลัวลูกจะเหงา กลัวลูกจะไม่มีเพื่อน ออกไปได้ซักที พอคิดได้ เราก็รีบปลุกแฟนให้ขึ้นมาดูผลสองขีดของเรา เค้าตื่นมางัวเงีย แต่พอเห็นที่ตั้งครรภ์สองขีด เค้าร้องไห้ตื้นตันใจ เพราะเค้าอยากมีลูกคนที่สองมาโดยตลอด จึงตกลงคุยกันว่า เดี๋ยววันจันทร์ตอนเย็น เราจะไปหาคุณหมอที่เราฝากครรภ์ลูกคนแรกกันเพื่อตรวจละเอียดอีกครั้ง
ตัดภาพมาที่เย็นวันจันทร์ที่ 21 เราไปหาคุณหมอที่เราฝากครรภ์และคลอดลูกคนแรกของเรา พร้อมเล่าอาการให้ฟังอย่างละเอียด นับอายุครรภ์จากประจำเดือนครั้งล่าสุด ถ้าท้องจริงอายุครรภ์จะอยู่ที่ 6w คุณหมอซาวน์ช่องคลอดและแจ้งว่ายังไม่พบถุงตั้งครรภ์ มีความเป็นไปได้ว่าอายุครรภค์ยังน้อยอยู่ เลยมองไม่เห็น แต่เนื่องจากว่ามีเลือดคล้ายประจำเดือนออกมาทุกวันคือความผิดปกติ คุณหมอเลยให้อีกเหตุผลว่า หรืออาจจะตั้งครรภ์แต่อยู่ผิดที่ผิดทาง เลยให้ตรวจเลือด ดูค่า Beta-Hcg เพื่อยืนยันก่อนว่าตั้งครรภ์หรือไม่ วันอังคาร คุณหมอแจ้งผลการตรวจเลือดพบว่าค่า Beta-Hcg ระบุค่าฮอร์โมนคือมีการตั้งครรภ์จริง ค่าฮอร์โมนสูงถึง 9000++ โดยคุณหมอแจ้งว่า วันพุธให้เข้ามาคลินิกอีกที เพื่อซาวน์หาถุงตั้งครรภ์อีกครั้ง ส่วนอาการของเราคือ เราเริ่มมีอาการแพ้ท้องแล้วค่ะ หิวหนักมาก รู้สึกผะอืดพะอม เพลีย ง่วงนอน คุณหมอจ่ายยาแก้แพ้ท้องให้ค่ะ
พอถึงเย็นวันพุธที่ 23 คุณหมอซาวน์ทางช่องคลอดเพื่อหาถุงตั้งครรภ์ให้อีกครั้งแต่ก็ยังไม่เจอถุงตั้งครรภ์อีกเช่นเคยแต่เจอบางอย่างคล้ายถุงน้ำอยู่ ในวันนั้น คุณหมอน่าจะยังไม่อยากให้เสียกำลังใจหรือคิดมาก เลยแจ้งเราว่า ตอนนี้ หาถุงตั้งครรภ์ไม่เจอ แต่ค่าฮอร์โมนชี้ชัดว่ามีการตั้งครรภ์จริง แต่การเลือดออกคืออาการไม่ปกติ อาจจะมีการท้อง แต่ผังตัวผิดที่ หรือด้วยสาเหตุอื่นใดๆ อยากให้คนไข้ไปตรวจกับคุณหมอท่านอื่นอีกครั้งเพื่อเป็นการคอนเซ้าท์คุณหมอเพิ่มอีกหนึ่งคน โดยแนะนำคุณหมออีกท่านให้และเขียนข้อมูลส่งต่อให้เพื่อยื่นเป็นข้อมูลกับคุณหมอท่านถัดไป ซึ่งเป็นคุณหมอที่ประจำอยู่ที่โรงพยาบาลประกันสังคมของเราพอดี เราเลยไปหาหมอที่โรงพยาบาลประกันสังคม เราสะดวกไปหาหมออีกครั้งวันเสาร์ คุณหมอท่านแรกจัดการดูตารางและช่วยนัดหลังไมค์ไปยังคุณหมอคนที่ให้ไปคอนเซาท์ให้ด้วย และในวันนั้น คุณหมอก็ให้เจาะเลือด ดูค่า Beta-Hcg อีกครั้ง เพื่อเป็นข้อมูลด้วย ก่อนกลับ คุณหมอกำชับว่า ถ้าปวดท้องมากจนทนไม่ไหว ห้ามรอ ให้ไปหาหมอที่โรงพยาบาลใกล้บ้านทันที เลยถามหมอไปว่า ทนไม่ไหวคือระดับไหนคะ หมอแจ้งว่า หากปวดมากคิดเป็นระดับที่ 10 ถ้าปวดมากกว่า 6 ห้ามรอ ให้ไปได้เลยย
วันพฤหัสที่ 24 คุณหมอส่งผลตรวจทางไลน์ ค่า Beta-Hcg ระบุคค่าฮอร์โมนสูงถึง 12000++ คุณหมอแจ้งว่า รอไปหาคุณหมอเฉพาะทางวันเสาร์ครั้งเดียวเลย แต่ยังกำชับอีกครั้งว่าหากช่วงก่อนถึงวันเสาร์มีอาการปวดท้อง ห้ามรอ ให้ไปหาหมอโรงพยาบาลใกล้บ้านก่อนทันที โชคดีที่เราไม่มีอาการปวดท้องมีแต่อาการคนแพ้ท้องคือ คลื่นไส้ หิวจัด เพลียอย่างเห็นได้ชัด
พบคุณหมอที่โรงพยาบาลครั้งที่ 1
จนกระทั่งวันเสาร์ที่ 26 พฤษภา 2568 เราไปหาหมอที่คุณหมอท่านแรกแนะนำที่โรงพยาบาล ตรวจกับคุณหมอ รอบนี้ พบถุงน้ำตามที่คุณหมอท่านแรกบอกและตรวจพบถุงตั้งครรภ์เล็กๆอยู่ใกล้ๆกัน ถุงน้ำที่ตรวจพบเป็นประเภทไม่เป็นอันตราย เพราะน่าจะเป็นถุงน้ำที่เกิดขึ้นและยุบเองได้ตามปกติ คุณหมอชี้ชัดว่าเป็นการตั้งครรภ์นอกมดลูก เพราะพบถุงตั้งครรภ์นั้นอยู่ที่บริเวณท่อนำไข่ ไม่สามารถที่จะเจริญต่อไปได้ จากผลการอัลตราซาวน์เห็นว่า มีเลือดไปเลี้ยงถุงตั้งครรภ์อยู่ เราต้องทำการเอาออก เพราะไม่เช่นนั้น ถุงตั้งครรภ์ที่อยู่บริเวณท่อนำไข่จะใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ จนทำให้ท่อนำไข่แตกและเกิดภาวะเสี่ยงอันตรายถึงชีวิตได้
ในด้านของการรักษา จากที่เราเข้าใจ คุณหมอแจ้งว่า ตอนนี้ในกรณีของเรายังมีทางเลือกได้สองทางคือ
1. การฉีดยาสลายถุงตั้งครรภ์ เป็นยาตัวเดียวกันกับยาของผู้ป่วยมะเร็ง เป็นอีกหนึ่งประเภทของยาคีโมบำบัด ยาตัวนี้เมื่อฉีดเข้าไป จะทำหน้าที่เข้าไปสลายถุงตั้งครรภ์ แต่ก่อนฉีดยาจะต้องตรวจเลือด เพื่อดูค่าตับ ไต และเอ็กซเรย์ปอดด้วย เพราะอาจมีผลทำให้ตับ ไตเรามีปัญหา หากค่าตับไตปอดของเราไม่ดีอยู่แล้ว จะไม่สามารถใช้วิธีนี้ได้ ข้อดีของวิธีการฉีดยาสลายถุงตั้งครรภ์ คือ ง่าย และหากสำเร็จ เราก็ไม่จำเป็นต้องผ่าตัดแบบเปิดหน้าท้อง เวลาพักฟื้นไม่นาน ข้อเสียคือ ฉีดแล้วไม่สามารถรับรองผลได้ว่าจะสำเร็จหรือไม่ สุดท้ายแล้ว หากถุงตั้งครรภ์แตกก่อน ก็ต้องไปผ่าตัดเปิดหน้าท้องเพื่อทำการรักษาเท่านั้น
2. การผ่าตัดมีสองวิธี คือ
2.1 แบบผ่าตัดเปิดหน้าท้องเหมือนตอนคลอดลูก วิธีนี้ใช้ประกันสังคมได้ค่ะ ข้อดีคือ ถ้ามีประกันสังคม ไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่ม แล้วก็ หากถุงตั้งครรภ์หรือท่อนำไข่ยังไม่แตกก่อน สามารถตัดออกส่วนของท่อนำไข่ด้านนั้นได้เลย แต่มีข้อเสียคือ ใช้เวลาพักฟื้นนาน
2.2 ผ่าตัดโดยใช้การส่องกล้อง ข้อดีคือ แผลเล็ก ใช้เวลาการพักฟื้นน้อยกว่าวิธีการผ่าตัดแบบเปิดหน้าท้อง ข้อเสียคือ ค่าใช้จ่ายสูงค่ะ ประกันสังคมไม่ครอบคลุม ในกรณีของเจ้าของกระทู้ ประกันกลุ่มของบริษัท และประกันสุขภาพส่วนตัวก็ไม่ครอบคลุมการผ่าตัดในกรณีตั้งครรภ์ แท้ง หรือภาวะแทรกซ้อนที่เกิดจากการตั้งครรภ์ เพราะฉะนั้น ถ้าใช้วิธีนี้ก็ต้องจ่ายเองทั้งหมดหนึ่งร้อยเปอร์เซนต์ค่ะ ค่าใช้จ่ายที่สอบถามมา เนื่องจากประกันสังคมของเจ้าของกระทู้เป็นโรงพยาบาลเอกชน ค่าใช้จ่ายจะอยู่ที่ 200,000+- นิดหน่อยค่ะ
สำหรับเรา หลังจากที่มีการตรวจค่าตับ ค่าไต และเอ็กเรย์ปอดแล้ว สามารถที่จะเลือกวิธีการฉีดยาสลายการตั้งครรภ์ก่อน อ๋อออ ลืมบอกไปค่ะ ว่าค่าฮอร์โมน Beta-Hcg ที่เจาะในวันเสาร์ที่ 26 มีค่าฮอร์โมนสูงถึง 18000++ ซึ่งถือว่าเป็นค่าที่สูงมากกกก แต่คุณหมอบอกว่า เราสามารถลองฉีดก่อนได้ เพราะถุงตั้งครรภ์ยังเล็กอยู่มากขนาดน่าจะประมาณ 2 ซม.หรือ 2 มล. จำไม่ได้แล้วค่ะ >__<" เราเลยเลือกวิธีนี้ค่ะ คุณหมอแจ้งว่าวันที่จะมาฟังผลอาทิตย์หน้า ค่าฮอร์โมนเบต้า ควรลดลงมาอย่างน้อย 15% หากไม่ลด ควรพิจารณาเรื่องการผ่าตัดอย่างเร่งด่วนค่ะ อีกทั้งคุณหมอเน้นย้ำเรื่องความเสี่ยงค่ะว่า ถุงตั้งครรภ์หรือท่อนำไข่สามารถแตกได้ตลอดเวลา เพราะฉะนั้นให้ระมัดระวัง ไม่เดินเยอะ ไม่ยกของหนัก ห้ามมีเพศสัมพันธ์ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น การอยากจะแตกก็แตกโดยที่ไม่ทำอะไรแบบนั้นแตกโดยไม่มีเหตุผลก็มีเช่นกัน เพราะฉะนั้น หากปวดท้องมาก ให้มาโรงพยาบาลทันทีค่ะ เพราะ อาจหมายถึงการแตกแล้วเกิดเลือดไหลในท้อง ถึงขั้นเสียเลือดมาก หากรักษาไม่ทัน สามารถเสียชีวิตได้ค่ะ โดยนัดให้ติดตามผลอีกครั้ง หนึ่งสัปดาห์ถัดไป คือวันเสาร์ที่ 3 พฤษภาคม 2568 ค่ะ
ตัดภาพมาหลังจากที่ฉีดยาครั้งที่ 1 นะคะ คืนแรกนอนหลับสบายมาก วันอาทิตย์แทบไม่มีอาการปวดใดๆ มีอาการปวดท้องน้อยบ้าง แต่อยู่ในระดับที่ทนได้ เหมือนปวดท้องช่วงประจำเดือน หลังจากนั้น คืนวันจันทร์มีปวดท้องมากแบบ หากกดท้อง จะรู้สึกปวด แต่พอกินยาแก้ปวด เช้าวันต่อมาก็ยังสามารถไปทำงานได้ตามปกติ เลือดออกเป็นเมือกสีน้ำตาลนิดหน่อย ไม่เลอะกางเกงใน เวลาฉี่แล้วเช็ดถึงจะเห็น เรามองว่า โอ้โหว ดีจัง ไม่เห็นมีอาการตามที่หมอบอกเลย เช่น ปวดท้อง เลือดไหลหรืออะไรต่างๆ สองวันสุดท้ายก่อนถึงนัดหมอเวลาฉี่คือไม่มีเลือดติดทิชชู่มาเลยด้วยซ้ำ เราโชคดีจัง แต่อาการแพ้ท้องยังจัดหนักจัดเต็ม เหนื่อย เพลีย หิวจัด ง่วง ใดๆคือ อาทิตย์นี้ทั้งอาทิตย์ เปลี้ยมากกับอาการแพ้ท้องค่ะ
ไปพบคุณหมอครั้งที่ 2
สุดท้ายแล้ว หนึ่งอาทิตย์ผ่านไป พอถึงวันที่ที่ฟังผลในวันเสาร์ที่ 3 พฤษภา เราเล่าอาการหลังฉีดตลอดหนึ่งอาทิตย์ที่ผ่านมาให้หมอฟัง หมอบอกว่า ดูเหมือนร่างกายไม่ค่อยตอบสนองกับยาเท่าไหร่เลย เราได้ฟังแบบนั้น ก็ได้แต่คิดในใจว่า อ้าวววววววว ไอ้ที่เราคิดว่าตัวเองโชคดี ไม่ค่อยเจ็บท้อง เลือดก็ไม่ค่อยออก นี่เป็นสัญญาณที่ไม่ค่อยดีเหรอเนี่ยยยย กลายเป็นว่าร่างกายไม่ค่อยตอบสนองกับยาซะงั้นเหรอเนี่ย >____< ในวันนั้นคุณหมอเจาะเลือดดูค่าฮอร์โมน Beta-Hcg อีกครั้ง พบว่าค่าฮอร์โมนลดลงมาไม่ถึง 15 % แต่กล้ำกึ่งอยู่ที่ประมาณ 13% คุณหมอแจ้งว่าอยากให้ลองพิจารณาเรื่องผ่าตัดเลยดีไหม เพราะว่า หากผลฮอร์โมนลดลงน้อยแบบนี้ การรักษาโดยการฉีดสลายถุงตั้งครรภ์อาจจะไม่สำเร็จ รวมทั้งหมอกลัวท่อนำไข่หรือถุงตั้งครรภค์จะแตกก่อน หากมาผ่าตัดทีหลัง มันก็เสี่ยงกว่าตอนที่เราเลือกที่จะผ่าตัดก่อนที่จะแตกอยู่แล้ว แต่คุณหมอก็ยังให้โอกาสตัดสินใจที่จะฉีดเข็มสองหรือไม่ เพราะ ค่าฮอร์โมนที่ลดก็ไม่ใช่ว่าจะแย่เลย ก็ยังพอมีโอกาสและความหวังอยู่บ้าง ในตอนนั้นที่คุณหมออธิบาย เราที่ยังไม่ได้เตรียมตัวเตรียมใจมาผ่าตัดเลยและยังไม่พร้อมจะเจ็บตัว เลยขอคุณหมอฉีดยาเข็มที่ 2 อีกครั้ง ซึ่งคุณหมอก็ฉีดให้แล้วก็บอกว่าถ้ารอบหน้า ค่าฮอร์โมนลดไม่ถึง 15% ต้องพิจารณาเรื่องการผ่าตัดแล้วจริงๆนะคะ เพราะว่า วันเวลาผ่านไป ค่าฮอร์โมนไม่ลด ก็แสดงว่าจะยังมีการเจริญเติบโตอยู่ ท่อนำไข่เราอาจจะแตกซะก่อน เพราะท่อนำไข่มันมีขนาดเล็กมาก เล็กกว่าหลอดยาคูลท์อีก O-o'' ให้งดข้าวงดน้ำเตรียมมาด้วยนะคะ เราได้ฟังแบบนั้นก็ตกลง แล้วบอกว่า โอเครคุณหมอจะเตรียมตัวเตรียมใจมาให้พร้อมเลยค่ะ T____T
ขอเล่าประสบการณ์การท้องนอกมดลูกครั้งแรกค่ะ
จนกระทั่ง เมื่อถึงรอบที่จะต้องเป็นประจำเดือนของเดือนเมษายน เราเป็นคนที่มีประจำเดือนมาตรงเวลาอยู่แล้ว ก็รู้แล้วค่ะว่า ประจำเดือนจะมาช่วงวันที่เท่าไหร่ แล้วก็เป็นไปตามนั้นค่ะ ประจำเดือนปกติที่มาครั้งล่าสุดคือวันที่ 10 มีนาคม 2568 พอถึงวันที่ 12 เมษายน 2568 สิ่งที่เราคิดว่าเป็นประจำเดือนก็มาค่ะ แต่เราสังเกตว่า มันเป็นแค่เมือกสีน้ำตาลออกมานิดหน่อย ไม่เลอะกางเกงใน เวลาฉี่แล้วใช้ทิชชู่เช็ดถึงจะมองเห็น เราก็คิดว่านั่นคือประจำเดือน น่าจะเป็นเพราะว่าเป็นวันแรก เลยน่าจะมาน้อยรึป่าว ไม่ได้คิดอะไร จนกระทั่งวันที่ 13 14 15 16 17 18 ก็ยังมาเท่าเดิม มาน้อยมาก ลักษณะคือ ไม่มีเลอะผ้าอนามัยที่ใส่เลย แต่ทุกครั้งที่ฉี่แล้วใช้ทิชชู่เช็ด จะเห็นเป็นเมือกสีน้ำตาลคล้ายประจำเดือนติดออกมาค่ะ ช่วงนั้นเป็นช่วงสงกรานต์ เราก็ไม่ได้สนใจอะไรมาก คิดว่าน่าจะเป็นประจำเดือนที่มาน้อยแหละ คงไม่น่ามีอะไร จนถึงคืนวันที่ 19 ประจำเดือนก็ยังมาน้อยเหมือนเดิม แต่วันนั้นเรารู้สึกว่าเราปวดท้องน้อยเหมือนอาการปวดหน่วงๆ แบบตอนช่วงมีประจำเดือน ไม่ถึงขั้นปวดจนทนไม่ไหว แต่รู้สึกว่าปวดแบบนอนหลับไม่สบาย ทำให้คืนนั้นเราตื่นขึ้นมาตอนตี 1 ซึ่งก็คือวันอาทิตย์ที่ 20 เมษายน 2568 ในตอนที่เราตื่น อะไรเกิดดลใจไม่รู้ เราตัดสินใจลองใช้ที่ตรวจตั้งครรภ์จากสต็อกที่เรามีมาลองตรวจดู ในใจคิดว่า ไม่ท้องหรอกน่า ถ้าท้องจะมีประจำเดือนได้ไง แต่พอตรวจปุ๊ป เราตกใจกับผลที่ออกมา ผลตรวจตั้งครรภค์ขึ้นสองขีดอย่างรวดเร็ว และชัดเจนมาก เราตกใจในระดับนึง ความกังวลในใจกังวลมากมายหลายเรื่อง ทั้งเรื่องอายุของเราที่ค่อนข้างมากในตอนนี้ การเตรียมตัวก่อนตั้งครรภ์เช่นการกินโฟลิกก็ไม่มี งานของเราในตอนนี้ที่ก็ยุ่งมากๆ ร่างกายเราจะรับไหวไหม เพราะท้องแรกก็แพ้มากและลำบากมาก เหนื่อยมากกว่าจะผ่านมาได้ ทั้งเรื่องค่าใช้จ่ายต่างๆที่กำลังจะเกิดขึ้น ทุกอย่างตีกันสับสนในหัวไปหมด แต่สุดท้ายแล้ว ก็หยุดตรงที่ ดีแล้วล่ะ ก็เค้าอยากมาเกิด ก็ต้องทำให้ดีที่สุด ดีเหมือนกัน จะได้ตัดความกังวลเรื่องที่คิดมาโดยตลอดว่า ลูกสาวจะไม่มีพี่น้อง หากพ่อแม่ไม่อยู่บนโลกนี้แล้ว กลัวลูกจะเหงา กลัวลูกจะไม่มีเพื่อน ออกไปได้ซักที พอคิดได้ เราก็รีบปลุกแฟนให้ขึ้นมาดูผลสองขีดของเรา เค้าตื่นมางัวเงีย แต่พอเห็นที่ตั้งครรภ์สองขีด เค้าร้องไห้ตื้นตันใจ เพราะเค้าอยากมีลูกคนที่สองมาโดยตลอด จึงตกลงคุยกันว่า เดี๋ยววันจันทร์ตอนเย็น เราจะไปหาคุณหมอที่เราฝากครรภ์ลูกคนแรกกันเพื่อตรวจละเอียดอีกครั้ง
ตัดภาพมาที่เย็นวันจันทร์ที่ 21 เราไปหาคุณหมอที่เราฝากครรภ์และคลอดลูกคนแรกของเรา พร้อมเล่าอาการให้ฟังอย่างละเอียด นับอายุครรภ์จากประจำเดือนครั้งล่าสุด ถ้าท้องจริงอายุครรภ์จะอยู่ที่ 6w คุณหมอซาวน์ช่องคลอดและแจ้งว่ายังไม่พบถุงตั้งครรภ์ มีความเป็นไปได้ว่าอายุครรภค์ยังน้อยอยู่ เลยมองไม่เห็น แต่เนื่องจากว่ามีเลือดคล้ายประจำเดือนออกมาทุกวันคือความผิดปกติ คุณหมอเลยให้อีกเหตุผลว่า หรืออาจจะตั้งครรภ์แต่อยู่ผิดที่ผิดทาง เลยให้ตรวจเลือด ดูค่า Beta-Hcg เพื่อยืนยันก่อนว่าตั้งครรภ์หรือไม่ วันอังคาร คุณหมอแจ้งผลการตรวจเลือดพบว่าค่า Beta-Hcg ระบุค่าฮอร์โมนคือมีการตั้งครรภ์จริง ค่าฮอร์โมนสูงถึง 9000++ โดยคุณหมอแจ้งว่า วันพุธให้เข้ามาคลินิกอีกที เพื่อซาวน์หาถุงตั้งครรภ์อีกครั้ง ส่วนอาการของเราคือ เราเริ่มมีอาการแพ้ท้องแล้วค่ะ หิวหนักมาก รู้สึกผะอืดพะอม เพลีย ง่วงนอน คุณหมอจ่ายยาแก้แพ้ท้องให้ค่ะ
พอถึงเย็นวันพุธที่ 23 คุณหมอซาวน์ทางช่องคลอดเพื่อหาถุงตั้งครรภ์ให้อีกครั้งแต่ก็ยังไม่เจอถุงตั้งครรภ์อีกเช่นเคยแต่เจอบางอย่างคล้ายถุงน้ำอยู่ ในวันนั้น คุณหมอน่าจะยังไม่อยากให้เสียกำลังใจหรือคิดมาก เลยแจ้งเราว่า ตอนนี้ หาถุงตั้งครรภ์ไม่เจอ แต่ค่าฮอร์โมนชี้ชัดว่ามีการตั้งครรภ์จริง แต่การเลือดออกคืออาการไม่ปกติ อาจจะมีการท้อง แต่ผังตัวผิดที่ หรือด้วยสาเหตุอื่นใดๆ อยากให้คนไข้ไปตรวจกับคุณหมอท่านอื่นอีกครั้งเพื่อเป็นการคอนเซ้าท์คุณหมอเพิ่มอีกหนึ่งคน โดยแนะนำคุณหมออีกท่านให้และเขียนข้อมูลส่งต่อให้เพื่อยื่นเป็นข้อมูลกับคุณหมอท่านถัดไป ซึ่งเป็นคุณหมอที่ประจำอยู่ที่โรงพยาบาลประกันสังคมของเราพอดี เราเลยไปหาหมอที่โรงพยาบาลประกันสังคม เราสะดวกไปหาหมออีกครั้งวันเสาร์ คุณหมอท่านแรกจัดการดูตารางและช่วยนัดหลังไมค์ไปยังคุณหมอคนที่ให้ไปคอนเซาท์ให้ด้วย และในวันนั้น คุณหมอก็ให้เจาะเลือด ดูค่า Beta-Hcg อีกครั้ง เพื่อเป็นข้อมูลด้วย ก่อนกลับ คุณหมอกำชับว่า ถ้าปวดท้องมากจนทนไม่ไหว ห้ามรอ ให้ไปหาหมอที่โรงพยาบาลใกล้บ้านทันที เลยถามหมอไปว่า ทนไม่ไหวคือระดับไหนคะ หมอแจ้งว่า หากปวดมากคิดเป็นระดับที่ 10 ถ้าปวดมากกว่า 6 ห้ามรอ ให้ไปได้เลยย
วันพฤหัสที่ 24 คุณหมอส่งผลตรวจทางไลน์ ค่า Beta-Hcg ระบุคค่าฮอร์โมนสูงถึง 12000++ คุณหมอแจ้งว่า รอไปหาคุณหมอเฉพาะทางวันเสาร์ครั้งเดียวเลย แต่ยังกำชับอีกครั้งว่าหากช่วงก่อนถึงวันเสาร์มีอาการปวดท้อง ห้ามรอ ให้ไปหาหมอโรงพยาบาลใกล้บ้านก่อนทันที โชคดีที่เราไม่มีอาการปวดท้องมีแต่อาการคนแพ้ท้องคือ คลื่นไส้ หิวจัด เพลียอย่างเห็นได้ชัด
พบคุณหมอที่โรงพยาบาลครั้งที่ 1
จนกระทั่งวันเสาร์ที่ 26 พฤษภา 2568 เราไปหาหมอที่คุณหมอท่านแรกแนะนำที่โรงพยาบาล ตรวจกับคุณหมอ รอบนี้ พบถุงน้ำตามที่คุณหมอท่านแรกบอกและตรวจพบถุงตั้งครรภ์เล็กๆอยู่ใกล้ๆกัน ถุงน้ำที่ตรวจพบเป็นประเภทไม่เป็นอันตราย เพราะน่าจะเป็นถุงน้ำที่เกิดขึ้นและยุบเองได้ตามปกติ คุณหมอชี้ชัดว่าเป็นการตั้งครรภ์นอกมดลูก เพราะพบถุงตั้งครรภ์นั้นอยู่ที่บริเวณท่อนำไข่ ไม่สามารถที่จะเจริญต่อไปได้ จากผลการอัลตราซาวน์เห็นว่า มีเลือดไปเลี้ยงถุงตั้งครรภ์อยู่ เราต้องทำการเอาออก เพราะไม่เช่นนั้น ถุงตั้งครรภ์ที่อยู่บริเวณท่อนำไข่จะใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ จนทำให้ท่อนำไข่แตกและเกิดภาวะเสี่ยงอันตรายถึงชีวิตได้
ในด้านของการรักษา จากที่เราเข้าใจ คุณหมอแจ้งว่า ตอนนี้ในกรณีของเรายังมีทางเลือกได้สองทางคือ
1. การฉีดยาสลายถุงตั้งครรภ์ เป็นยาตัวเดียวกันกับยาของผู้ป่วยมะเร็ง เป็นอีกหนึ่งประเภทของยาคีโมบำบัด ยาตัวนี้เมื่อฉีดเข้าไป จะทำหน้าที่เข้าไปสลายถุงตั้งครรภ์ แต่ก่อนฉีดยาจะต้องตรวจเลือด เพื่อดูค่าตับ ไต และเอ็กซเรย์ปอดด้วย เพราะอาจมีผลทำให้ตับ ไตเรามีปัญหา หากค่าตับไตปอดของเราไม่ดีอยู่แล้ว จะไม่สามารถใช้วิธีนี้ได้ ข้อดีของวิธีการฉีดยาสลายถุงตั้งครรภ์ คือ ง่าย และหากสำเร็จ เราก็ไม่จำเป็นต้องผ่าตัดแบบเปิดหน้าท้อง เวลาพักฟื้นไม่นาน ข้อเสียคือ ฉีดแล้วไม่สามารถรับรองผลได้ว่าจะสำเร็จหรือไม่ สุดท้ายแล้ว หากถุงตั้งครรภ์แตกก่อน ก็ต้องไปผ่าตัดเปิดหน้าท้องเพื่อทำการรักษาเท่านั้น
2. การผ่าตัดมีสองวิธี คือ
2.1 แบบผ่าตัดเปิดหน้าท้องเหมือนตอนคลอดลูก วิธีนี้ใช้ประกันสังคมได้ค่ะ ข้อดีคือ ถ้ามีประกันสังคม ไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่ม แล้วก็ หากถุงตั้งครรภ์หรือท่อนำไข่ยังไม่แตกก่อน สามารถตัดออกส่วนของท่อนำไข่ด้านนั้นได้เลย แต่มีข้อเสียคือ ใช้เวลาพักฟื้นนาน
2.2 ผ่าตัดโดยใช้การส่องกล้อง ข้อดีคือ แผลเล็ก ใช้เวลาการพักฟื้นน้อยกว่าวิธีการผ่าตัดแบบเปิดหน้าท้อง ข้อเสียคือ ค่าใช้จ่ายสูงค่ะ ประกันสังคมไม่ครอบคลุม ในกรณีของเจ้าของกระทู้ ประกันกลุ่มของบริษัท และประกันสุขภาพส่วนตัวก็ไม่ครอบคลุมการผ่าตัดในกรณีตั้งครรภ์ แท้ง หรือภาวะแทรกซ้อนที่เกิดจากการตั้งครรภ์ เพราะฉะนั้น ถ้าใช้วิธีนี้ก็ต้องจ่ายเองทั้งหมดหนึ่งร้อยเปอร์เซนต์ค่ะ ค่าใช้จ่ายที่สอบถามมา เนื่องจากประกันสังคมของเจ้าของกระทู้เป็นโรงพยาบาลเอกชน ค่าใช้จ่ายจะอยู่ที่ 200,000+- นิดหน่อยค่ะ
สำหรับเรา หลังจากที่มีการตรวจค่าตับ ค่าไต และเอ็กเรย์ปอดแล้ว สามารถที่จะเลือกวิธีการฉีดยาสลายการตั้งครรภ์ก่อน อ๋อออ ลืมบอกไปค่ะ ว่าค่าฮอร์โมน Beta-Hcg ที่เจาะในวันเสาร์ที่ 26 มีค่าฮอร์โมนสูงถึง 18000++ ซึ่งถือว่าเป็นค่าที่สูงมากกกก แต่คุณหมอบอกว่า เราสามารถลองฉีดก่อนได้ เพราะถุงตั้งครรภ์ยังเล็กอยู่มากขนาดน่าจะประมาณ 2 ซม.หรือ 2 มล. จำไม่ได้แล้วค่ะ >__<" เราเลยเลือกวิธีนี้ค่ะ คุณหมอแจ้งว่าวันที่จะมาฟังผลอาทิตย์หน้า ค่าฮอร์โมนเบต้า ควรลดลงมาอย่างน้อย 15% หากไม่ลด ควรพิจารณาเรื่องการผ่าตัดอย่างเร่งด่วนค่ะ อีกทั้งคุณหมอเน้นย้ำเรื่องความเสี่ยงค่ะว่า ถุงตั้งครรภ์หรือท่อนำไข่สามารถแตกได้ตลอดเวลา เพราะฉะนั้นให้ระมัดระวัง ไม่เดินเยอะ ไม่ยกของหนัก ห้ามมีเพศสัมพันธ์ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น การอยากจะแตกก็แตกโดยที่ไม่ทำอะไรแบบนั้นแตกโดยไม่มีเหตุผลก็มีเช่นกัน เพราะฉะนั้น หากปวดท้องมาก ให้มาโรงพยาบาลทันทีค่ะ เพราะ อาจหมายถึงการแตกแล้วเกิดเลือดไหลในท้อง ถึงขั้นเสียเลือดมาก หากรักษาไม่ทัน สามารถเสียชีวิตได้ค่ะ โดยนัดให้ติดตามผลอีกครั้ง หนึ่งสัปดาห์ถัดไป คือวันเสาร์ที่ 3 พฤษภาคม 2568 ค่ะ
ตัดภาพมาหลังจากที่ฉีดยาครั้งที่ 1 นะคะ คืนแรกนอนหลับสบายมาก วันอาทิตย์แทบไม่มีอาการปวดใดๆ มีอาการปวดท้องน้อยบ้าง แต่อยู่ในระดับที่ทนได้ เหมือนปวดท้องช่วงประจำเดือน หลังจากนั้น คืนวันจันทร์มีปวดท้องมากแบบ หากกดท้อง จะรู้สึกปวด แต่พอกินยาแก้ปวด เช้าวันต่อมาก็ยังสามารถไปทำงานได้ตามปกติ เลือดออกเป็นเมือกสีน้ำตาลนิดหน่อย ไม่เลอะกางเกงใน เวลาฉี่แล้วเช็ดถึงจะเห็น เรามองว่า โอ้โหว ดีจัง ไม่เห็นมีอาการตามที่หมอบอกเลย เช่น ปวดท้อง เลือดไหลหรืออะไรต่างๆ สองวันสุดท้ายก่อนถึงนัดหมอเวลาฉี่คือไม่มีเลือดติดทิชชู่มาเลยด้วยซ้ำ เราโชคดีจัง แต่อาการแพ้ท้องยังจัดหนักจัดเต็ม เหนื่อย เพลีย หิวจัด ง่วง ใดๆคือ อาทิตย์นี้ทั้งอาทิตย์ เปลี้ยมากกับอาการแพ้ท้องค่ะ
ไปพบคุณหมอครั้งที่ 2
สุดท้ายแล้ว หนึ่งอาทิตย์ผ่านไป พอถึงวันที่ที่ฟังผลในวันเสาร์ที่ 3 พฤษภา เราเล่าอาการหลังฉีดตลอดหนึ่งอาทิตย์ที่ผ่านมาให้หมอฟัง หมอบอกว่า ดูเหมือนร่างกายไม่ค่อยตอบสนองกับยาเท่าไหร่เลย เราได้ฟังแบบนั้น ก็ได้แต่คิดในใจว่า อ้าวววววววว ไอ้ที่เราคิดว่าตัวเองโชคดี ไม่ค่อยเจ็บท้อง เลือดก็ไม่ค่อยออก นี่เป็นสัญญาณที่ไม่ค่อยดีเหรอเนี่ยยยย กลายเป็นว่าร่างกายไม่ค่อยตอบสนองกับยาซะงั้นเหรอเนี่ย >____< ในวันนั้นคุณหมอเจาะเลือดดูค่าฮอร์โมน Beta-Hcg อีกครั้ง พบว่าค่าฮอร์โมนลดลงมาไม่ถึง 15 % แต่กล้ำกึ่งอยู่ที่ประมาณ 13% คุณหมอแจ้งว่าอยากให้ลองพิจารณาเรื่องผ่าตัดเลยดีไหม เพราะว่า หากผลฮอร์โมนลดลงน้อยแบบนี้ การรักษาโดยการฉีดสลายถุงตั้งครรภ์อาจจะไม่สำเร็จ รวมทั้งหมอกลัวท่อนำไข่หรือถุงตั้งครรภค์จะแตกก่อน หากมาผ่าตัดทีหลัง มันก็เสี่ยงกว่าตอนที่เราเลือกที่จะผ่าตัดก่อนที่จะแตกอยู่แล้ว แต่คุณหมอก็ยังให้โอกาสตัดสินใจที่จะฉีดเข็มสองหรือไม่ เพราะ ค่าฮอร์โมนที่ลดก็ไม่ใช่ว่าจะแย่เลย ก็ยังพอมีโอกาสและความหวังอยู่บ้าง ในตอนนั้นที่คุณหมออธิบาย เราที่ยังไม่ได้เตรียมตัวเตรียมใจมาผ่าตัดเลยและยังไม่พร้อมจะเจ็บตัว เลยขอคุณหมอฉีดยาเข็มที่ 2 อีกครั้ง ซึ่งคุณหมอก็ฉีดให้แล้วก็บอกว่าถ้ารอบหน้า ค่าฮอร์โมนลดไม่ถึง 15% ต้องพิจารณาเรื่องการผ่าตัดแล้วจริงๆนะคะ เพราะว่า วันเวลาผ่านไป ค่าฮอร์โมนไม่ลด ก็แสดงว่าจะยังมีการเจริญเติบโตอยู่ ท่อนำไข่เราอาจจะแตกซะก่อน เพราะท่อนำไข่มันมีขนาดเล็กมาก เล็กกว่าหลอดยาคูลท์อีก O-o'' ให้งดข้าวงดน้ำเตรียมมาด้วยนะคะ เราได้ฟังแบบนั้นก็ตกลง แล้วบอกว่า โอเครคุณหมอจะเตรียมตัวเตรียมใจมาให้พร้อมเลยค่ะ T____T